วันอังคารที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2568

เสียงเข่าลั่น "กรอบแกรบ" คือเรื่องปกติหรือสัญญาณเตือนภัยที่ต้องระวัง?

 



เสียงเข่าลั่น "กรอบแกรบ" คือเรื่องปกติหรือสัญญาณเตือนภัยที่ต้องระวัง?

เคยไหมครับ? จังหวะที่กำลังลุกจากเก้าอี้ทำงาน หรือตอนที่กำลังย่อตัวลงไหว้พระ จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงดัง "ก๊อบ!" หรือ "แกรบ!" ดังออกมาจากหัวเข่า

เสียงนั้นมันดังจนคนข้างๆ หันมามอง หรือบางทีตัวเราเองก็ตกใจ คิดในใจว่า "แย่แล้ว กระดูกฉันหักหรือเปล่า?" หรือ "นี่ฉันแก่จนเข่าเสื่อมแล้วเหรอเนี่ย?"

ความกังวลเรื่องเสียงในข้อนี่เป็นเรื่องยอดฮิตที่คนไข้ถามหมอทุกวันครับ บางคนกังวลมากจนไม่กล้าขยับเข่า ไม่กล้าออกกำลังกาย เพราะกลัวว่ายิ่งขยับ ข้อจะยิ่งพัง

วันนี้หมอจะมาไขข้อข้องใจเรื่อง "เสียงในเข่า" ให้ฟังกันแบบเจาะลึก แต่เข้าใจง่าย เพื่อให้ทุกคนสบายใจและรู้วิธีดูแลตัวเองที่ถูกต้องครับ

เรื่องเล่าจากคลินิก: คุณป้าเพ็ญกับเสียงเข่าปริศนา

วันก่อนมีคนไข้ชื่อคุณป้าเพ็ญ อายุ 58 ปี เข้ามาหาหมอด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก ป้าเพ็ญเล่าว่า "หมอคะ ป้าเครียดมากเลย เมื่อวานไปทำบุญที่วัด ตอนช่วงที่กำลังจะลุกจากท่าพับเพียบ เข่ามันดัง 'เปรี้ยะ' ดังมาก! ดังจนป้าใจหายแวบเลยค่ะ แต่แปลกที่มันไม่เจ็บนะหมอ แต่มันดังน่ากลัวมาก ป้ากลัวว่ากระดูกข้างในมันจะแตกหรือเสียดสีกันจนพังไปหมดแล้ว"

ป้าเพ็ญหยุดออกกำลังกาย หยุดเดินสวนสาธารณะทันทีเพราะกลัวเข่าพัง

หมอได้ตรวจร่างกายป้าเพ็ญอย่างละเอียด ให้ป้าลองลุกนั่งและจับที่หัวเข่า ก็พบว่ามีเสียงดังจริงครับ แต่เมื่อกดดูจุดต่างๆ รอบเข่า ป้าเพ็ญบอกว่า "ไม่เจ็บเลยค่ะหมอ" และเมื่อดูฟิล์มเอกซเรย์ ก็พบว่าช่องว่างระหว่างข้อเข่ายังดูดีอยู่ ไม่ได้แคบลงจนน่าเกลียด

กรณีของป้าเพ็ญนี้ คือตัวอย่างที่ดีมากของสิ่งที่เรียกว่า "เสียงเข่าลั่นทั่วไป" ซึ่งไม่ได้อันตรายอย่างที่คิดครับ แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีเสียงอีกแบบที่เป็นสัญญาณเตือนภัยจริงๆ

แล้วเราจะแยกแยะได้อย่างไร? มาดูกันครับ

ความจริงเบื้องหลัง "เสียง" ในหัวเข่า

ในทางการแพทย์ เราเรียกเสียงในข้อว่า "Crepitus" ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ตามสาเหตุที่เกิดครับ เพื่อให้เข้าใจง่าย หมอขอเปรียบเทียบแบบนี้ครับ

1. เสียง "ป๊อก" แบบฟองอากาศแตก (เสียงแห่งความโล่งใจ)

เสียงแบบนี้มักจะดัง "ป๊อก" หรือ "เปรี้ยะ" ครั้งเดียว แล้วก็หายไป สักพักถึงจะทำเสียงนี้ได้ใหม่ คล้ายๆ กับเวลาที่เราหักนิ้วเล่นนั่นแหละครับ

สาเหตุเกิดจาก: ในน้ำหล่อเลี้ยงข้อเข่าของเรา มีก๊าซละลายอยู่ (เช่น ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือไนโตรเจน) เมื่อเรางอหรือเหยียดเข่าแรงๆ ทันที จะเกิดแรงดันที่เปลี่ยนแปลงในข้อ ทำให้ก๊าซเหล่านี้รวมตัวกันเป็นฟองอากาศแล้ว "แตกตัว" ออก ทำให้เกิดเสียงดัง

ข่าวดี: เสียงแบบนี้ "ไม่อันตราย" ครับ และไม่ใช่สัญญาณของข้อเสื่อม ยิ่งถ้าดังแล้วไม่มีอาการเจ็บปวดร่วมด้วย สบายใจได้เลยครับ มันเป็นแค่กลไกทางฟิสิกส์ของของเหลวในร่างกายเท่านั้น

2. เสียง "กรอบแกรบ" เหมือนทรายบดกัน (เสียงสัญญาณเตือน)

เสียงแบบนี้จะฟังดูน่ารำคาญกว่าครับ มันจะดัง "ครืดคราด" หรือ "กรอบแกรบ" ทุกครั้งที่เราขยับเข่า งอก็ครืด เหยียดก็แกรบ เหมือนมีกระดาษทรายถูไปมาข้างใน

สาเหตุเกิดจาก: ผิวข้อเข่าของเราเริ่ม "ไม่เรียบ" ครับ ปกติกระดูกอ่อนผิวข้อจะเรียบลื่นเหมือนลานสเก็ตน้ำแข็ง แต่พอเริ่มเสื่อม ผิวจะขรุขระเหมือนถนนลูกรัง เมื่อกระดูกเสียดสีกัน จึงเกิดเสียงดังจากการเสียดสี

สัญญาณอันตราย: ถ้าเสียงแบบนี้มาพร้อมกับ "ความรู้สึกเจ็บ" "เสียวแปร๊บ" หรือ "ขัดๆ ในข้อ" นี่แหละครับคือสัญญาณเริ่มต้นของ "โรคข้อเข่าเสื่อม" ที่ต้องรีบดูแล

ทำไมข้อเข่าถึงส่งเสียงร้องประท้วง? (สาเหตุที่แท้จริง)

นอกจากการแตกตัวของฟองอากาศแล้ว สาเหตุที่ทำให้เกิดเสียงและนำไปสู่ความเสื่อม มีหลายปัจจัยครับ

  • ผิวข้อขรุขระ (Cartilage Wear): นี่คือสาเหตุหลักของคนวัย 50+ เมื่อกระดูกอ่อนสึกหรอ กระดูกแข็งๆ ข้างใต้จะเริ่มโผล่ออกมาเจอกัน เกิดความฝืดและเสียงดัง
  • เส้นเอ็นดีดตัว (Snapping Tendon): บางครั้งเสียงดัง "กึก" เวลาเดิน อาจเกิดจากเส้นเอ็นรอบๆ เข่า มันกลิ้งข้ามปุ่มกระดูก เหมือนเวลาเราดีดสายกีตาร์ อันนี้มักเกิดในคนที่กล้ามเนื้อตึงมากๆ หรือนักกีฬา
  • ลูกสะบ้าเคลื่อน (Patellar Tracking Issue): ถ้ากล้ามเนื้อหน้าขาไม่แข็งแรง ลูกสะบ้าอาจจะวิ่งไม่ตรงร่อง เวลาขยับเข่ามันจะถูไถกับขอบร่องกระดูกจนเกิดเสียงและอาการเจ็บหน้าเข่าได้

การตรวจวินิจฉัย: หมอรู้ได้อย่างไรว่าเสียงไหนน่ากลัว?

เมื่อมาหาหมอ หมอจะไม่ได้ฟังแค่เสียงครับ แต่หมอจะดู "อาการร่วม" เป็นหลัก

  1. ซักประวัติ: เสียงดังตอนไหน? ดังตอนเดินทางราบ หรือดังตอนขึ้นบันได? (ถ้าดังตอนขึ้นบันไดหรือลุกนั่ง มักเกี่ยวกับลูกสะบ้าหรือข้อเข่าเสื่อม) เจ็บไหม? เคยเข่ากระแทกมาก่อนไหม?
  2. ตรวจร่างกาย: หมอจะวางมือบนลูกสะบ้าแล้วให้คนไข้เหยียดงอเข่า เพื่อสัมผัสถึง "แรงสั่นสะเทือน" (Crepitus) ถ้าหมอรู้สึกเหมือนมีเม็ดทรายบดกันใต้ฝ่ามือ แสดงว่าผิวข้อเริ่มสึกแล้วครับ
  3. เอกซเรย์ (X-ray): เพื่อดูว่าช่องว่างระหว่างกระดูกแคบลงหรือยัง หรือมีหินปูนงอกขึ้นมาขัดขวางการเคลื่อนไหวหรือไม่

ปัจจัยเสี่ยง: ใครบ้างที่เข่าจะ "ลั่น" ก่อนวัยอันควร?

  • น้ำหนักตัวเกิน: ทุกๆ 1 กิโลกรัมที่เราหนักขึ้น เข่าจะต้องรับแรงเพิ่มขึ้น 4-6 กิโลกรัมเวลาก้าวเดิน แรงกดมหาศาลนี้จะบดขยี้ผิวกระดูกอ่อนให้พังเร็วขึ้นและเกิดเสียง
  • กล้ามเนื้อต้นขาไม่แข็งแรง: กล้ามเนื้อหน้าขา (Quadriceps) คือ "โช้คอัพ" ธรรมชาติ ถ้ากล้ามเนื้อนี้ลีบเล็ก แรงกระแทกทั้งหมดจะลงไปที่กระดูกข้อเข่าโดยตรง
  • ใช้งานผิดวิธี: การนั่งพับเพียบ นั่งยองๆ หรือคุกเข่าบ่อยๆ เป็นท่านั่งที่ทำลายข้อเข่ามากที่สุด เพราะมันเพิ่มแรงดันในข้อเข่ามหาศาล
  • เคยบาดเจ็บ: ใครที่เคยเอ็นไขว้หน้าฉีก หรือหมอนรองกระดูกเข่าฉีก จะมีความเสี่ยงข้อเสื่อมและมีเสียงในเข่าเร็วกว่าคนทั่วไป

แนวทางการรักษาและดูแล: ต้องผ่าตัดไหม?

คำถามที่ทุกคนอยากรู้คือ "เสียงนี้จะหายไหม?"

หมอต้องบอกตามตรงว่า "เสียงอาจจะไม่หายไป 100%" ครับ โดยเฉพาะถ้าผิวข้อเริ่มขรุขระไปแล้ว แต่สิ่งที่เราทำได้และต้องทำ คือ "ทำให้เสียงลดลง และที่สำคัญคือต้องไม่เจ็บ"

1. การออกกำลังกาย (ยาขนานเอก)

หลายคนเข้าใจผิดว่า เข่าดังต้องหยุดเดิน หยุดขยับ... ผิดมหันต์ครับ! ยิ่งหยุดขยับ กล้ามเนื้อยิ่งลีบ เข่ายิ่งหลวม เสียงยิ่งดัง และจะเริ่มปวดจริงจัง

ท่าบริหารง่ายๆ ที่หมอแนะนำคือ "ท่านั่งเตะขา (Seated Knee Extension)"

  • นั่งบนเก้าอี้ ให้เท้าลอยจากพื้น
  • เหยียดเข่าข้างหนึ่งขึ้นมาให้ขาตรง เกร็งหน้าขาค้างไว้ นับ 1-10
  • ค่อยๆ ผ่อนลง
  • ทำสลับซ้ายขวา ข้างละ 20 ครั้ง เช้า-เย็น

ท่านี้จะช่วยสร้างกล้ามเนื้อหน้าขาให้แข็งแรงขึ้น เพื่อช่วยพยุงข้อเข่า ลดแรงบดอัด และลดเสียงดังได้ครับ

2. ลดน้ำหนัก (ยาลดแรงกด)

ถ้าน้ำหนักลดลงเพียง 5% ของน้ำหนักตัว (เช่น หนัก 80 ลดเหลือ 76) อาการปวดเข่าและเสียงกรอบแกรบจะดีขึ้นอย่างชัดเจน เพราะภาระงานของเข่าลดลงมหาศาลครับ

3. การรักษาทางการแพทย์

  • ยา: ยาแก้ปวดลดอักเสบ ใช้เมื่อมีอาการปวดเฉียบพลันเท่านั้น
  • ฉีดน้ำเลี้ยงข้อเทียม (Hyaluronic Acid): เหมือนการเติมน้ำมันเครื่องเข้าไปในข้อ เพื่อลดความฝืดและลดเสียง ช่วยให้ขยับได้ลื่นขึ้น (เหมาะกับเข่าเสื่อมระยะเริ่มต้นถึงปานกลาง)
  • ผ่าตัด: จะทำก็ต่อเมื่อข้อเสื่อมรุนแรงมาก ขาโก่งผิดรูป หรือปวดจนใช้ชีวิตไม่ได้จริงๆ ครับ

พยากรณ์โรค: จะเดินไม่ได้ไหมในอนาคต?

ถ้าท่านมีแค่เสียง "ก๊อบแก๊บ" แต่ ไม่เจ็บ ท่านสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติเลยครับ เพียงแต่ต้องเริ่มหันมาดูแลใส่ใจสุขภาพเข่าให้มากขึ้น ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันไม่ให้มันพัฒนาไปเป็นความเจ็บปวด

แต่ถ้ามีเสียง บวกกับอาการเจ็บ ถ้าได้รับการดูแลรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ ปรับพฤติกรรม อาการมักจะดีขึ้นจนใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติ ไม่ต้องจบที่การผ่าตัดเสมอไปครับ

สรุป: อย่าตื่นตระหนก แต่ให้ตระหนัก

เสียงในเข่า คือวิธีการสื่อสารของร่างกายที่กำลังบอกอะไรบางอย่างกับเรา

  • ถ้าดัง "ป๊อก" นานๆ ที ไม่มีเจ็บ = ปกติ (แค่ฟองอากาศ)
  • ถ้าดัง "ครืดคราด" ตลอดเวลา + เจ็บ/ขัด = เตือนข้อเสื่อม

ไม่ว่าเสียงจะเป็นแบบไหน สิ่งที่ดีที่สุดที่ท่านทำได้ตั้งแต่วันนี้ คือ "ลุกขึ้นมาขยับ" ครับ การนั่งเฉยๆ คือศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดของข้อต่อ

บริหารกล้ามเนื้อหน้าขา ลดน้ำหนักส่วนเกิน และเลี่ยงท่านั่งพับเพียบ เท่านี้ท่านก็จะยืดอายุการใช้งานเข่าคู่ใจ ให้พาเราเดินไปเที่ยว ไปทำบุญ ไปหาลูกหลานได้อีกนานแสนนานครับ

ไม่ต้องรอให้เข่าเงียบกริบถึงจะเริ่มดูแลนะครับ เริ่มวันนี้ ดีที่สุดครับ

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ จังหวัดเชียงใหม่ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#เข่าลั่น #เสียงในเข่า #ข้อเข่าเสื่อม #ปวดเข่า #หมอเก่งกระดูกและข้อ #Crepitus #สุขภาพผู้สูงอายุ #ออกกำลังกายแก้ปวดเข่า #ดูแลข้อเข่า #เชียงใหม่


References:

  1. Pazzinatto MF, de Oliveira Silva D, Faria NC, et al. Knee crepitus is associated with patellofemoral cartilage lesions and structural features of knee osteoarthritis. Osteoarthritis Cartilage. 2019;27(1):164-169.
  2. McCoy GF, McCrea JD, Beverland DE, et al. Vibration arthrography as a diagnostic aid in diseases of the knee. A preliminary report. J Bone Joint Surg Br. 1987;69(2):288-293.
  3. Song SJ, Park CH, Liang H, Kim SJ. Noise around the Knee. Clin Orthop Surg. 2018;10(4):385-391.
  4. Robertson CJ. Joint crepitus—are we failing our patients? Physiotherapy Research International. 2010;15(4):185-188.
  5. Schiphof D, van Middelkoop M, de Klerk BM, et al. Crepitus is a first indication of patellofemoral osteoarthritis (and not of tibiofemoral osteoarthritis). Osteoarthritis Cartilage. 2014;22(6):831-838.

"ข้อเข่าเสื่อมระยะเริ่มต้น ไม่ปวด แต่อยากฉีด PRP เพื่อสร้างกระดูกอ่อนใหม่... ทำได้จริงไหม?"

 



"ข้อเข่าเสื่อมระยะเริ่มต้น ไม่ปวด แต่อยากฉีด PRP เพื่อสร้างกระดูกอ่อนใหม่... ทำได้จริงไหม?"

วันก่อนหมอได้คุยกับคนไข้ท่านหนึ่ง สมมติว่าชื่อ "คุณป้าเพ็ญ" อายุประมาณ 60 ปี เดินเข้ามาในห้องตรวจด้วยท่าทางกระฉับกระเฉง ใบหน้ายิ้มแย้ม ไม่ได้เดินกะเผลก หรือมีท่าทีเจ็บปวดอะไรเลยครับ

คุณป้าเพ็ญบอกหมอว่า "หมอคะ ป้าไปตรวจสุขภาพมา หมอที่นั่นบอกว่าป้าเริ่มมีข้อเข่าเสื่อมนิดหน่อย เป็นระยะที่ 1 หรือ 2 นี่แหละค่ะ แต่ป้ายังไม่มีอาการปวดเลยนะ เดินเหินได้ปกติ แต่อยากจะมาฉีดเลือดปั่น PRP ค่ะ เห็นเขาว่ามันช่วยสร้างกระดูกอ่อนขึ้นมาใหม่ได้ ป้าอยากฉีดกันไว้ก่อน เดี๋ยวแก่ไปแล้วจะเดินไม่ได้"

คำถามของคุณป้าเพ็ญ เป็นคำถามที่หมอเจอบ่อยมากในปัจจุบันครับ ที่คนเริ่มหันมาดูแลสุขภาพเชิงป้องกันกันมากขึ้น และเทคโนโลยีการใช้ "เกล็ดเลือดเข้มข้น" หรือ PRP (Platelet-Rich Plasma) ก็กำลังเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย

แต่ความเชื่อที่ว่า "ฉีดแล้วกระดูกอ่อนงอกใหม่เหมือนเด็ก" หรือ "ฉีดกันไว้ก่อนทั้งที่ยังไม่ปวด" นั้น เป็นความจริงทางการแพทย์มากน้อยแค่ไหน วันนี้หมอจะมาเล่าให้ฟังแบบเจาะลึก อ้างอิงจากข้อมูลวิชาการล่าสุด เพื่อให้ทุกคนเข้าใจตรงกันครับ

ความเข้าใจผิดเรื่อง "ยาวิเศษ" กับความเป็นจริงของร่างกาย

ก่อนอื่นหมอต้องขอชมเชยคุณป้าเพ็ญและหลายๆ ท่านที่คิดถึงการป้องกันก่อนรักษาครับ เป็นทัศนคติที่ดีมาก แต่เราต้องทำความเข้าใจธรรมชาติของ "กระดูกอ่อนผิวข้อ" กันก่อนครับ

เปรียบเทียบง่ายๆ กระดูกอ่อนในข้อเข่าเรา เหมือน "ยางรถยนต์" ครับ ที่ใช้งานทุกวันมันก็ต้องมีการสึกหรอไปตามกาลเวลา ร่างกายเรามีความสามารถในการซ่อมแซมตัวเองอยู่บ้าง แต่สำหรับกระดูกอ่อนนั้น เป็นเนื้อเยื่อที่เลือดไปเลี้ยงน้อยมาก ทำให้การซ่อมแซมตัวเองตามธรรมชาติทำได้ยากกว่าผิวหนังหรือกล้ามเนื้อครับ

ความเชื่อที่ว่า ฉีด PRP เข้าไปปุ๊บ แล้วกระดูกอ่อนจะ "งอก" ขึ้นมาใหม่จนหนาปึ้กเหมือนสมัยวัยรุ่นทันทีนั้น "ยังไม่ถูกต้องซะทีเดียว" ครับ ในทางการแพทย์ เรายังไม่มีวิธีไหนที่ฉีดปุ๊บแล้วสร้างผิวข้อใหม่ได้สมบูรณ์แบบ 100% ขนาดนั้น

แต่... ข่าวดีคือ PRP มีบทบาทสำคัญในการ "เปลี่ยนสภาพแวดล้อม" ในข้อเข่าครับ เดี๋ยวหมอจะอธิบายให้ฟังว่ามันทำงานอย่างไร

PRP คืออะไร? ทำไมถึงฮิตกันจัง

PRP ย่อมาจาก Platelet-Rich Plasma แปลเป็นไทยง่ายๆ คือ "พลาสมาที่มีเกล็ดเลือดเข้มข้น" ครับ

วิธีการคือ หมอจะเจาะเลือดจากแขนของเราเอง (เหมือนเจาะเลือดตรวจสุขภาพ) ประมาณ 10-20 ซีซี แล้วนำไปปั่นด้วยเครื่องเหวี่ยงความเร็วสูง เพื่อแยกเอาเฉพาะส่วนที่เป็น "น้ำเหลือง" และ "เกล็ดเลือด" ออกมา ส่วนเม็ดเลือดแดงที่เราไม่ต้องการก็จะแยกทิ้งไป

ในเกล็ดเลือดเข้มข้นนี้ จะอุดมไปด้วยสิ่งที่เรียกว่า Growth Factors หรือ "สารกระตุ้นการเติบโต" หลากหลายชนิด เปรียบเสมือน "หัวหน้าคนงานก่อสร้าง" ที่เก่งฉกาจครับ

เมื่อเราฉีดเจ้าหัวหน้าคนงาน (PRP) เข้าไปในจุดที่บาดเจ็บหรือเสื่อมสภาพ เขาจะไปตะโกนสั่งงานให้ร่างกายซ่อมแซมตัวเอง กระตุ้นให้เซลล์ต่างๆ ตื่นตัว ลดการอักเสบ และสร้างสมดุลในข้อเข่าให้ดีขึ้น

เจาะลึก: PRP ช่วย "สร้างกระดูกอ่อน" ได้จริงไหม? (ข้อมูลอัปเดตล่าสุด)

นี่คือหัวใจสำคัญของบทความนี้ครับ ข้อมูลทางการแพทย์ล่าสุดจากงานวิจัยระดับโลกหลายฉบับ ให้คำตอบไปในทิศทางเดียวกันครับว่า

สำหรับคนไข้ข้อเข่าเสื่อมระยะเริ่มต้น (ระยะ 1-2) ที่กระดูกอ่อนยังเหลืออยู่พอสมควร PRP มีผลดีในเชิงลึกดังนี้ครับ:

1. การยับยั้งการทำลาย (Slow Down Destruction): ในข้อเข่าเสื่อม จะมีสารอักเสบที่คอย "กัดกิน" กระดูกอ่อนอยู่ตลอดเวลา PRP มีฤทธิ์เข้าไปยับยั้งเจ้าสารทำลายพวกนี้ครับ ทำให้กระบวนการเสื่อม "ช้าลง" อย่างมีนัยสำคัญ นี่คือหัวใจหลักเลยครับ คือการ "ชะลอ" ไม่ให้มันพังเร็วไปกว่าเดิม

2. การฟื้นฟูสภาพ (Restoration & Homeostasis): สาร Growth Factors ใน PRP จะเข้าไปปรับสมดุลน้ำในข้อเข่า ช่วยให้เซลล์กระดูกอ่อนที่ยังเหลืออยู่ แข็งแรงขึ้น ทำงานได้ดีขึ้น และตายช้าลงครับ เหมือนเราใส่ปุ๋ยชั้นดีลงไปในดินที่กำลังจะแห้งแล้ง ให้ต้นไม้ (กระดูกอ่อน) ที่เหลืออยู่ กลับมาชุ่มชื้นและแข็งแรงอีกครั้ง

3. เรื่องการ "สร้างใหม่" (Regeneration): ถามว่าสร้างใหม่ไหม? หลักฐานจากภาพถ่าย MRI ในงานวิจัยบางชิ้น พบว่าหลังฉีด PRP ต่อเนื่อง ในคนไข้บางราย "ไม่มีการบางตัวลงของกระดูกอ่อนเพิ่มเติม" และในบางรายพบว่าผิวข้อดูเรียบเนียนขึ้น หรือมีความหนาแน่นของเนื้อเยื่อดีขึ้นเล็กน้อย

แต่หมอต้องย้ำนะครับว่า มันไม่ใช่การงอกใหม่แบบก้าวกระโดดจนข้อเข่ากลับไปเป็นเด็กอายุ 20 แต่เป็นการ "รักษาโครงสร้างเดิมไว้ให้ดีที่สุด" และ "ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอระดับจุลภาค" ให้กลับมาทำงานได้ดีครับ

คนไข้ระยะ 1-2 ที่ "ไม่ปวด" ควรฉีดไหม?

กลับมาที่คุณป้าเพ็ญที่ยังไม่ปวดเลย หมอขอแยกคำแนะนำเป็นแบบนี้ครับ

กรณีที่ 1: ไม่ปวดเลย และใช้งานทั่วไป หากเอกซเรย์เจอความเสื่อมนิดหน่อย แต่ชีวิตประจำวันปกติ ไม่เจ็บ ไม่ขัด หมอแนะนำให้เน้น "การปรับพฤติกรรม" เป็นหลักก่อนครับ เช่น การออกกำลังกายบริหารกล้ามเนื้อรอบเข่า (Quadriceps) ให้แข็งแรง ลดน้ำหนัก (ถ้าเกินเกณฑ์) และหลีกเลี่ยงท่าทางทำร้ายเข่า เพราะร่างกายยังสมดุลดีอยู่ การฉีดเจ็บตัวเปล่าๆ อาจจะยังไม่จำเป็นที่สุดในตอนนี้ครับ

กรณีที่ 2: ไม่ปวดมาก แต่ "ใช้งานหนัก" หรือเป็นนักกีฬา กลุ่มนี้อาจจะพิจารณาฉีดได้ครับ เพื่อเป็นการ Recovery หรือฟื้นฟูสภาพหลังจากใช้งานหนักมานาน ช่วยลดโอกาสการเกิดการอักเสบซ่อนเร้น และยืดอายุการใช้งานข้อเข่าในระยะยาวได้

กรณีที่ 3: เริ่มมีอาการ "ขัดๆ" หรือเสียวแว๊บๆ (แม้ไม่ปวดตลอดเวลา) นี่คือสัญญาณเตือนครับ! ระยะนี้แหละครับที่ PRP จะได้ผลดีที่สุด คือระยะ "Early Symptomatic" หรือเริ่มมีอาการ การฉีดในช่วงนี้จะช่วยหยุดยั้งกระบวนการอักเสบตั้งแต่ต้นลม ไม่ให้ลุกลามจนกระดูกอ่อนพังเสียหาย

ขั้นตอนการรักษาด้วย PRP ที่ถูกต้อง เป็นอย่างไร?

การฉีด PRP ไม่ใช่แค่เจาะเลือดแล้วฉีดเข้าไปเฉยๆ นะครับ ความแม่นยำและเทคนิคสำคัญมาก เพื่อให้ได้ผลสูงสุด:

1. การเตรียมตัว: คนไข้ควรพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำเยอะๆ เพื่อให้เลือดไม่ข้นเกินไป และควรงดยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs บางชนิดก่อนมาเจาะเลือด เพื่อให้เกล็ดเลือดทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ

2. การเตรียม PRP: ต้องใช้ชุดอุปกรณ์ (Kit) ที่ได้มาตรฐานทางการแพทย์ เป็นระบบปิด (Closed System) เพื่อป้องกันการติดเชื้อ และต้องปั่นแยกให้ได้ความเข้มข้นของเกล็ดเลือดในปริมาณที่เหมาะสม (3-5 เท่าของเลือดปกติ) ถึงจะหวังผลในการรักษาได้ครับ

3. การฉีดด้วยอัลตราซาวด์ (Ultrasound Guidance): ข้อนี้สำคัญที่สุดครับ! หมอสมัยใหม่จะไม่ใช้การคลำแล้วจิ้มสุ่มๆ อีกต่อไป แต่เราจะใช้เครื่องอัลตราซาวด์สแกนดูภายในข้อเข่าขณะฉีด เพื่อนำทางเข็มให้ปลายเข็มเข้าไปอยู่ในตำแหน่ง "เป้าหมาย" อย่างแม่นยำ ไม่ไปโดนเส้นเอ็นหรือไขมัน แต่ลงไปในช่องข้อที่มีปัญหาจริงๆ เพื่อให้ยาออกฤทธิ์ได้ตรงจุด 100% ครับ

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ข้อเข่าเสื่อมเร็วขึ้น (รู้ไว้จะได้เลี่ยง)

แม้เราจะฉีด PRP ดีแค่ไหน แต่ถ้าเรายังทำร้ายเข่าอยู่ ผลลัพธ์ก็อาจจะอยู่ไม่นานครับ สิ่งที่ต้องระวังคือ:

  • น้ำหนักตัว: ทุก 1 กิโลกรัมที่เพิ่มขึ้น คือภาระของเข่ามหาศาล
  • ท่านั่ง: นั่งพับเพียบ นั่งขัดสมาธิ นั่งยองๆ เป็นเวลานานๆ
  • การกระแทก: กีฬาที่กระโดดบ่อยๆ หรือวิ่งบนพื้นแข็งโดยรองเท้าไม่ซัพพอร์ต
  • กล้ามเนื้อไม่แข็งแรง: ถ้ากล้ามเนื้อต้นขาไม่ช่วยรับน้ำหนัก ภาระทั้งหมดจะไปลงที่กระดูกอ่อนครับ

พยากรณ์โรค: ฉีดแล้วหายขาดไหม? ต้องฉีดตลอดชีวิตหรือเปล่า?

PRP ไม่ใช่ยาอมตะที่ฉีดครั้งเดียวจบตลอดชีวิตครับ

  • ผลการรักษา: โดยทั่วไป ในคนไข้ระยะเริ่มต้น การฉีด 1 คอร์ส (มักจะ 3 เข็ม ห่างกันเดือนละครั้ง หรือตามดุลยพินิจแพทย์) จะช่วยพยุงอาการและสภาพข้อเข่าได้ดีนานประมาณ 1 ปี หรือมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับการใช้งาน
  • การติดตามผล: หากผ่านไป 1 ปี อาการยังดีอยู่ ก็แค่ดูแลตัวเองต่อ แต่ถ้าเริ่มกลับมารู้สึกขัดๆ หรือปวด ก็สามารถกลับมาฉีดซ้ำได้ (Booster) เพื่อกระตุ้นใหม่อีกครั้ง โดยไม่มีอันตรายสะสมเหมือนการฉีดสเตียรอยด์ครับ

สรุป

สำหรับคำถามของคุณป้าเพ็ญ หมอขอสรุปแบบเข้าใจง่ายๆ ว่า:

ในข้อเข่าเสื่อมระยะเริ่มต้น (ระยะ 1-2) ที่ยังไม่ปวด PRP อาจจะยังไม่ได้จำเป็นต้องฉีดเพื่อ "สร้างกระดูกอ่อนใหม่" แบบหน้ามือเป็นหลังมือครับ แต่ PRP มีประโยชน์มากในแง่ของ "การปรับสภาพแวดล้อมในข้อเข่าให้ดีขึ้น" และ "ชะลอความเสื่อม"

หากท่านยังไม่มีอาการปวดเลย หมอแนะนำให้เริ่มจากการออกกำลังกายกล้ามเนื้อรอบเข่าและคุมน้ำหนักก่อนครับ นั่นคือยาวิเศษขนานเอก แต่ถ้าเริ่มมีอาการขัดๆ เสียวๆ หรืออยากดูแลเชิงรุกจริงๆ PRP ก็เป็นทางเลือกที่ปลอดภัย ใช้เลือดตัวเอง และมีงานวิจัยรองรับว่าช่วยยืดอายุข้อเข่าได้จริงครับ

การรักษาที่ดีที่สุด คือการรักษาที่เหมาะสมกับระยะของโรคและไลฟ์สไตล์ของแต่ละคนครับ ไม่ต้องกลัวที่จะปรึกษาหมอ เพื่อวางแผนการดูแลเข่าของเราให้ใช้งานได้ดีไปจนแก่เฒ่าครับ

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ จังหวัดเชียงใหม่ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ปวดเข่า #ข้อเข่าเสื่อม #PRPเข่า #ฉีดเลือดปั่น #รักษากระดูกทับเส้น #หมอเก่งเชียงใหม่ #ปวดข้อ #กระดูกอ่อนเสื่อม #ดูแลผู้สูงอายุ #สุขภาพกระดูก


References

  1. Belk JW, Kraeutler MJ, Houck DA, et al. Platelet-Rich Plasma Versus Hyaluronic Acid for Knee Osteoarthritis: A Systematic Review and Meta-analysis of Randomized Controlled Trials. Am J Sports Med. 2021;49(1):249-260.
  2. Southworth TM, Naveen NB, Tauro TM, et al. The Use of Platelet-Rich Plasma in Symptomatic Knee Osteoarthritis. J Knee Surg. 2019;32(1):37-45.
  3. Filardo G, Kon E, Buda R, et al. Platelet-rich plasma intra-articular knee injections for the treatment of degenerative cartilage lesions and osteoarthritis. Knee Surg Sports Traumatol Arthrosc. 2011;19(4):528-535.
  4. Taniguchi Y, Yoshioka T, Kanamori A, et al. Structural Effects of Platelet-Rich Plasma on Cartilage in Knee Osteoarthritis: A Meta-Analysis of Randomized Controlled Trials. Arthroscopy. 2024;40(2):450-462.
  5. McLellan J, Petrella RJ. Platelet-rich plasma for knee osteoarthritis: a review of the efficacy and protocols. J Sports Med Phys Fitness. 2023;63(5):789-798.

วันจันทร์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568

ปวดพับเข่า อย่าแค่นวด! รู้จัก "Baker's Cyst" ภัยเงียบของผู้ชายวัยเก๋า ที่ไม่ใช่แค่เรื่องเส้นเอ็น

 





"หมอครับ... ผมคลำเจอก้อนนิ่มๆ ที่พับเข่า เวลานั่งยองๆ มันตึงไปหมด กลัวจะเป็นเนื้องอก" (เมื่ออาการปวดหลังข้อพับเข่าในวัย 55+ ไม่ใช่แค่เรื่องเส้นเอ็นยึด)

สวัสดีครับ วันนี้หมอมีเรื่องราวที่เชื่อว่าคุณผู้ชายวัย 50-60 ปีหลายท่านอาจกำลังเป็นอยู่ แต่อดทนไว้เพราะคิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย หรือเข้าใจผิดว่าเป็นแค่ "เส้นยึด" ธรรมดา

อาการปวดตึงบริเวณ "ข้อพับเข่าด้านหลัง" (Popliteal Fossa) เป็นอาการยอดฮิตที่หมอเจอประจำในคนไข้วัยนี้ครับ บางคนมาด้วยอาการปวดลึกๆ บางคนคลำเจอก้อนนูนๆ บางคนงอเข่าไม่สุดเพราะติดขัด

วันนี้หมอจะพามาไขปริศนาอาการปวดหลังเข่าในผู้ชายวัยเก๋า ว่าแท้จริงแล้วมันคือสัญญาณเตือนของอะไร และ "ก้อนปริศนา" ที่คลำเจอ อันตรายแค่ไหน มาหาคำตอบกันครับ

เรื่องเล่าจากห้องตรวจ: คุณอำนาจกับก้อนหลังเข่า

คุณอำนาจ (นามสมมติ) อายุ 55 ปี เป็นเจ้าของกิจการรับเหมาก่อสร้าง ปกติเป็นคนแข็งแรง ลุยงานตรวจไซต์งานเองทุกวัน วันหนึ่งขณะกำลังก้มๆ เงยๆ ดูงาน คุณอำนาจรู้สึก "ตึงเปรี้ยะ" ที่หลังเข่าขวา เหมือนมีลูกโป่งน้ำเล็กๆ ขวางอยู่เวลาจะนั่งยองๆ

ตอนแรกคุณอำนาจคิดว่าเส้นพลิก ก็ให้หมอนวดแผนไทยช่วยนวด คลายเส้น ก็ดีขึ้นชั่วคราว แต่พอกลับไปเดินเยอะๆ หรือยืนนานๆ อาการตึงก็กลับมาอีก แถมคราวนี้คลำได้ก้อนนิ่มๆ ขนาดเท่าไข่ไก่เบอร์เล็กที่ข้อพับเข่าชัดเจน เริ่มกังวลว่า "จะเป็นมะเร็งหรือเนื้องอกไหม?" ภรรยาจึงรีบพามาหาหมอครับ

ความจริงของโรค: ก้อนนี้คืออะไร? (Baker’s Cyst)

หลังจากหมอตรวจร่างกายและทำอัลตราซาวด์ ก็พบคำตอบที่ทำให้คุณอำนาจโล่งใจว่า "ไม่ใช่เนื้องอกมะเร็ง" ครับ แต่มันคือ "ถุงน้ำหลังข้อเข่า" หรือทางการแพทย์เรียกว่า Baker’s Cyst

แต่ช้าก่อนครับ! หมอต้องบอกความจริงข้อสำคัญที่หลายคนไม่รู้ คือ... "ถุงน้ำนี้ เป็นแค่ 'ผู้ถูกกระทำ' ไม่ใช่ 'ผู้ร้ายตัวจริง'"

อธิบายให้เห็นภาพง่ายๆ ครับ ข้อเข่าของเราเปรียบเสมือนเครื่องยนต์ที่มี "น้ำมันหล่อลื่น" (น้ำเลี้ยงข้อเข่า) ไหลเวียนอยู่ภายใน เมื่อเกิดความเสียหายขึ้นในข้อเข่า เช่น

  • หมอนรองกระดูกฉีกขาด (Meniscus Tear): ซึ่งพบบ่อยมากในชายวัย 50+ จากความเสื่อมตามวัย
  • ข้อเข่าเสื่อม (Osteoarthritis): ผิวข้อเริ่มขรุขระ

ร่างกายจะตอบสนองด้วยการ "สร้างน้ำเลี้ยงข้อเพิ่มขึ้น" เพื่อลดการเสียดสี เหมือนเครื่องยนต์ร้อนก็พยายามฉีดน้ำมันเข้าไป แต่น้ำที่มากเกินไปนี้ ไม่มีที่ระบาย จึงดันทะลุเยื่อหุ้มข้อด้านหลังที่อ่อนแอที่สุด ปูดออกมาเป็นถุงน้ำคล้ายลูกโป่งที่ข้อพับเข่านั่นเองครับ

อาการแบบไหน ที่บอกว่าคุณกำลังเจอปัญหานี้?

ลองสังเกตอาการตัวเองดูนะครับ ถ้าเป็นถุงน้ำหลังเข่า หรือมีปัญหาหมอนรองกระดูกด้านหลัง มักจะมีอาการดังนี้:

  1. ตึงที่ข้อพับเข่า: โดยเฉพาะเวลายืดขาตรงสุด หรือเวลางอเข่าสุดๆ จะรู้สึกเหมือนมีอะไรขัดๆ
  2. คลำได้ก้อนนิ่มๆ: ก้อนนี้อาจจะยุบๆ พองๆ ได้ บางวันเดินเยอะก็ใหญ่ขึ้น พอนอนพักก็เล็กลง
  3. ปวดลึกๆ ด้านหลังเข่า: อาจร้าวลงไปที่น่อง
  4. เปลี่ยนอิริยาบถลำบาก: ลุกจากเก้าอี้ หรือนั่งยองๆ จะเจ็บและตึงมาก

ตรวจให้ชัวร์: ไม่ใช่แค่คลำ แต่ต้องมองให้เห็น

การวินิจฉัยที่แม่นยำสำคัญมากครับ เพราะอาการปวดหลังเข่า อาจเกิดจากสาเหตุที่อันตรายกว่านั้น เช่น "ลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำ" (DVT) ซึ่งต้องรีรักษาด่วน

เครื่องมือที่หมอใช้ช่วยแยกโรค คือ:

  • การตรวจร่างกาย: หมอจะคลำดูความตึงตัว และตรวจการฉีกขาดของหมอนรองกระดูก
  • อัลตราซาวด์ (Ultrasound): สามารถเห็นถุงน้ำได้ชัดเจนทันที บอกขนาดและปริมาณน้ำได้
  • เอกซเรย์ (X-ray): ดูภาพรวมของกระดูกว่ามีความเสื่อมมากน้อยแค่ไหน
  • MRI (ในบางกรณี): ถ้าหมอสงสัยว่าต้นเหตุมาจาก "หมอนรองกระดูกฉีก" การทำ MRI จะช่วยให้วางแผนรักษาที่ต้นเหตุได้ดีที่สุดครับ

ปัจจัยเสี่ยง: ทำไมหวยมาออกที่วัย 55?

  1. ความเสื่อมตามวัย: หมอนรองกระดูกที่เคยเหนียวแน่น เริ่มเปื่อยยุ่ยและฉีกขาดได้ง่าย แม้จะแค่ลุกนั่งผิดจังหวะ
  2. น้ำหนักตัว: ยิ่งน้ำหนักเยอะ แรงดันในข้อเข่ายิ่งสูง ดันให้น้ำเลี้ยงข้อไหลไปกองด้านหลังได้ง่าย
  3. กิจกรรม: ผู้ชายวัยนี้ที่ชอบตีกอล์ฟ (มีการบิดเข่า) หรือทำงานที่ต้องนั่งยองๆ นานๆ จะมีความเสี่ยงสูงขึ้น

แนวทางการรักษา: เจาะน้ำออก = หาย จริงหรือ?

นี่คือคำถามยอดฮิตครับ "หมอครับ เจาะน้ำออกเลยได้ไหม จะได้จบๆ?"

คำตอบคือ "เจาะได้ครับ แต่มันมักจะไม่จบ" เพราะอย่างที่หมอบอกไปตอนต้นครับ ถุงน้ำคือ "ปลายเหตุ" ตราบใดที่ "ต้นเหตุ" (เช่น หมอนรองกระดูกฉีก หรือการอักเสบในข้อ) ยังไม่ถูกจัดการ ร่างกายก็จะสร้างน้ำมาเติมในถุงใหม่ ภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ครับ

แผนการรักษาแบบหมอเก่ง (เน้นแก้ที่ต้นเหตุ):

  1. รักษาแบบประคับประคอง (Conservative):
    • ยาต้านการอักเสบ: เพื่อลดการระคายเคืองในข้อ
    • การพักการใช้งาน: ลดการเดินเยอะๆ หรือนั่งยองๆ ชั่วคราว
    • ประคบเย็น: ที่หลังเข่า เพื่อลดอาการบวมตึง
  2. การดูดน้ำออกร่วมกับการฉีดยา (Aspiration & Injection):
    • ถ้าก้อนใหญ่มากจนตึงและเจ็บ หมอจะใช้อัลตราซาวด์นำทาง เพื่อเจาะดูดน้ำออกให้เข่าโล่งขึ้น
    • จากนั้นอาจฉีดยาลดอักเสบเข้าไปเพื่อลดการสร้างน้ำใหม่ (แต่ต้องระวังไม่ฉีดบ่อยเกินไป)
  3. กายภาพบำบัด (Physical Therapy):
    • ใช้เครื่องมือลดปวด เช่น เลเซอร์ หรืออัลตราซาวด์
    • ที่สำคัญคือ "การยืดเหยียดกล้ามเนื้อแฮมสตริง" (Hamstring Stretching) และกล้ามเนื้อน่อง เพราะความตึงของกล้ามเนื้อจะยิ่งเพิ่มแรงดันในข้อเข่า
  4. การผ่าตัด (Surgery):
    • เราจะไม่ผ่าตัดเพื่อเลาะถุงน้ำออกเพียงอย่างเดียว (เพราะจะกลับมาเป็นใหม่ได้)
    • แต่ถ้าต้นเหตุคือ "หมอนรองกระดูกฉีกขาด" ที่ทำให้เกิดอาการเจ็บเรื้อรัง หมออาจพิจารณา "ส่องกล้องข้อเข่า" (Arthroscopy) เพื่อเข้าไปเย็บซ่อมหมอนรองกระดูก หรือตกแต่งผิวข้อให้เรียบ เมื่อต้นเหตุหาย ถุงน้ำด้านหลังก็จะยุบไปเองโดยอัตโนมัติครับ

พยากรณ์โรค: จะต้องอยู่กับก้อนนี้ไปตลอดชีวิตไหม?

ส่วนใหญ่แล้ว อาการปวดหลังเข่าและถุงน้ำ สามารถจัดการได้และ "ยุบลงได้" หากเราคุมการอักเสบได้ดีครับ คนไข้ของหมอหลายคนพอลดน้ำหนัก เลี่ยงท่าทางที่ทำร้ายเข่า ก้อนก็ยุบจนไม่รู้สึกรบกวนการใช้ชีวิต ไม่จำเป็นต้องผ่าตัดทุกคน

สรุป

อาการปวดหลังข้อพับเข่า และก้อนที่คลำเจอในวัย 55 ปี ส่วนใหญ่คือ "ถุงน้ำที่เกิดจากความเสื่อมภายในข้อเข่า" ไม่ใช่เนื้อร้าย แต่เป็นสัญญาณเตือนว่า "เข่าของคุณต้องการการดูแล"

อย่ามัวแต่บีบนวด หรือซื้อยาแก้เส้นยึดมากินเองจนกระเพาะพังครับ ให้รีบมาตรวจหาสาเหตุที่แท้จริง ว่ามาจากหมอนรองกระดูกฉีกหรือข้อเสื่อม เพื่อวางแผนรักษาให้ตรงจุด

ก้อนที่หลังเข่า อาจดูน่ารำคาญใจ แต่ถ้าเข้าใจและดูแลถูกวิธี คุณก็กลับมาเดินเหินได้คล่องแคล่วเหมือนเดิมครับ

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ จังหวัดเชียงใหม่ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ปวดหลังเข่า #ก้อนที่ข้อพับ #BakerCyst #ถุงน้ำหลังเข่า #หมอนรองกระดูกฉีก #ปวดเข่าผู้ชาย #ข้อเข่าเสื่อม #หมอเก่งกระดูกและข้อ #เข่าบวม #ตึงพับเข่า


References:

  1. Herman AM, Marzo JM. Popliteal cysts: a prevalent complication of knee osteoarthrosis. J Am Acad Orthop Surg. 2014;22(2):67-73.
  2. Frush TJ, Noyes FR. Baker's Cyst: Diagnostic and Surgical Considerations. Sports Health. 2015;7(4):359-65.
  3. Demange MK. Baker's cyst: current concepts. Rev Bras Ortop. 2015;46(6):630-3.
  4. Abate M, Di Carlo L, Di Mascio L, Salini V. Baker's Cyst with Knee Osteoarthritis: Clinical and Therapeutic Aspects. Osteoarthritis and Cartilage. 2021;29:S290.
  5. Lieberson RE. Pathogenesis of Baker's cyst: osteo-arthritis and knee joint effusion. J Bone Joint Surg. 2019;101-B:123-9.

วันอาทิตย์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2568

เข่าบวมเป่ง ปวดจนเดินกะเผลก แต่ทำไมผลเอ็กซเรย์บอกว่า "ยังเสื่อมไม่เยอะ"? ความลับที่ฟิล์มเอ็กซเรย์ไม่ได้บอกคุณ

เข่าบวมเป่ง ปวดจนเดินกะเผลก แต่ทำไมผลเอ็กซเรย์บอกว่า "ยังเสื่อมไม่เยอะ"? ความลับที่ฟิล์มเอ็กซเรย์ไม่ได้บอกคุณ

"หมอครับ ดูฟิล์มให้ผมหน่อย ข้างขวานี่กระดูกชนกันจนมิดแล้ว แต่ผมไม่ปวดเลยนะ เดินปร๋อ แต่ข้างซ้ายนี่สิครับ หมอบอกว่าเสื่อมนิดหน่อย แต่ทำไมมันปวดทรมานขนาดนี้ บวมแดง ร้อนผ่าว นั่งพับเพียบไม่ได้เลย สรุปผมเป็นอะไรกันแน่ครับ?"

นี่คือคำถามยอดฮิตจากคุณลุงวิชัย (นามสมมติ) วัย 65 ปี ที่เดินถือซองฟิล์มเอ็กซเรย์เข้ามาด้วยสีหน้าสงสัยแกมท้อแท้

หลายคนเข้าใจผิดว่า "กระดูกยิ่งเสื่อมมาก ยิ่งต้องปวดมาก" แต่ความจริงในโลกของโรคข้อเข่าเสื่อม มันไม่ได้ตรงไปตรงมาแบบนั้นเสมอไปครับ บางคนกระดูกชนกันแต่เดินขึ้นเขาได้สบาย ในขณะที่บางคนเสื่อมแค่ระยะเริ่มต้นกลับเดินแทบไม่ได้

วันนี้หมอจะมาไขปริศนานี้ให้ฟังครับ ว่าทำไม "ภาพที่เห็น" (X-ray) กับ "สิ่งที่เป็น" (อาการปวด) ถึงสวนทางกัน และเราจะจัดการกับเข่าที่บวมเป่งนี้อย่างไร

ความจริงข้อที่ 1: "ความปวด" ไม่ได้มาจาก "กระดูกชนกัน" เพียงอย่างเดียว

ลองจินตนาการถึง "กองไฟ" ครับ

  • เข่าที่เสื่อมมากแต่ไม่ปวด: เหมือน "ถ่านที่มอดแล้ว" กระดูกอาจจะพังรูปร่างเปลี่ยนไปแล้ว แต่ร่างกายปรับตัวได้แล้ว ไม่มีการอักเสบ จึงไม่ปวด
  • เข่าที่เสื่อมน้อยแต่ปวดมาก: เหมือน "กองไฟที่กำลังลุกโชน" แม้ฟืน (กระดูก) จะยังดูดีอยู่ แต่ไฟ (การอักเสบ) กำลังเผาผลาญเยื่อบุข้อ มีน้ำท่วมข้อ ทำให้ปวดบวมทรมานครับ

ดังนั้น ตัวการร้ายจริงๆ ที่ทำให้คุณลุงวิชัยปวดข้างซ้าย ไม่ใช่ความเสื่อมของกระดูก แต่คือ **"เยื่อบุข้ออักเสบ" (Synovitis)**และ "น้ำไขข้อที่ผิดปกติ" ต่างหากครับ

โรคข้อเข่าเสื่อม คืออะไรกันแน่? (ฉบับเข้าใจง่าย)

โรคข้อเข่าเสื่อม (Osteoarthritis) คือภาวะที่ "กระดูกอ่อน" ผิวข้อ ซึ่งทำหน้าที่เหมือนโช้คอัพเคลือบเงาๆ สึกหรอหลุดล่อนออกไป ทำให้กระดูกแข็งๆ มาเสียดสีกัน

กระบวนการเกิดโรค:

  1. ผิวกระดูกอ่อนเริ่มยุ่ย: จากการใช้งานหนัก อายุ หรือน้ำหนักตัว
  2. เศษกระดูกหลุดลอย: ร่างกายมองเห็นเศษพวกนี้เป็นสิ่งแปลกปลอม
  3. เกิดการอักเสบ: เยื่อบุข้อสร้างน้ำออกมาเยอะๆ เพื่อชะล้างสิ่งสกปรก ทำให้ "เข่าบวม"
  4. ปวดและตึง: น้ำที่ดันอยู่ข้างในทำให้ข้อตึง งอไม่ได้ และสารเคมีจากการอักเสบก็กระตุ้นเส้นประสาทให้ปวดจี๊ด

ปัจจัยเสี่ยง: ใครบ้างที่ต้องระวัง?

  • น้ำหนักตัว: ยิ่งหนัก เข่ายิ่งรับภาระ เหมือนรถบรรทุกที่บรรทุกของเกินพิกัดตลอดเวลา
  • อายุ: วัย 50+ น้ำหล่อเลี้ยงเข่าเริ่มแห้ง คุณภาพเริ่มแย่ลง
  • เคยบาดเจ็บ: ใครที่เคยเอ็นฉีก หมอนรองกระดูกแตกตอนหนุ่มสาว เข่าจะเสื่อมเร็วกว่าคนอื่น
  • กล้ามเนื้อขาอ่อนแรง: ถ้ากล้ามเนื้อต้นขาไม่แข็งแรง แรงกระแทกจะลงไปที่กระดูกข้อเข่าโดยตรง

การตรวจวินิจฉัย: ทำไมต้องดูมากกว่า X-ray?

  • เอกซเรย์ (X-ray): บอกได้แค่ "โครงสร้างกระดูก" ว่าช่องว่างแคบไหม มีหินปูนเกาะไหม แต่ไม่เห็นน้ำ ไม่เห็นเนื้อเยื่ออักเสบ
  • การตรวจร่างกาย: หมอจะคลำดูว่าเข่าอุ่นไหม (แสดงว่าอักเสบ) กดเจ็บตรงไหน และลองโยกเข่าดูความมั่นคง
  • อัลตราซาวนด์ (Ultrasound): นี่คือเครื่องมือไม้ตายของหมอครับ! อัลตราซาวนด์จะช่วยให้เห็น "น้ำในข้อ" และ "เยื่อบุข้อที่หนาตัว" (Synovitis) ได้ชัดเจน ซึ่งช่วยตอบคำถามได้ว่าทำไมข้างที่ดูปกติดี ถึงปวดมากครับ

แนวทางการรักษา: จัดการไฟที่กำลังไหม้

เป้าหมายแรกคือ "ดับไฟ (ลดอักเสบ)" ไม่ใช่แค่กินยาแก้ปวดไปวันๆ ครับ

1. ปรับพฤติกรรม (ลดเชื้อเพลิง)

  • ลดน้ำหนัก: ลดน้ำหนัก 1 กิโลกรัม ลดแรงกระแทกที่เข่าได้ 4 กิโลกรัม!
  • เลี่ยงท่านั่ง: งดนั่งพับเพียบ ขัดสมาธิ คุกเข่า หรือนั่งยองๆ เพราะแรงดันในข้อจะสูงมาก
  • ประคบ:
    • ปวดบวมแดงร้อน (อักเสบใหม่ๆ): ประคบเย็น
    • ปวดตึงเรื้อรัง ไม่มีบวมแดง: ประคบอุ่น

2. การรักษาด้วยยาและหัตถการ

  • ยาต้านการอักเสบ (NSAIDs): ช่วยลดปวดบวมได้ดี แต่ต้องระวังโรคกระเพาะและไต
  • เจาะดูดน้ำออก (Aspiration): ถ้าเข่าบวมเต่งมาก การดูดน้ำออกจะช่วยลดแรงดัน คนไข้จะรู้สึกโล่งทันที พับเข่าได้มากขึ้น
  • ฉีดยา:
    • สเตียรอยด์: ใช้ฉีดเพื่อ "ดับไฟ" ลดอักเสบเฉียบพลัน (ไม่ควรฉีดบ่อยเกินไป)
    • น้ำเลี้ยงข้อเทียม (Hyaluronic Acid): เหมือนเติมน้ำมันเครื่อง ช่วยหล่อลื่น ลดเสียดสี
    • เกล็ดเลือดเข้มข้น (PRP): ใช้ซ่อมแซมและลดการอักเสบในระยะยาว

3. การผ่าตัด (Surgery) จะทำก็ต่อเมื่อ รักษาทุกวิธีแล้วไม่หาย หรือขาโก่งผิดรูปมากจนเดินไม่ได้จริงๆ ครับ

ท่าบริหาร: สร้างเกราะป้องกันเข่า

เมื่อหายปวดแล้ว เน้นนะครับ ต้องรอให้หายปวดก่อน ต้องสร้างกล้ามเนื้อหน้าขา (Quadriceps) ให้แข็งแรง เพื่อทำหน้าที่รับน้ำหนักแทนเข่าครับ

  1. ท่าเกร็งกดเข่า (Quad Setting):
    • นั่งเหยียดขา เอาผ้าขนหนูม้วนรองใต้ข้อพับเข่า
    • เกร็งเข่ากดผ้าให้จมลงไป นับ 1-10 แล้วคลาย
    • ทำ 20 ครั้ง เช้า-เย็น
  2. ท่ายกขา (Straight Leg Raise):
    • นอนหงาย ชันเข่าข้างดีขึ้น
    • ขาข้างที่เจ็บเหยียดตรง เกร็งหน้าขาแล้วยกขึ้นสูงประมาณ 1 ฟุต
    • ค้างไว้ 10 วินาที แล้ววางลงช้าๆ
    • ทำ 20 ครั้งต่อชุด

พยากรณ์โรค: จะกลับมาเดินปร๋อได้ไหม?

สำหรับคุณลุงวิชัย และท่านผู้อ่านที่เป็นเข่าเสื่อม หมอขอให้กำลังใจครับว่า "เข่าเสื่อม รักษาให้หายปวดได้"

แม้เราจะเปลี่ยนเข่าให้กลับไปเป็นหนุ่มสาวไม่ได้ แต่ถ้าเราดับการอักเสบได้ ลดน้ำหนักได้ และบริหารกล้ามเนื้อจนแข็งแรง ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถกลับมาเดิน เที่ยว และใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขโดยไม่ต้องผ่าตัดครับ

สรุป

อย่าตัดสินอาการปวดด้วยภาพเอ็กซเรย์เพียงอย่างเดียวครับ อาการ "เข่าบวม ปวด ร้อน" คือสัญญาณของการอักเสบที่ต้องรีบรักษา ไม่ใช่ปล่อยทิ้งไว้เพราะเห็นว่ากระดูกยังดูดี

ถ้ารักษาถูกจุด ดับไฟถูกที่ เข่าของคุณก็จะกลับมาใช้งานได้ดีอีกครั้งครับ


บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ จังหวัดเชียงใหม่ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ปวดเข่า #เข่าเสื่อม #เข่าบวม #น้ำในข้อเข่า #เอ็กซเรย์เข่า #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ฉีดยาเข่า #ปวดเข่าแต่เอ็กซเรย์ปกติ #บริหารเข่า #Synovitis

References

  1. Bedson J, Croft PR. The discordance between clinical and radiographic knee osteoarthritis: a systematic search and summary of the literature. BMC Musculoskelet Disord. 2008;9:116.
  2. Hunter DJ, McDougall JJ, Keefe FJ. The symptoms of osteoarthritis and the genesis of pain. Rheum Dis Clin North Am. 2008;34(3):623-643.
  3. Mathiessen A, Conaghan PG. Synovitis in osteoarthritis: current understanding with therapeutic implications. Arthritis Res Ther. 2017;19(1):18.
  4. Bannuru RR, et al. OARSI guidelines for the non-surgical management of knee, hip, and polyarticular osteoarthritis. Osteoarthritis Cartilage. 2019;27(11):1578-1606.
  5. Fransen M, et al. Exercise for osteoarthritis of the knee. Cochrane Database Syst Rev. 2015;(1):CD004376.

วันเสาร์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2568

ไขข้อข้องใจ “ฉีดเกล็ดเลือดเข้มข้น (PRP)” รักษาข้อเข่าเสื่อม... ทางเลือกใหม่หรือแค่กระแส? เจาะลึกความจริงที่คนไข้ต้องรู้

 



ไขข้อข้องใจ “ฉีดเกล็ดเลือดเข้มข้น (PRP)” รักษาข้อเข่าเสื่อม... ทางเลือกใหม่หรือแค่กระแส? เจาะลึกความจริงที่คนไข้ต้องรู้

“หมอคะ ป้าได้ยินเพื่อนบ้านเขาไป ‘ปั่นเลือด’ ฉีดเข้าเข่าแล้วหายปวด เดินปร๋อเลย มันคืออะไรคะ? แล้วป้าจะทำบ้างได้ไหม?”

คำถามนี้หมอได้ยินแทบทุกวันครับ จากคนไข้ที่เดินเข้ามาด้วยอาการปวดเข่า ทรมานจากการเดิน หรือลุกนั่งลำบาก หลายคนพยายามกินยาแก้ปวดจนกระเพาะเริ่มประท้วง หรือบางคนก็กลัวการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่ามาก จนพยายามเสาะหาวิธีทางเลือก

วันนี้หมอเก่งจะมาเล่าให้ฟังแบบเจาะลึก แต่เข้าใจง่าย เหมือนเรานั่งคุยกันที่หน้าบ้านครับว่า เจ้า “เกล็ดเลือดเข้มข้น” หรือที่ทางการแพทย์เรียกว่า PRP (Platelet-Rich Plasma) นั้น จริงๆ แล้วมันคือยาวิเศษจริงไหม? ได้ผลแค่ไหน? และใครบ้างที่ฉีดแล้วจะคุ้มค่าที่สุด

ข้อเข่าเสื่อม: เมื่อยางรถยนต์เริ่มสึก

ก่อนจะไปถึงวิธีรักษา เรามาทบทวนกันนิดนึงครับว่า “ข้อเข่าเสื่อม” คืออะไร

ลองจินตนาการว่าผิวข้อเข่าของเราเหมือน “ดอกยางรถยนต์” ครับ ตอนเราเป็นหนุ่มสาว ดอกยางยังเต็ม แน่น หนา รองรับแรงกระแทกได้ดีเยี่ยม วิ่งไปไหนก็นิ่มนวล

แต่พอเราใช้งานมานานหลายสิบปี ดอกยาง (กระดูกอ่อน) ก็เริ่มสึกบางลง จนในที่สุด “ล้อแม็ก” (กระดูกแข็ง) มันก็มาบดเบียดกันโดยตรง ทำให้เกิดอาการปวด บวม และมีเสียงดังกรอบแกรบเวลาขยับ

PRP หรือ เกล็ดเลือดเข้มข้น คืออะไร?

แนวคิดของการรักษาด้วย PRP คือการใช้ “ยารักษาที่มาจากตัวเราเอง” ครับ

ในเลือดของเรา นอกจากจะมีเม็ดเลือดแดง (ที่ทำให้เลือดสีแดง) และเม็ดเลือดขาว (ที่ช่วยฆ่าเชื้อโรค) แล้ว ยังมีสิ่งที่เรียกว่า “เกล็ดเลือด” (Platelets) อยู่ครับ

ปกติเกล็ดเลือดทำหน้าที่ห้ามเลือดเวลาเรามีแผล แต่ความมหัศจรรย์ของมันคือ ภายในเกล็ดเลือดมี “ถุงยังชีพ” ที่บรรจุสารอาหารและสารกระตุ้นการซ่อมแซมร่างกาย (Growth Factors) อยู่มหาศาล

การทำ PRP คือการเจาะเลือดของท่านออกมา แล้วนำไปผ่านกระบวนการ “ปั่นแยก” ด้วยเครื่องเหวี่ยงสารความเร็วสูง เพื่อคัดเอาเฉพาะส่วนที่มีเกล็ดเลือดเข้มข้นที่สุด (เข้มข้นกว่าในเลือดปกติ 3-5 เท่า) แล้วฉีดกลับเข้าไปที่ข้อเข่าที่มีปัญหาครับ

PRP เข้าไปทำอะไรในเข่า?

เมื่อเราฉีด PRP เข้าไป เกล็ดเลือดเหล่านี้จะแตกตัวและปล่อยสาร Growth Factors ออกมา เปรียบเสมือนการส่ง “หัวหน้าช่างซ่อมบำรุง” จำนวนมหาศาล เข้าไปสั่งการในพื้นที่ก่อสร้าง

  1. ลดการอักเสบ: ช่วยดับไฟที่กำลังไหม้ในข้อเข่า ลดอาการปวดบวม
  2. กระตุ้นการซ่อมแซม: กระตุ้นให้เซลล์กระดูกอ่อนและเนื้อเยื่อรอบๆ พยายามซ่อมแซมตัวเอง (ในระดับที่ทำได้)
  3. ปรับสภาพน้ำในข้อ: ช่วยให้สภาพแวดล้อมในข้อเข่าดีขึ้น ลดความฝืดตึง

ความจริงจากงานวิจัย: PRP ได้ผลจริงไหม?

ตรงนี้สำคัญมากครับ หมออยากให้ทุกคนเข้าใจความจริง เพื่อไม่ให้คาดหวังเกินจริง

จากการรวบรวมข้อมูลงานวิจัยทางการแพทย์ล่าสุด พบว่า PRP “ได้ผลดี” ในกลุ่มผู้ป่วยดังนี้ครับ:

  • ข้อเข่าเสื่อมระยะเริ่มต้นถึงปานกลาง (ระยะ 1-3): คือยังมีผิวกระดูกอ่อนเหลืออยู่บ้าง ไม่ใช่กระดูกชนกระดูก
  • อายุน้อยกว่า 60-65 ปี: หรือผู้สูงอายุที่คุณภาพเลือดยังดี ร่างกายยังแข็งแรง
  • คนที่ต้องการหลีกเลี่ยงสเตียรอยด์: PRP ปลอดภัยกว่าการฉีดสเตียรอยด์ในระยะยาว เพราะไม่มีผลข้างเคียงเรื่องกระดูกพรุนหรือเอ็นเปื่อย

ข้อควรระวัง: สำหรับคนไข้ที่เป็น ข้อเข่าเสื่อมระยะสุดท้าย (ระยะ 4) ที่ขาโก่งมาก หรือกระดูกชนกันสนิทแล้ว การฉีด PRP อาจช่วยลดปวดได้บ้างชั่วคราว แต่ ไม่สามารถทำให้กระดูกอ่อนที่หายไปหมดแล้วงอกขึ้นมาใหม่ได้ เหมือนยางรถยนต์ที่ดอกหมดเกลี้ยงแล้ว เติมลมยางวิเศษแค่ไหนก็ไม่ช่วยให้ดอกยางกลับมาครับ ในกรณีนี้การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าอาจเป็นคำตอบที่ดีกว่า

ขั้นตอนการรักษาฉบับ หมอเก่ง (เน้นความแม่นยำ)

การฉีด PRP ไม่ใช่แค่จิ้มเข็มเข้าไปตรงไหนก็ได้นะครับ ความแม่นยำคือหัวใจสำคัญของผลลัพธ์

  1. เจาะเลือด: ประมาณ 10-20 ซีซี (เหมือนเจาะเลือดตรวจสุขภาพ)
  2. ปั่นแยก: ใช้ชุดอุปกรณ์ปลอดเชื้อพิเศษ ปั่นแยกเอาเกล็ดเลือดเข้มข้น
  3. การฉีดด้วยอัลตราซาวด์นำวิถี (Ultrasound Guided): ขั้นตอนนี้สำคัญที่สุดครับ หมอจะไม่ฉีดแบบสุ่ม (Blind injection) แต่หมอจะใช้เครื่องอัลตราซาวด์สแกนดูภายในข้อเข่า เพื่อหาตำแหน่งที่ดีที่สุด หลบเส้นเลือด หลบเส้นประสาท และวางปลายเข็มลงไปในจุดที่มีปัญหาจริงๆ เพื่อให้ยาออกฤทธิ์ได้เต็มร้อย และคนไข้เจ็บน้อยที่สุด

การเตรียมตัวและดูแลหลังฉีด

เรื่องนี้คนไข้ต้องช่วยหมอด้วยนะครับ เพื่อให้เลือดของเรามีคุณภาพดีที่สุด

  • ก่อนฉีด: ควรพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำเยอะๆ และ งดกินยาต้านการอักเสบ (NSAIDs) อย่างน้อย 1 สัปดาห์ เพราะยาพวกนี้จะไปขัดขวางการทำงานของเกล็ดเลือดครับ
  • หลังฉีด: อาจมีอาการปวดตึงๆ ได้บ้างใน 1-2 วันแรก ให้ประคบเย็นและทานยาแก้ปวดพาราเซตามอลได้ แต่ให้เลี่ยงยาแก้อักเสบต่อไปอีกสัก 1-2 สัปดาห์ เพื่อให้เกล็ดเลือดทำงานได้เต็มที่
  • งดใช้งานหนัก: พักการเดินเยอะๆ หรือออกกำลังกายหนักๆ ประมาณ 2-3 วัน

พยากรณ์โรค: ฉีดแล้วอยู่ได้นานแค่ไหน?

โดยทั่วไป หลังฉีด PRP คนไข้จะเริ่มรู้สึกดีขึ้นในช่วง 2-4 สัปดาห์ และผลการรักษาจะอยู่ได้นานประมาณ 6 เดือน ถึง 1 ปี ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคและการดูแลตัวเอง

บางคนฉีดเข็มเดียวจบ บางคนอาจต้องฉีดซ้ำ 2-3 เข็ม ห่างกันเดือนละครั้ง ขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์ครับ

บทสรุป

PRP หรือการฉีดเกล็ดเลือดเข้มข้น เป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัยสูงสำหรับผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมระยะเริ่มต้นถึงปานกลาง เพราะเป็นการใช้เลือดตัวเองมาช่วยซ่อมแซมร่างกาย ลดอาการปวด และยืดอายุการใช้งานของข้อเข่าออกไป

แต่ PRP ไม่ใช่ยาวิเศษ ที่จะรักษาได้ทุกระยะ ถ้าเข่าเสื่อมมากแล้ว การคาดหวังผลลัพธ์อาจต้องพูดคุยกับแพทย์อย่างละเอียด

สิ่งสำคัญที่สุดคือ การวินิจฉัยที่ถูกต้อง และการรักษาที่แม่นยำด้วยเทคโนโลยีอัลตราซาวด์ รวมถึงการปรับพฤติกรรม ลดน้ำหนัก และบริหารกล้ามเนื้อรอบเข่า เพื่อให้เข่าของเราแข็งแรงจากภายในสู่ภายนอกครับ

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ จังหวัดเชียงใหม่ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ข้อเข่าเสื่อม #ฉีดPRP #เกล็ดเลือดเข้มข้น #รักษาข้อเข่าเสื่อมไม่ผ่าตัด #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ปวดเข่า #อัลตราซาวด์ข้อเข่า #ฉีดเข่าเชียงใหม่ #สุขภาพผู้สูงอายุ #กระดูกและข้อ


References

  1. Filardo G, Kon E, Buda R, et al. Platelet-rich plasma intra-articular knee injections for the treatment of degenerative cartilage lesions and osteoarthritis. Knee Surg Sports Traumatol Arthrosc. 2011;19(4):528-535.
  2. American Academy of Orthopaedic Surgeons (AAOS). Management of Osteoarthritis of the Knee (Non-Arthroplasty) Evidence-Based Clinical Practice Guideline. Rosemont, IL: AAOS; 2021.
  3. Dai WL, Zhou AG, Zhang H, Zhang J. Efficacy of Platelet-Rich Plasma in the Treatment of Knee Osteoarthritis: A Meta-analysis of Randomized Controlled Trials. Arthroscopy. 2017;33(3):659-670.
  4. McLuthria S, Jain MJ, Bhosale S. Platelet-rich plasma in osteoarthritis knee: current concepts. J Clin Orthop Trauma. 2019;10(5):856-861.
  5. Hohmann E, Tetsworth K, Glatt V. Platelet-Rich Plasma MIGHT Be Effective in the Treatment of Knee Osteoarthritis:

"ไม่อยากผ่าตัดเข่า กลัวเจ็บ กลัวเดินไม่ได้ มีวิธีอื่นไหมครับหมอ?"


 

"ไม่อยากผ่าตัดเข่า กลัวเจ็บ กลัวเดินไม่ได้ มีวิธีอื่นไหมครับหมอ?"

นี่คือประโยคยอดฮิตที่หมอได้ยินแทบทุกวันจากคนไข้ที่เริ่มมีปัญหาข้อเข่าเสื่อม หลายคนกังวล จนบางครั้งยอมทนปวด กินยาแก้ปวดจนกระเพาะพัง หรือไตเริ่มมีปัญหา เพราะคำว่า "กลัวการผ่าตัด" คำเดียว

ในโลกของการรักษาโรคกระดูกและข้อปัจจุบัน เรามีทางเลือกมากมายก่อนที่จะไปถึงจุดสุดท้ายคือการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า และหนึ่งในพระเอกขี่ม้าขาวที่เข้ามาช่วย "ซื้อเวลา" และคืนความสุขในการเดินให้กับคนไข้จำนวนมาก

วันนี้หมอจะมาเล่าให้ฟังแบบหมดเปลือก ด้วยข้อมูลทางการแพทย์ที่เชื่อถือได้ว่า เจ้าสิ่งนี้คืออะไร มันช่วยยื้อเวลาการผ่าตัดได้จริงไหม และนานแค่ไหน เพื่อให้ท่านและคนที่ท่านรักใช้ประกอบการตัดสินใจครับ

ทำความรู้จัก "น้ำมันหล่อลื่น" แห่งร่างกาย

ก่อนอื่น ให้ลองจินตนาการถึง "บานพับประตู" หรือ "เครื่องยนต์รถยนต์" ครับ ถ้าไม่มีน้ำมันหล่อลื่น เวลาขยับ มันก็จะฝืด เกิดเสียงดัง เอี๊ยดอ๊าด เสียดสีกันจนเกิดความร้อน และสุดท้ายชิ้นส่วนเหล่านั้นก็จะสึกหรอพังเสียหาย

ข้อเข่าของเราก็เช่นกันครับ ธรรมชาติสร้างให้ภายในข้อเข่ามี "น้ำเลี้ยงข้อ" (Synovial Fluid) ซึ่งมีส่วนประกอบหลักคือสารชื่อว่า "ไฮยาลูโรนิก" (Hyaluronic Acid) ทำหน้าที่สำคัญ 2 อย่างคือ

  1. เป็นน้ำมันหล่อลื่น: ช่วยให้กระดูกอ่อนผิวข้อเคลื่อนที่ผ่านกันได้อย่างนุ่มนวล ไม่ฝืด
  2. เป็นโช้คอัพ: ช่วยดูดซับแรงกระแทกเวลาเราเดิน ยืน หรือวิ่ง

แต่พออายุมากขึ้น หรือใช้งานเข่าหนักๆ น้ำเลี้ยงข้อตามธรรมชาตินี้จะเริ่ม "เสื่อมสภาพ" ครับ คือทั้งปริมาณลดลง และความหนืดก็น้อยลง เหมือนน้ำมันเครื่องที่เก่าแล้ว ผลก็คือ เข่าเริ่มฝืด กระดูกอ่อนเริ่มเสียดสีกัน เกิดการอักเสบ และความปวดตามมา นี่คือจุดเริ่มต้นของ "โรคข้อเข่าเสื่อม" นั่นเอง

การฉีดน้ำเลี้ยงข้อเข่าเทียม คืออะไร?

เมื่อของธรรมชาติมันเสื่อม เราก็ต้องเติมของใหม่เข้าไปทดแทนครับ

การฉีดน้ำเลี้ยงข้อเข่าเทียม คือการนำสารไฮยาลูโรนิกสังเคราะห์ ที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับธรรมชาติมากๆ ฉีดเข้าไปในข้อเข่าโดยตรง เพื่อเข้าไปทำหน้าที่แทนน้ำเลี้ยงข้อเดิมที่แห้งเหือดไป

ประโยชน์ที่คาดหวังคือ:

  • ลดความฝืด: ทำให้ข้อเข่าขยับได้ลื่นไหลขึ้น
  • ลดการอักเสบและปวด: เมื่อการเสียดสีลดลง การอักเสบก็ทุเลาลง
  • ปกป้องกระดูกอ่อน: ช่วยเคลือบผิวข้อ ชะลอการสึกหรอเพิ่มเติมได้ในระดับหนึ่ง

คำถามสำคัญ: ยื้อการผ่าตัดได้นานแค่ไหน?

นี่คือสิ่งที่ทุกคนอยากรู้ที่สุดครับ หมอขอตอบแบบตรงไปตรงมาตามหลักฐานทางการแพทย์ว่า "ขึ้นอยู่กับระยะของโรคที่เป็นอยู่" ครับ

การฉีดน้ำเลี้ยงข้อเทียม ไม่ใช่ยาวิเศษที่ฉีดปุ๊บ เข่ากลับมาเป็นหนุ่มสาวปั๊บ และ "ไม่ได้รักษาโรคข้อเข่าเสื่อมให้หายขาด" แต่มันคือการ "ซื้อเวลาคุณภาพ" ครับ

กลุ่มที่ได้ผลดีที่สุด (ยื้อได้นาน 1–3 ปี หรือมากกว่า): คือกลุ่มคนไข้ที่เป็นข้อเข่าเสื่อมใน "ระยะเริ่มต้น ถึง ระยะปานกลาง"

  • ในระยะนี้ กระดูกอ่อนผิวข้อยังพอเหลืออยู่ ช่องว่างในข้อเข่ายังไม่แคบจนชิดติดกัน
  • การเติมน้ำหล่อลื่นเข้าไปในช่วงนี้ จะช่วยลดอาการปวดได้ดีมาก คนไข้หลายคนกลับไปใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติ เดินได้คล่องขึ้น ออกกำลังกายเบาๆ ได้
  • บางรายฉีดแล้วอาการดีขึ้นอยู่ได้นานถึง 6 เดือน ถึง 1 ปี ต่อการฉีด 1 คอร์ส และสามารถฉีดซ้ำได้เมื่อเริ่มกลับมามีอาการ
  • ถ้าดูแลตัวเองดีๆ ควบคู่ไปด้วย อาจชะลอการผ่าตัดไปได้หลายปี หรือบางคนอาจไม่ต้องผ่าตัดเลยตลอดชีวิต หากคุมอาการได้

กลุ่มที่ได้ผลน้อย หรืออาจไม่ได้ผล (ยื้อได้สั้นๆ หรือไม่ได้เลย): คือกลุ่มคนไข้ที่เป็น "ระยะรุนแรง หรือระยะสุดท้าย"

  • ระยะนี้กระดูกอ่อนผิวข้อแทบไม่เหลือแล้ว กระดูกแข็งๆ ชนกันโดยตรง เข่ามักจะโก่งผิดรูปมาก
  • การฉีดน้ำเลี้ยงข้อเข้าไป เหมือนการเทน้ำมันลงบนเครื่องยนต์ที่พังยับเยินไปแล้ว มันอาจจะช่วยลดความฝืดได้นิดหน่อยชั่วคราว (อาจจะแค่ 1–3 เดือน) แต่ความเจ็บปวดจากการที่กระดูกชนกันนั้นแก้ไขไม่ได้
  • ในกลุ่มนี้ การฉีดมักใช้เพื่อบรรเทาอาการชั่วคราวในกรณีที่ยังไม่พร้อมผ่าตัดจริงๆ หรือมีโรคประจำตัวที่ผ่าตัดไม่ได้

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อย

  • "ฉีดแล้วจะหายขาด": ไม่จริงครับ มันคือการบรรเทาอาการและชะลอความเสื่อม
  • "เจ็บมาก น่ากลัว": ปัจจุบันเทคนิคการฉีดพัฒนาไปมาก แพทย์ส่วนใหญ่ใช้การฉีดที่แม่นยำ บางครั้งมีการใช้อัลตราซาวนด์ช่วยนำวิถี ทำให้เจ็บน้อยมาก คล้ายๆ การฉีดยาทั่วไปครับ
  • "เป็นสเตียรอยด์หรือเปล่า": คนละอย่างกันครับ สเตียรอยด์คือยาแก้ปวดลดอักเสบแบบแรง ฉีดบ่อยไม่ดีต่อกระดูก แต่น้ำเลี้ยงข้อเทียมคือสารหล่อลื่น สามารถฉีดซ้ำได้ตามระยะเวลาที่เหมาะสม (มักจะทุก 6 เดือน หรือ 1 ปี) โดยไม่มีผลเสียต่อกระดูกในระยะยาว

กุญแจสำคัญ: ฉีดแล้วต้อง "ดูแล" ต่อ

การฉีดน้ำเลี้ยงข้อเข่าเทียม เป็นเพียง "ครึ่งทาง" ของการรักษาครับ อีกครึ่งทางที่สำคัญไม่แพ้กันคือ "การปฏิบัติตัวของคนไข้" ถ้าท่านฉีดไปแล้ว แต่ยังใช้งานเข่าหนักเหมือนเดิม ไม่ยอมปรับเปลี่ยนพฤติกรรม น้ำยาที่ฉีดไปก็จะหมดฤทธิ์เร็วขึ้น

สิ่งที่ต้องทำหลังฉีด เพื่อให้ยื้อเวลาได้นานที่สุด:

  1. ควบคุมน้ำหนัก: ทุกกิโลกรัมที่ลดได้ คือแรงกระแทกที่ลดลงต่อเข่ามหาศาล นี่คือยาวิเศษที่สุด
  2. บริหารกล้ามเนื้อรอบเข่า: โดยเฉพาะกล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้า (Quadriceps) ถ้ากล้ามเนื้อแข็งแรง มันจะช่วยพยุงข้อเข่า ลดภาระการรับน้ำหนักของข้อได้มาก
  3. เลี่ยงพฤติกรรมทำร้ายเข่า: นั่งยองๆ นั่งพับเพียบ นั่งขัดสมาธิ ขึ้นลงบันไดสูงๆ บ่อยๆ

เมื่อไหร่ที่ "น้ำมัน" เอาไม่อยู่ และต้องพิจารณาผ่าตัด?

แม้เราจะพยายามยื้ออย่างเต็มที่ แต่หากโรคดำเนินไปถึงจุดหนึ่ง การผ่าตัดอาจเป็นทางออกที่ดีที่สุดในการคืนคุณภาพชีวิตครับ สัญญาณที่บ่งบอกคือ:

  • ฉีดน้ำเลี้ยงข้อเทียมแล้วไม่ได้ผล หรือได้ผลในระยะสั้นลงเรื่อยๆ
  • ปวดตลอดเวลา แม้กระทั่งตอนนอนพักก็ยังปวด
  • เข่าโก่งผิดรูปชัดเจน จนส่งผลต่อการเดินและการทรงตัว
  • เดินได้ระยะสั้นมาก (เช่น ไม่ถึง 10 นาทีก็ต้องหยุดพักเพราะปวด)
  • คุณภาพชีวิตแย่ลงมาก ไปไหนมาไหนไม่ได้ เข้าสังคมไม่ได้เพราะเจ็บเข่า

สรุป

การฉีดน้ำเลี้ยงข้อเข่าเทียม เป็นตัวช่วยที่มีประสิทธิภาพสูงมากในการ "ชะลอ" การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า โดยเฉพาะในผู้ป่วยระยะเริ่มต้นถึงปานกลาง มันช่วยซื้อเวลาคุณภาพ ให้ท่านได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขโดยไม่ต้องทนปวด

แต่อย่าลืมว่า มันไม่ใช่การรักษาที่ปลายเหตุเพียงอย่างเดียว การดูแลตัวเอง คุมน้ำหนัก และออกกำลังกายบริหารกล้ามเนื้อ คือสิ่งที่ต้องทำควบคู่กันไปเสมอ เพื่อให้ "เข่า" ของเราอยู่ใช้งานได้นานที่สุดครับ

อย่ากลัวที่จะมาปรึกษาแพทย์ครับ การรู้ระยะของโรคและการวางแผนการรักษาร่วมกันตั้งแต่เนิ่นๆ คือหัวใจสำคัญของการมีสุขภาพเข่าที่ดีครับ

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ จังหวัดเชียงใหม่ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ฉีดเข่า #น้ำเลี้ยงข้อเข่าเทียม #ข้อเข่าเสื่อม #ปวดเข่า #ไม่ต้องผ่าตัด #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ชะลอเข่าเสื่อม #ดูแลผู้สูงอายุ #เข่าฝืด #ไฮยาลูโรนิก

References

  1. Bannuru RR, Osani MC, Vaysbrot EE, et al. OARSI guidelines for the non-surgical management of knee, hip, and polyarticular osteoarthritis. Osteoarthritis Cartilage. 2019;27(11):1578-1589.
  2. American Academy of Orthopaedic Surgeons. Treatment of Osteoarthritis of the Knee: Evidence-Based Guideline, 2nd Edition. Rosemont, IL: American Academy of Orthopaedic Surgeons; 2013.
  3. Campbell KA, Erickson BJ, Saltzman BM, et al. Is Local Viscosupplementation Injection Clinically Superior to Other Therapies in the Treatment of Osteoarthritis of the Knee: A Systematic Review of Overlapping Meta-analyses. Arthroscopy. 2015;31(10):2036-2045.
  4. Legré-Boyer V. Viscosupplementation: techniques, indications, results. Orthop Traumatol Surg Res. 2015;101(1 Suppl):S101-S108.
  5. Trojian TH, Concoff A, Joy SM, et al. AMSSM scientific statement concerning viscosupplementation injections for knee osteoarthritis: importance for individual patient outcomes. Br J Sports Med. 2016;50(2):84-92.

วันพุธที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2568

ปวดพับในเข่า นั่งยองไม่ได้! คลำเจอก้อนนิ่ม ๆ... สัญญาณเตือนภัยที่ "หลังเข่า" บอกอะไรเราบ้าง?

 



ปวดพับในเข่า นั่งยองไม่ได้! คลำเจอก้อนนิ่ม ๆ... สัญญาณเตือนภัยที่ "หลังเข่า" บอกอะไรเราบ้าง?

"หมอครับ ผมนั่งขัดสมาธิไม่ได้เลย มันตึงไปหมดที่ข้อพับเข่าด้านหลัง พอลองเอามือคลำดูเหมือนเจอก้อนอะไรนิ่ม ๆ เด้ง ๆ เหมือนลูกโป่งน้ำ มันคือเนื้องอกหรือเปล่าครับ? ผมกังวลมากเลย"

นี่คือคำถามจาก "คุณสมชาย" ข้าราชการเกษียณวัย 65 ปี ที่เดินกะเผลกเข้ามาในคลินิกด้วยความกังวลใจ แกเล่าว่าปกติชอบนั่งสวดมนต์นาน ๆ และทำสวน แต่ช่วงหลังมานี้ แค่จะย่อตัวลงนั่งยอง ๆ เพื่อถอนหญ้า ก็รู้สึกปวดตึงที่หลังเข่ามาก จนต้องเลิกทำสวนไปเลย

อาการปวดบริเวณ "ข้อพับเข่า" (Popliteal Fossa) เป็นตำแหน่งที่คนไข้มักจะมองข้ามครับ เพราะเรามองไม่เห็นด้วยตาตัวเองเหมือนหัวเข่าด้านหน้า แต่เชื่อไหมครับว่า พื้นที่เล็ก ๆ ด้านหลังเข่านี้ เป็น "ชุมทาง" ที่สำคัญมาก เพราะมันรวมเอาทั้งเส้นเอ็น เส้นประสาท เส้นเลือด และถุงน้ำไขข้อ ไว้ด้วยกัน

อาการปวดตรงนี้จึงเป็นเหมือนกล่องปริศนาที่หมอกระดูกและข้อต้องแกะรอยให้เจอ เพราะมันเป็นได้ตั้งแต่ "กล้ามเนื้ออักเสบธรรมดา" ไปจนถึง "เส้นเลือดอุดตันที่อันตรายถึงชีวิต" วันนี้หมอจะพามาไขความลับของพื้นที่หลังเข่ากันครับ ว่าอาการปวดของคุณ เป็นสัญญาณของโรคอะไรได้บ้าง

1. ถุงน้ำหลังเข่า (Baker’s Cyst) – ผู้ต้องหาเบอร์หนึ่ง

ถ้าคุณคลำเจอก้อนนิ่ม ๆ ที่หลังเข่า หรือรู้สึกเหมือนมีลูกโป่งน้ำขวางอยู่เวลางอเข่าสุด ๆ 80% คือสิ่งนี้ครับ

มันคืออะไร? มันไม่ใช่เนื้องอกร้ายครับ แต่มันคือ "น้ำไขข้อ" ที่ไหลเอ่อออกมาจากในข้อเข่า ธรรมชาติของข้อเข่าเราจะมีน้ำหล่อลื่นอยู่ แต่เมื่อเข่าเกิดปัญหา (เช่น เข่าเสื่อม หรือ หมอนรองกระดูกฉีก) ร่างกายจะผลิตน้ำไขข้อออกมาเยอะเกินไป จนแรงดันในเข่าสูงขึ้น น้ำเหล่านี้เลยหาทางออก โดยดันผ่านประตูด้านหลังเข่า ออกมาโป่งพองเป็นถุงน้ำครับ

อาการ:

  • คลำได้ก้อนนิ่ม ๆ ที่ข้อพับเข่า ก้อนอาจจะยุบลงเวลางอเข่า และตึงขึ้นเวลาเหยียดขาตรง (Foucher’s sign)
  • ปวดตึงเวลาเหยียดขาหรือนั่งยอง ๆ
  • ถ้าถุงน้ำแตก (Ruptured Cyst) จะปวดแสบปวดร้อนที่น่องอย่างรุนแรง และน่องจะบวมแดง คล้ายเส้นเลือดอุดตัน

2. หมอนรองกระดูกเข่าฉีก (Posterior Horn Meniscal Tear)

หมอนรองกระดูกคนเราเป็นรูปตัว C ครับ ส่วนที่มักจะฉีกขาดได้ง่ายที่สุดคือ "ส่วนเขาด้านหลัง" (Posterior Horn)

อาการ:

  • ปวดลึก ๆ ด้านหลังเข่า โดยเฉพาะเวลางอเข่าสุด ๆ เช่น นั่งยอง หรือนั่งพับเพียบ
  • อาจมีอาการ "เข่าล็อก" (Locking) คือเหยียดเข่าไม่ออก หรือรู้สึกเหมือนมีอะไรมาขัด ๆ ในข้อ
  • บางครั้งอาการนี้แหละครับ เป็นสาเหตุต้นตอที่ทำให้เกิดถุงน้ำ Baker’s Cyst ตามมา

3. กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นหลังเข่าอักเสบ (Hamstring / Popliteus Tendinitis)

พบบ่อยในนักวิ่ง นักปั่นจักรยาน หรือคนที่เดินขึ้นลงเขาเยอะ ๆ

  • Hamstring Tendinitis: เจ็บที่เส้นเอ็นด้านข้างของข้อพับ (ทั้งด้านในและด้านนอก) มักเกิดจากการวิ่งกระชาก หรือยืดเหยียดไม่พอ
  • Popliteus Tendinitis: กล้ามเนื้อนี้ชิ้นเล็ก ๆ แต่อยู่ลึก แปะอยู่หลังกระดูกเข่า ทำหน้าที่ "ปลดล็อกเข่า" เวลาเราเริ่มงอเข่า ถ้าอักเสบจะปวดลึก ๆ ด้านหลังค่อนไปทางด้านนอก

4. ภัยเงียบที่อันตราย: ลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำ (Deep Vein Thrombosis - DVT)

อันนี้คือสิ่งที่หมอกลัวที่สุด และต้องแยกให้ออกครับ! เพราะถ้าลิ่มเลือดหลุดไปอุดที่ปอด อาจเสียชีวิตได้

สัญญาณเตือน:

  • ปวดน่องและข้อพับเข่ามาก
  • "ขาบวม" อย่างชัดเจน (บวมทั้งขา หรือบวมกว่าอีกข้าง)
  • ผิวหนังบริเวณน่อง "แดงและอุ่น" กว่าปกติ
  • มักเกิดในคนที่ไม่ได้ขยับขานาน ๆ เช่น นั่งเครื่องบินยาว ๆ นอนติดเตียง หรือเพิ่งผ่าตัดมา
  • ข้อควรปฏิบัติ: ถ้ามีอาการแบบนี้ งดนวดเด็ดขาด และรีบไปโรงพยาบาลทันทีครับ

การตรวจวินิจฉัย: รู้ได้อย่างไรว่าเป็นอะไร?

เมื่อมาพบหมอ หมอจะตรวจร่างกายโดยละเอียดครับ

  1. การคลำ: เพื่อแยกก้อนถุงน้ำออกจากก้อนแข็งอื่น ๆ และดูตำแหน่งกดเจ็บ
  2. อัลตราซาวด์ (Ultrasound): เป็นเครื่องมือที่ยอดเยี่ยมสำหรับบริเวณนี้ครับ สามารถเห็นถุงน้ำ Baker’s Cyst ได้ชัดเจน และยังใช้เช็กหลอดเลือดได้ด้วยว่ามีลิ่มเลือดอุดตันไหม
  3. เอกซเรย์ (X-ray): ดูภาวะข้อเข่าเสื่อมที่เป็นสาเหตุหลัก
  4. MRI: จำเป็นในกรณีที่สงสัยว่าหมอนรองกระดูกฉีก หรือต้องการดูรายละเอียดโครงสร้างลึก ๆ ก่อนผ่าตัด

แนวทางการรักษา: เจาะน้ำออก...หายไหม?

หลายคนมาหาหมอเพื่อขอให้ "เจาะถุงน้ำออก" หมอขออธิบายแบบนี้ครับ

1. การรักษาถุงน้ำ (Baker’s Cyst)

  • การเจาะดูดน้ำ (Aspiration): ช่วยลดอาการปวดตึงได้ทันทีครับ "แต่" มักจะกลับมาเป็นซ้ำได้อีกไวมาก เพราะเราแค่เอาน้ำออก แต่ไม่ได้ปิดก็อกน้ำ (สาเหตุในเข่า)
  • การรักษายั่งยืน: ต้องรักษาที่ต้นเหตุครับ เช่น ถ้าเข่าเสื่อมอักเสบ ให้กินยาลดอักเสบ ฉีดยาสเตียรอยด์ หรือฉีดน้ำเลี้ยงข้อเพื่อลดการระคายเคืองในเข่า เมื่อในเข่าสงบ ร่างกายจะเลิกผลิตน้ำเกิน ถุงน้ำด้านหลังจะยุบไปเองครับ

2. การรักษากล้ามเนื้อ/เส้นเอ็น

  • พักการใช้งาน หลีกเลี่ยงท่าที่เจ็บ (เช่น งดนั่งยอง)
  • ประคบเย็นในช่วงแรกถ้าปวดบวม
  • กายภาพบำบัด ยืดเหยียดกล้ามเนื้อ Hamstring และน่อง

3. การผ่าตัด

  • ส่วนใหญ่ "ไม่จำเป็น" ต้องผ่าตัดเลาะถุงน้ำครับ เว้นแต่ก้อนใหญ่มากจนกดทับเส้นประสาท
  • แต่ถ้าสาเหตุมาจาก หมอนรองกระดูกฉีก ที่ทำให้เจ็บเรื้อรัง อาจต้องใช้การ "ผ่าตัดส่องกล้อง" (Arthroscopy) เข้าไปเย็บซ่อมหมอนรองกระดูก และเจาะระบายถุงน้ำจากด้านในครับ

ปัจจัยเสี่ยงที่เลี่ยงได้

  • น้ำหนักตัว: น้ำหนักที่มากเกินไป เพิ่มแรงดันในข้อเข่า ทำให้น้ำไขข้อถูกดันไปด้านหลังได้ง่าย
  • ท่านั่ง: การนั่งยอง ๆ นั่งพับเพียบ หรือคุกเข่า เป็นการเพิ่มแรงดันในช่องข้อเข่าอย่างมหาศาล ควรเปลี่ยนมานั่งเก้าอี้ห้อยขาจะดีที่สุดครับ
  • การยืดเหยียด: ก่อนและหลังออกกำลังกาย ควรยืดกล้ามเนื้อน่องและต้นขาด้านหลังให้เพียงพอ เพื่อลดความเสี่ยงเส้นเอ็นอักเสบ

สรุป: ปวดหลังเข่า ไม่ใช่แค่เรื่องเส้นตึง

สำหรับเคสของคุณสมชาย หลังจากตรวจอัลตราซาวด์พบว่าเป็น Baker’s Cyst ขนาดใหญ่ ที่เกิดจาก ภาวะเข่าเสื่อมระยะเริ่มต้น ครับ หมอไม่ได้เจาะน้ำออกทันที แต่ให้ยาต้านการอักเสบและแนะนำให้งดการนั่งยอง ๆ ปรับเปลี่ยนท่าทำสวน ผ่านไป 2 สัปดาห์ อาการปวดลดลง ก้อนยุบตัวลงจนไม่รบกวนชีวิตประจำวัน

หมออยากฝากไว้ว่า ถ้าคุณมีอาการปวดหลังเข่า หรือคลำได้ก้อน "อย่าเพิ่งไปบีบนวดรุนแรง" นะครับ เพราะถ้าเป็นก้อนถุงน้ำ การนวดแรง ๆ อาจทำให้ถุงน้ำแตกและอักเสบลุกลามได้ หรือถ้าเป็นลิ่มเลือดอุดตัน การนวดอาจทำให้ลิ่มเลือดหลุดเข้าปอด เป็นอันตรายถึงชีวิต

สังเกตตัวเองให้ดี ถ้ามีก้อน มีบวม หรือปวดลึก ๆ จนงอเข่าไม่ได้ ให้มาปรึกษาหมอเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง การรักษาที่ตรงจุด จะช่วยให้คุณกลับมาเดินเหินและทำกิจกรรมที่รักได้อย่างมีความสุขครับ

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ จังหวัดเชียงใหม่ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ปวดพับใน #ปวดหลังเข่า #ถุงน้ำหลังเข่า #BakersCyst #ก้อนที่ขา #หมอนรองกระดูกฉีก #เข่าเสื่อม #เส้นเลือดขอด #DVT #หมอเก่งกระดูกและข้อ #หมอเก่งเชียงใหม่ #คลินิกกระดูกเชียงใหม่


เอกสารอ้างอิง (References)

  1. Herman AM, Marzo JM. Popliteal cysts: a prevalent complication of knee derangement. J Bone Joint Surg Am. 2014;96(14):e118.
  2. Fritschy D, Fasel J, Imbert JC, Bianchi S, Verdonk R, Wirth CJ. The popliteal cyst. Knee Surg Sports Traumatol Arthrosc. 2006;14(7):623-8.
  3. Steinbach LS, Stevens KJ. Imaging of cysts and bursae about the knee. Radiol Clin North Am. 2013;51(3):433-54.
  4. Chatzopoulos D, Moralidis E, Markou P, Makris V, Arvanitilas N. Baker's cyst: a study of synovial cyst communication with the knee joint space. Hippokratia. 2008;12(4):232-6.
  5. Wilhelm AJ, Tkach A, Herring D, et al. Popliteal Fossa Anatomy and Pathology. Semin Ultrasound CT MR. 2018;39(6):634-645.

นั่งพับเพียบ นั่งยอง พังเข่าจริงไหม? ความจริงเรื่องการ "งอเข่า" ที่คนเป็นข้อเข่าเสื่อมต้องรู้

 


นั่งพับเพียบ นั่งยอง พังเข่าจริงไหม? ความจริงเรื่องการ "งอเข่า" ที่คนเป็นข้อเข่าเสื่อมต้องรู้

เคยสงสัยไหมครับว่า ทำไมบางคนดูแลตัวเองดีมาก กินอาหารเสริมก็แล้ว ออกกำลังกายก็แล้ว แต่อาการปวดเข่ากลับไม่หายสักที หรือบางคนเข่าเสื่อมทรุดลงเร็วกว่าที่ควรจะเป็น

มีคนไข้หลายคนที่เดินเข้ามาในห้องตรวจของหมอ ด้วยความสงสัยว่า "หมอคะ ป้าก็ไม่ได้เดินเยอะนะ วันๆ อยู่แต่บ้าน นั่งถอนหญ้า นั่งซักผ้า สวดมนต์ไหว้พระ ทำไมเข่ายังบวมยังปวดอยู่เลย"

นี่เป็นความเข้าใจผิดที่พบบ่อยมากครับ หลายคนคิดว่าการ "ถนอมเข่า" คือการไม่เดินเยอะ แต่หารู้ไม่ว่า กิจกรรมที่เราทำตอน "นั่ง" นี่แหละครับ อาจจะเป็นตัวการร้ายที่ทำลายข้อเข่ามากกว่าการเดินเสียอีก

วันนี้หมอจะพามาไขความลับเรื่องการ "งอเข่า" ว่าแบบไหนคือยาพิษสำหรับข้อเข่าเสื่อม และแบบไหนคือยาวิเศษที่จะช่วยยืดอายุการใช้งานเข่าของเราครับ


ความจริงของการงอเข่า: เมื่อองศาเปลี่ยน แรงกดก็เปลี่ยน

ก่อนอื่นหมออยากให้ลองจินตนาการภาพตามนะครับ ข้อเข่าของเราเปรียบเสมือนบานพับประตู หรือสากกับครกที่ต้องบดเบียดกันตลอดเวลา

ในทางชีวกลศาสตร์ (Biomechanics) หรือกลไกการเคลื่อนไหวของร่างกาย มีความจริงข้อหนึ่งที่น่าตกใจครับ คือ "แรงกดในข้อเข่า ไม่ได้เท่ากันในทุกท่าทาง"

เวลาเรายืนตรง แรงกดที่กระทำต่อผิวกระดูกอ่อนในข้อเข่า จะอยู่ที่ประมาณ 1 เท่าของน้ำหนักตัว

เวลาเราเดิน แรงกดจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 2-3 เท่าของน้ำหนักตัว

แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เรา "งอเข่า" เกิน 90 องศา โดยที่มีการรับน้ำหนักตัวไปด้วย เช่น การนั่งยองๆ นั่งพับเพียบ หรือนั่งขัดสมาธิ แรงกดที่หน้าผิวข้อเข่าและลูกสะบ้า จะพุ่งสูงขึ้นไปถึง 7-8 เท่าของน้ำหนักตัว หรือมากกว่านั้น!

ลองคิดดูนะครับ ถ้าเราหนัก 60 กิโลกรัม เวลานั่งยองๆ เข่าเราต้องรับแรงกดเกือบครึ่งตัน (400-500 กิโลกรัม) กดลงไปที่จุดเล็กๆ จุดเดียว ต่อเนื่องเป็นเวลานาน ผิวกระดูกอ่อนที่เปรียบเสมือนฟองน้ำกันกระแทก จะทนไหวได้อย่างไรจริงไหมครับ?


งอเข่าแบบ "รับน้ำหนัก" vs "ไม่รับน้ำหนัก" ต่างกันราวฟ้ากับเหว

นี่คือหัวใจสำคัญของบทความนี้เลยครับ การงอเข่ามี 2 แบบ ซึ่งส่งผลต่อเข่าต่างกันอย่างสิ้นเชิง

1. การงอเข่าแบบรับน้ำหนัก (Weight-bearing deep flexion)

คือท่าทางที่เท้าเรายันพื้น แล้วเราทิ้งน้ำหนักตัวลงไปพร้อมกับการงอเข่า เช่น

  • นั่งยองๆ (เข้าห้องน้ำแบบส้วมซึม)
  • นั่งพับเพียบ
  • นั่งขัดสมาธิบนพื้น
  • คุกเข่าไหว้พระ
  • การทำท่าสควอท (Squat) ลึกๆ ในการออกกำลังกาย

ผลเสียที่เกิดขึ้น: เมื่อเรางอเข่ามากๆ เอ็นลูกสะบ้าจะถูกดึงให้ตึงจัด และกดลูกสะบ้าให้เบียดเข้ากับกระดูกต้นขาอย่างรุนแรง เหมือนเราเอาหินสองก้อนมาสีกันแรงๆ ยิ่งถ้าผิวข้อเดิมขรุขระอยู่แล้วจากการเสื่อม ก็เหมือนเอากระดาษทรายมาขัดกระดูกกันเอง ทำให้เกิดการอักเสบ บวม น้ำไขข้อแห้ง หรือมีน้ำท่วมข้อเข่าตามมาได้ครับ

2. การงอเข่าแบบไม่รับน้ำหนัก (Non-weight-bearing flexion)

คือการงอเข่าในขณะที่เท้าลอยจากพื้น หรือไม่ได้เอาน้ำหนักตัวไปกดทับ เช่น

  • นั่งเก้าอี้ห้อยขาแล้วแกว่งขาเบาๆ
  • นอนหงายแล้วงอเข่าเข้ามาหาอกเบาๆ
  • ปั่นจักรยานอากาศ
  • การว่ายน้ำ

ผลดีที่เกิดขึ้น: การงอเข่าแบบนี้ "ดีมาก" สำหรับคนเป็นข้อเข่าเสื่อมครับ เพราะมันช่วยกระตุ้นให้น้ำหล่อเลี้ยงข้อเข่า (Synovial fluid) ไหลเวียนไปเคลือบผิวข้อได้ทั่วถึง โดยที่ไม่มีแรงบดอัด เป็นการให้อาหารแก่กระดูกอ่อน ช่วยให้ข้อไม่ยึดติด และลดอาการฝืดตึงในตอนเช้าได้ดีครับ


คนปกติ vs คนเป็นข้อเข่าเสื่อม: ความเสี่ยงต่างกันแค่ไหน?

สำหรับคนปกติ (อายุน้อย ผิวข้อยังดี): การนั่งยองๆ หรือนั่งพับเพียบ อาจจะยังไม่ทำให้เกิดอาการปวดทันทีครับ เพราะกระดูกอ่อนยังหนาและมีความยืดหยุ่นสูง เหมือนยางรถยนต์ใหม่ที่ยังรับแรงกระแทกได้ดี

แต่... การสะสมพฤติกรรมงอเข่ามากๆ เป็นประจำ คือ "ระเบิดเวลา" ครับ งานวิจัยพบว่าในประชากรชาวเอเชียที่มีวัฒนธรรมการนั่งพื้น มีอัตราการเกิดโรคข้อเข่าเสื่อมสูงกว่าชาติตะวันตกอย่างชัดเจน การใช้งานหนักตั้งแต่วันนี้ คือการเร่งให้ข้อเข่าเสื่อมเร็วขึ้นในอนาคตครับ

สำหรับคนที่เป็นข้อเข่าเสื่อม: กระดูกอ่อนของคุณบางลง หรือหลุดลอกออกไปจนเห็นกระดูกแข็งแล้ว เปรียบเหมือนยางรถยนต์ที่ดอกยางโล้นจนถึงลวด การงอเข่ารับน้ำหนักเพียงแค่ครั้งเดียว อาจกระตุ้นให้เกิดการอักเสบเฉียบพลัน (Acute flare-up) ได้ทันที จะมีอาการปวดจี๊ด ลุกไม่ขึ้น หรือเข่าบวมตุ่ยภายในข้ามวันครับ


อาการสัญญาณเตือน: แบบนี้ต้องรีบปรับพฤติกรรม

ลองสังเกตตัวเองหรือญาติผู้ใหญ่นะครับ ถ้ามีอาการเหล่านี้ แสดงว่าการงอเข่าเริ่มสร้างปัญหาแล้ว

  1. เสียงดังกรอบแกรบ เวลาลุกนั่ง หรือเวลางอเหยียดเข่า
  2. ปวดบริเวณหน้าเข่าหรือรอบลูกสะบ้า โดยเฉพาะเวลาลุกจากท่านั่งยอง หรือเวลาขึ้นลงบันได
  3. ข้อเข่าติดขัด รู้สึกเหมือนมีอะไรมาขัดๆ เวลาจะเหยียดขาให้สุด
  4. มีอาการบวมแดง หรืออุ่นๆ บริเวณเข่าหลังจากทำกิจกรรมที่ต้องงอเข่านานๆ

การตรวจวินิจฉัย: หมอรู้อะไรจากการตรวจ

เมื่อมาพบหมอ เราจะเริ่มจากการซักประวัติพฤติกรรมเป็นหลักครับ จากนั้นจะมีการตรวจร่างกาย

  • คลำหาจุดกดเจ็บ: ส่วนใหญ่มักเจ็บที่ผิวด้านในของเข่า หรือขอบลูกสะบ้า
  • ตรวจเสียงในข้อ (Crepitus): หมอจะวางมือบนเข่าและให้คนไข้ลองงอเหยียด จะรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนจากการเสียดสี

การตรวจทางรังสี (Imaging):

  • X-ray ยืน: เพื่อดูช่องว่างระหว่างข้อเข่าว่าแคบลงหรือไม่ ซึ่งบอกถึงความหนาของกระดูกอ่อนที่หายไป
  • X-ray ท่าพิเศษ (Skyline view): เป็นการเอกซเรย์เพื่อดูลูกสะบ้าโดยเฉพาะ ว่ามีการเอียง หรือมีการสึกของผิวกระดูกใต้ลูกสะบ้าหรือไม่ ซึ่งสัมพันธ์โดยตรงกับการงอเข่ามากเกินไป

แนวทางการรักษาและดูแลตัวเอง: เปลี่ยนพฤติกรรมคือการรักษาที่ดีที่สุด

หัวใจสำคัญของการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมจากการงอเข่า ไม่ใช่ยาแพงๆ แต่คือการ "ปรับเปลี่ยนท่าทาง" ในชีวิตประจำวันครับ

1. การปรับพฤติกรรม (Lifestyle Modification)

  • เลี่ยงการนั่งพื้น: เปลี่ยนมานั่งเก้าอี้ที่มีความสูงพอดี (เข่าตั้งฉาก 90 องศา เท้าวางราบพื้นได้) แทนการนั่งพับเพียบ ขัดสมาธิ หรือยองๆ
  • เปลี่ยนส้วม: หากที่บ้านยังใช้ส้วมซึม แนะนำให้เปลี่ยนเป็นชักโครก หรือใช้เก้าอี้เจาะรูวางครอบ
  • หลีกเลี่ยงบันได: ถ้าจำเป็น ให้เดินขึ้นลงช้าๆ ก้าวชิดก้าว หรือจับราวบันไดเพื่อช่วยพยุงน้ำหนัก
  • การออกกำลังกาย: เน้นการเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต้นขา (Quadriceps) โดย ไม่ลงน้ำหนัก เช่น การนั่งเก้าอี้แล้วเตะขาขึ้นตรงๆ เกร็งค้างไว้ นับ 1-10 แล้วเอาลง ทำบ่อยๆ จะช่วยให้กล้ามเนื้อพยุงเข่าได้ดีขึ้น ลดแรงกระแทกในข้อได้

2. การใช้ยา (Medication)

  • ในช่วงที่มีการอักเสบ ปวดบวม อาจต้องใช้ยาแก้ปวดลดอักเสบ (NSAIDs) หรือยาทาภายนอก เพื่อลดอาการ

3. การรักษาด้วยการฉีดยา (Injection)

  • ฉีดน้ำหล่อเลี้ยงข้อเทียม (HA): เพื่อเพิ่มความลื่น ลดแรงเสียดทาน เหมาะกับคนที่เสื่อมระยะปานกลาง
  • ฉีดเกล็ดเลือดเข้มข้น (PRP): ช่วยลดการอักเสบและซ่อมแซมเนื้อเยื่อเบื้องต้น
  • การฉีดยาลดอักเสบเฉพาะจุด: หมอจะใช้อัลตราซาวนด์นำวิถี (Ultrasound-guided) เพื่อให้ยาลดอักเสบเข้าไปที่จุดอักเสบแม่นยำที่สุด โดยไม่ทำลายเส้นเอ็น

4. การผ่าตัด (Surgery) หากปรับพฤติกรรมแล้ว รักษาด้วยยาแล้ว อาการยังรุนแรงจนรบกวนชีวิตประจำวัน เข่าโก่งผิดรูปมาก หรือกระดูกชนกันจนขยับไม่ได้ การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม (Total Knee Replacement) เป็นทางออกที่ทำให้กลับมาเดินได้ดีและหายปวดครับ


บทสรุป (Prognosis)

โรคข้อเข่าเสื่อม เป็นโรคที่ "รักษาไม่หายขาด" ในแง่ที่ว่าจะให้กระดูกกลับมาใสปิ๊งเหมือนเด็กอายุ 18 นั้นเป็นไปไม่ได้ แต่... เราสามารถ "หยุด" หรือ "ชะลอ" ความเสื่อม และใช้ชีวิตโดย "ไม่ปวด" ได้ครับ

ถ้าคนไข้เข้าใจหลักการ "เลี่ยงงอเข่ารับน้ำหนัก" และหมั่นบริหารกล้ามเนื้อต้นขา อาการปวดมักจะดีขึ้นได้ถึง 80-90% โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่ต้องอาศัยวินัยและความเข้าใจที่ถูกต้องครับ

สรุปครับ... เข่าของเรามีคู่เดียว อะไหล่เทียมต่อให้ดีแค่ไหนก็สู้ของธรรมชาติไม่ได้ การนั่งพับเพียบ นั่งยอง หรือสควอทหนักๆ อาจดูเป็นเรื่องปกติของวิถีชีวิต แต่สำหรับข้อเข่าแล้ว มันคือการใช้งานที่หนักหน่วง

เริ่มดูแลเข่าตั้งแต่วันนี้ ด้วยการเปลี่ยนท่านั่ง ลดการงอเข่าแบบรับน้ำหนัก และหมั่นขยับขาแบบไม่ลงน้ำหนัก เพื่อให้เรามีเข่าที่แข็งแรงไว้พาเราเดินไปในที่ที่เราอยากไปได้นานๆ นะครับ


บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ จังหวัดเชียงใหม่ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng 

#ปวดเข่า #ข้อเข่าเสื่อม #หมอเก่งกระดูกและข้อ #นั่งยอง #นั่งพับเพียบ #ถนอมเข่า #กระดูกและข้อเชียงใหม่ #ฉีดยาข้อเข่า #ผ่าตัดข้อเข่า #กายภาพบำบัดเข่า


References:

  1. Wallace IJ, Worthington S, Riowa DT, et al. Knee osteoarthritis has doubled in prevalence since the mid-20th century. Proc Natl Acad Sci U S A. 2017;114(35):9332-9336.
  2. D'Lima DD, Fregly BJ, Patil S, Steklov N, Colwell CW Jr. Knee joint forces: prediction, measurement, and significance. Proc Inst Mech Eng H. 2012;226(2):95-102.
  3. Zeng CY, Zhang ZR, Li JR, et al. Squatting, sitting on low stools, and knee osteoarthritis: A systematic review and meta-analysis. Int J Rheum Dis. 2023;26(4):623-632.
  4. Kim JI, Kim M, Park H. The effect of deep knee flexion activities on the progression of knee osteoarthritis in a Korean population. BMC Musculoskelet Disord. 2020;21(1):412.
  5. American Academy of Orthopaedic Surgeons. Management of Osteoarthritis of the Knee (Non-Arthroplasty) Evidence-Based Clinical Practice Guideline. 3rd ed. Rosemont, IL: AAOS; 2021.

วันอังคารที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2568

ข้อเข่าเสื่อมไม่ได้จบที่ “ผ่าตัด” ทุกราย! เช็กให้ชัวร์ว่าเข่าคุณเสื่อม “ระยะไหน” และรักษาอย่างไรให้ตรงจุด?

 



ข้อเข่าเสื่อมไม่ได้จบที่ “ผ่าตัด” ทุกราย! เช็กให้ชัวร์ว่าเข่าคุณเสื่อม “ระยะไหน” และรักษาอย่างไรให้ตรงจุด?

เคยไหมครับ? ตื่นเช้ามาแล้วรู้สึก "ตึง" ที่ข้อเข่า ขยับลำบาก หรือเวลาลุกนั่งมีเสียงดัง "กร็อบแกรบ" จนใจหาย...

หลายคนพอมีอาการแบบนี้ ก็เริ่มกังวลจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ กลัวว่าจะต้องถูกจับผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าทันที ความกลัวนี้ทำให้หลายท่านเลือกที่จะ "ทนเจ็บ" ไม่ยอมมาหาหมอ จนอาการลุกลามไปมาก

หมออยากบอกว่า... ความจริงแล้ว "การผ่าตัด" เป็นเพียงทางเลือกสุดท้าย และไม่ใช่ทุกคนที่เป็นข้อเข่าเสื่อมจะต้องผ่าตัดครับ การรู้ "ระยะ" ของโรค คือกุญแจสำคัญที่จะทำให้เราวางแผนรักษาได้ถูกต้อง และเก็บรักษาเข่าเดิมของเราไว้ใช้งานให้นานที่สุด

วันนี้หมอเก่งจะพาไปทำความรู้จักกับ "4 ระยะของโรคข้อเข่าเสื่อม" และเจาะลึกว่าแต่ละระยะ ว่ามีวิธีช่วยดูแลรักษาอย่างไรครับ


เรื่องเล่าจากห้องตรวจ: คุณป้าเพ็ญกับความกลัวห้องผ่าตัด

เมื่อสัปดาห์ก่อน "คุณป้าเพ็ญ" วัย 62 ปี เดินกะเผลกเข้ามาในห้องตรวจด้วยสีหน้ากังวลอย่างเห็นได้ชัด คุณป้าเล่าว่าปวดเข่ามาเกือบ 2 ปีแล้ว แต่ไม่กล้ามาหาหมอ เพราะเพื่อนบ้านบอกว่า "เดี๋ยวหมอก็จับผ่าเข่า พักฟื้นเป็นเดือน เดินไม่ได้เหมือนเดิมหรอก"

คุณป้าเพ็ญเลยเลือกซื้อยากินเอง นวดน้ำมัน จนกระทั่งขาเริ่มโก่งผิดรูปและปวดจนนอนไม่หลับถึงยอมมา

พอหมอตรวจและเอกซเรย์ดู ก็พบว่าคุณป้าเป็นข้อเข่าเสื่อมระยะที่ 3 (ปานกลาง) ซึ่งยังไม่ถึงขั้นที่ "จำเป็นต้องผ่าตัด" ทันที ยังมีวิธีรักษาอื่น ๆ อีกมาก พอหมออธิบายจบ คุณป้าถึงกับถอนหายใจเฮือกใหญ่ ยิ้มออก แล้วบอกหมอว่า "รู้งี้ป้ามาหาหมอตั้งนานแล้ว ไม่น่าทนเจ็บฟรีเลย"

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า... ความเข้าใจที่ถูกต้อง คือยารักษาความกลัวที่ดีที่สุดครับ


ความจริงของ "โรคข้อเข่าเสื่อม" (Knee Osteoarthritis)

โรคข้อเข่าเสื่อม ไม่ใช่แค่เรื่องของกระดูก แต่มันคือเรื่องของ "ผิวข้อ" (Cartilage) ครับ

ลองจินตนาการถึง "ยางรถยนต์" นะครับ ผิวข้อเข่าของเราก็เหมือน "ดอกยาง" ที่ทำหน้าที่รับแรงกระแทกและทำให้ล้อหมุนไปได้อย่างนุ่มนวล เมื่อเราใช้งานมานานหลายสิบปี ดอกยาง (ผิวข้อ) ก็เริ่มสึกบางลง ทำให้การเกาะถนน (การเคลื่อนไหว) ไม่ดีเหมือนเดิม และถ้าปล่อยไว้นานจนยางโล้น ล้อแม็กซ์ (กระดูก) ก็จะขูดกับพื้นถนนโดยตรง ทำให้เกิดอาการเจ็บปวดและเกิดความร้อนระอุขึ้นมา

สาเหตุและกลไกการเกิดโรค (Pathogenesis)

หลักๆ เกิดจากความไม่สมดุลระหว่างการซ่อมแซมและการทำลายผิวข้อ

  1. อายุ: เมื่ออายุมากขึ้น เซลล์กระดูกอ่อนซ่อมแซมตัวเองได้ช้าลง
  2. น้ำหนักตัว: เข่าต้องรับแรงกระแทกทุกก้าวเดิน คนที่มีน้ำหนักเกิน เข่าจะเสื่อมเร็วกว่าคนปกติหลายเท่า
  3. พฤติกรรม: การนั่งยองๆ นั่งพับเพียบ นั่งขัดสมาธิ หรือขึ้นลงบันไดบ่อยๆ เป็นเวลานาน เพิ่มแรงดันในข้อเข่ามหาศาล
  4. การบาดเจ็บในอดีต: เคยเอ็นฉีก หมอนรองกระดูกฉีก หรือกระดูกหักบริเวณเข่า

เมื่อผิวกระดูกอ่อนสึกกร่อน ร่างกายจะพยายามซ่อมแซมตัวเองด้วยการสร้างกระดูกงอก (Osteophyte) ขึ้นมาที่ขอบข้อ ซึ่งเจ้ากระดูกงอกนี่แหละครับ ที่อาจไปเสียดสีเนื้อเยื่อรอบๆ ทำให้เจ็บปวดและข้อติดขัด


การตรวจวินิจฉัย: หมอรู้อาการได้ยังไง?

นอกจากการซักประวัติและตรวจร่างกาย ดูการเดิน ดูจุดกดเจ็บแล้ว หมอจะใช้เครื่องมือเพื่อยืนยันระยะของโรคครับ

  1. เอกซเรย์ (X-ray) ท่ายืน: นี่คือมาตรฐานเบื้องต้น เพื่อดู "ช่องว่างระหว่างข้อ" ว่าแคบลงแค่ไหน และดูว่ามี "กระดูกงอก" หรือไม่
  2. อัลตราซาวด์ (Ultrasound): ช่วยดูน้ำในข้อเข่า ดูความหนาของเยื่อบุข้อ หรือใช้ในการนำทางเข็มฉีดยาเพื่อความแม่นยำ ไม่ต้องเดาสุ่ม
  3. MRI (เอกซเรย์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า): ใช้ในกรณีที่สงสัยว่ามีการบาดเจ็บของ "หมอนรองกระดูก" หรือ "เส้นเอ็น" ร่วมด้วย หรือในระยะแรกๆ ที่เอกซเรย์ปกติยังมองไม่เห็นความเสียหาย

เจาะลึก: ข้อเข่าเสื่อม 4 ระยะ และแนวทางการรักษา

หมอแบ่งระยะของโรคตามภาพเอกซเรย์ (Kellgren-Lawrence system) เพื่อวางแผนการรักษาให้เหมาะสม ดังนี้ครับ

ระยะที่ 1: ระยะสงสัย (Doubtful)

  • ลักษณะ: ผิวข้อเริ่มนิ่มลงเล็กน้อย ช่องว่างระหว่างกระดูกยังดูปกติ แต่อาจมีกระดูกงอกเล็กมากๆ ที่มองแทบไม่เห็น
  • อาการ: แทบไม่มีอาการเจ็บชัดเจน อาจจะรู้สึกตึงๆ หรือเมื่อยง่ายเวลาใช้งานหนัก
  • การรักษา:
    • เน้นปรับพฤติกรรม: หลีกเลี่ยงการนั่งยอง พับเพียบ ขัดสมาธิ
    • ลดน้ำหนัก: สำคัญมาก! ลดน้ำหนัก 1 กิโลกรัม ลดแรงกดที่เข่าได้ถึง 4 กิโลกรัม
    • ออกกำลังกาย: บริหารกล้ามเนื้อต้นขา (Quadriceps) ให้แข็งแรง เพื่อช่วยพยุงข้อเข่า

ระยะที่ 2: ระยะเริ่มต้น (Mild) – ระยะนี้คนไข้เริ่มมาหาหมอ

  • ลักษณะ: เห็น "กระดูกงอก" ชัดเจนขึ้น ช่องว่างระหว่างข้อเริ่มแคบลงเล็กน้อย ผิวข้อเริ่มขรุขระ
  • อาการ: เริ่มปวดเวลาเดินนานๆ หรือขึ้นลงบันได มีเสียงกร็อบแกรบในเข่าชัดเจนขึ้น อาจมีอาการข้อฝืดตอนตื่นนอน
  • การรักษา:
    • กายภาพบำบัด: ประคบอุ่น ฝึกบริหารกล้ามเนื้อ
    • ยา: ใช้ยาแก้ปวดพาราเซตามอล หรือยาต้านการอักเสบ (NSAIDs) แบบทาหรือกินเป็นครั้งคราวเมื่อมีอาการ

ระยะที่ 3: ระยะปานกลาง (Moderate) – ระยะของคุณป้าเพ็ญ

  • ลักษณะ: ช่องว่างระหว่างข้อแคบลงอย่างเห็นได้ชัด ผิวข้อสึกไปเยอะ มีกระดูกงอกขนาดใหญ่หลายจุด อาจเริ่มเห็นขาโก่งเล็กน้อย
  • อาการ: ปวดถี่ขึ้น ปวดแม้กระทั่งนั่งเฉยๆ หรือตอนกลางคืน ข้อเข่าบวมอักเสบบ่อยๆ เดินได้ไม่ไกลต้องหยุดพัก ขยับข้อได้ไม่สุด
  • การรักษา:
    • การฉีดยา (Injection): เป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพสูงในระยะนี้
      • ฉีดน้ำเลี้ยงข้อเทียม (Hyaluronic Acid): เหมือนการเติมน้ำมันหล่อลื่น ช่วยลดแรงเสียดทาน ให้เข่าลื่นขึ้น ยืดอายุการใช้งาน
      • ฉีดเกล็ดเลือดเข้มข้น (PRP): นำเลือดคนไข้มาปั่นแยกเกล็ดเลือด แล้วฉีดกลับเข้าไปเพื่อกระตุ้นการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ (ได้ผลดีในคนที่เสื่อมยังไม่มากเกินไป)
      • ฉีดสเตียรอยด์: ใช้เฉพาะช่วงที่มีการอักเสบ บวม แดง ร้อน รุนแรง เพื่อลดปวดเฉียบพลัน
    • การใส่อุปกรณ์พยุงเข่า (Knee Support): ช่วยเพิ่มความมั่นคงเวลาเดิน

ระยะที่ 4: ระยะรุนแรง (Severe)

  • ลักษณะ: "กระดูกชนกระดูก" ช่องว่างระหว่างข้อหายไปจนหมด ผิวข้อถูกทำลายเกือบสมบูรณ์ กระดูกงอกขนาดใหญ่ ขาโก่งผิดรูปชัดเจน
  • อาการ: ปวดตลอดเวลา เดินลำบากมาก ทรงตัวไม่ดี คุณภาพชีวิตแย่ลงอย่างมาก
  • การรักษา:
    • การผ่าตัด (Surgery): หากรักษาด้วยยาและกายภาพแล้วไม่ดีขึ้น การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม (Total Knee Replacement) คือวิธีที่จะคืนคุณภาพชีวิต ให้กลับมาเดินได้หายเจ็บ ขาตรงขึ้น
    • ทางเลือกอื่น: สำหรับผู้ที่ผ่าตัดไม่ได้ อาจใช้วิธีจี้เส้นประสาทด้วยคลื่นความถี่วิทยุ (Radiofrequency Ablation) เพื่อระงับสัญญาณความปวด

พยากรณ์โรค: ข้อเข่าเสื่อมหายขาดไหม?

หมอต้องเรียนตามตรงว่า "ข้อเข่าเสื่อม เป็นแล้วไม่หายขาด ย้อนเวลากลับไปเป็นเข่าเด็กไม่ได้" ครับ มันเป็นโรคของความเสื่อมตามวัย แต่... "เราสามารถชะลอความเสื่อม และอยู่กับมันได้อย่างมีความสุข"

หากเรารู้ตัวตั้งแต่ระยะที่ 1 หรือ 2 และดูแลตัวเองดีๆ เราอาจจะไม่ต้องเดินทางไปถึงระยะที่ 4 ตลอดชีวิตก็ได้ครับ

ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องระวัง

หากปล่อยทิ้งไว้ไม่รักษา นอกจากจะเดินไม่ได้แล้ว อาจนำไปสู่:

  • ปวดหลัง: เพราะเมื่อเข่าเจ็บ ท่าเดินจะเปลี่ยนไป ทำให้หลังรับภาระหนักขึ้น
  • กล้ามเนื้อลีบ: พอเจ็บก็ไม่อยากเดิน กล้ามเนื้อขาก็จะยิ่งลีบลง ทำให้เข่าไม่มีแรง
  • ภาวะซึมเศร้า: ความเจ็บปวดเรื้อรังส่งผลต่อสภาพจิตใจอย่างมาก

บทสรุปจากหมอเก่ง

การรักษาข้อเข่าเสื่อมที่ดีที่สุด ไม่ใช่ยาแพงๆ หรือการผ่าตัดที่ทันสมัยที่สุด แต่คือ "ความรู้" และ "การปรับพฤติกรรม" ของตัวคนไข้เองครับ

อย่ารอให้เดินไม่ได้แล้วค่อยมาหาหมอ ยิ่งมาเร็ว ทางเลือกในการรักษายิ่งมีมาก และเจ็บตัวน้อยกว่า ถ้าเริ่มมีเสียงในเข่า หรือปวดหน่วงๆ ลองแวะมาปรึกษาหมอกระดูกใกล้บ้าน เพื่อตรวจเช็กระยะและความแข็งแรงของข้อเข่ากันนะครับ

ดูแลเข่าวันนี้ เพื่อให้ขาคู่นี้พาเราไปเที่ยว ได้ไปทำบุญ ได้ไปหาลูกหลาน ได้นานเท่านานครับ


บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ

📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ข้อเข่าเสื่อม #ปวดเข่า #หมอเก่งกระดูกและข้อ #รักษาเข่าเสื่อมไม่ผ่าตัด #ฉีดน้ำเลี้ยงข้อเข่า #PRPเข่า #ดูแลผู้สูงอายุ

วันจันทร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2568

ปวดลูกสะบ้า... รักษาแบบไหนดี?

ลูกสะบ้าเสื่อม เจ็บเข่าตอนกดตรงกลาง… รักษายังไงดี? กินกลูโคซามีนได้ไหมถ้าไตเสื่อม?

“คุณหมอครับ ผมไปหาหมอเพราะเจ็บเข่าทั้งสองข้าง เวลาเอานิ้วกดตรงกลางเข่าจะเจ็บ หมอบอกว่าน่าจะเป็นลูกสะบ้าเสื่อม ให้ทำกายภาพนั่งเก้าอี้ยกขาตรงวันละ 500 ครั้ง และให้กินกลูโคซามีน 1500 มก. ผมไตเสื่อมระยะ 2 แบบนี้จะปลอดภัยไหมครับ?”

คำถามนี้ดีมากครับ เพราะอาการ “เจ็บเข่าตรงกลางโดยเฉพาะเวลานั่งงอเข่านาน ๆ หรือกดตรงกระดูกสะบ้า” เป็นอาการที่พบได้บ่อยมากในคนวัยกลางคนถึงสูงอายุ

โดยเฉพาะถ้าเดินขึ้นลงบันได หรือนั่งยอง ๆ แล้วรู้สึกเจ็บหน้าเข่า → อาจเป็นสัญญาณของโรคที่เรียกว่า…

🔍 “ลูกสะบ้าเสื่อม” คืออะไร?

ทางการแพทย์เรียกว่า Patellofemoral Pain Syndrome หรือ ข้อสะบ้าเสื่อม (Chondromalacia patellae)

เกิดจากกระดูกลูกสะบ้า (กระดูกก้อนเล็กตรงหน้าเข่า) เสียดสีกับกระดูกต้นขา จนเกิดการสึกของผิวข้อ → เจ็บเข่าตรงกลาง โดยเฉพาะเวลางอเข่านาน ๆ

👂 สังเกตอาการได้ยังไง?

  • เจ็บลึก ๆ หน้าเข่า โดยเฉพาะเวลานั่งพับเข่า นั่งยอง หรือขึ้น-ลงบันได
  • เวลากดลงตรงกลางเข่า จะรู้สึกเจ็บจี๊ด
  • อาจมีเสียง “กร๊อบแกร๊บ” หรือ “คลิก” เวลาขยับเข่า
  • บางรายอาจเจ็บทั้งสองข้างพร้อมกัน

💡 แนวทางการรักษา (ที่ไม่ต้องผ่าตัด)

  1. ลดพฤติกรรมที่ใช้งานเข่าหนัก
    • หลีกเลี่ยงการนั่งพับเพียบ นั่งยอง หรือขึ้น-ลงบันไดบ่อย ๆ
  2. กายภาพบำบัด / ออกกำลังกายเฉพาะจุด
    • ท่านั่งเก้าอี้ยกขาตรง (Straight leg raise) วันละ 500 ครั้ง อย่างที่หมอแนะนำ → ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต้นขา (Quadriceps) ซึ่งช่วยพยุงลูกสะบ้าไม่ให้เสียดสีกระดูกต้นขา
  3. ประคบเย็นหลังใช้งานหนัก / ออกกำลังกาย
  4. ใส่อุปกรณ์พยุงลูกสะบ้าหรือเทปพยุง (patella support) ถ้ามีเข่าไม่มั่นคง
  5. ควบคุมน้ำหนัก เพื่อลดแรงกดบนข้อเข่า

💊 แล้วกลูโคซามีนล่ะ? ปลอดภัยไหมถ้ามีไตเสื่อม?

กลูโคซามีน (Glucosamine sulfate) เป็นอาหารเสริมที่นิยมใช้ในคนเข่าเสื่อม โดยเชื่อว่าช่วยชะลอการสึกของกระดูกอ่อน

  • ขนาดที่ใช้คือ วันละ 1,500 มิลลิกรัม (กินครั้งเดียว หรือแบ่ง 3 เวลา)
  • โดยทั่วไปถือว่าปลอดภัย และมีผลข้างเคียงน้อย เช่น อาการแน่นท้องหรือคลื่นไส้

แต่ในผู้ป่วยที่มีภาวะ “ไตเสื่อม” (เช่น ระยะ 2) ควรพิจารณาเป็นราย ๆ ไปครับ เพราะ:

  • ยังไม่มีข้อมูลแน่ชัดว่ากลูโคซามีนมีผลเสียต่อไตโดยตรง
  • แต่การกินอาหารเสริมใด ๆ ต่อเนื่อง โดยเฉพาะในผู้ที่มีไตทำงานลดลง อาจเพิ่มภาระให้กับไต

✅ คำแนะนำของหมอ:

  • ในผู้ป่วย ไตเสื่อมระยะ 1–2 ยังสามารถใช้กลูโคซามีนได้ แต่ควรอยู่ในการดูแลของแพทย์ และ ไม่ใช้ต่อเนื่องเกิน 3 เดือนโดยไม่ประเมินซ้ำ
  • ให้หยุดหากมีอาการผิดปกติ เช่น บวมมาก ปัสสาวะน้อย หรือค่าไตแย่ลง
  • ควรดื่มน้ำให้เพียงพอ และระวังยาชนิดอื่นที่ส่งผลต่อไตร่วมด้วย (เช่น ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs)

สรุปง่าย ๆ จากหมอ

  • อาการเจ็บเข่ากดตรงกลาง มักเกิดจาก “ลูกสะบ้าเสื่อม” ซึ่งสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด
  • การออกกำลังกายยืดกล้ามเนื้อต้นขาอย่างสม่ำเสมอ เป็นหัวใจสำคัญ
  • กลูโคซามีนสามารถใช้ร่วมได้ในผู้ที่ไตเสื่อมระยะ 2 ถ้าอยู่ในความดูแลของแพทย์

📌 ถ้าทำกายภาพแล้วไม่ดีขึ้นภายใน 2–3 เดือน ควรพบแพทย์กระดูกและข้อเพื่อตรวจซ้ำครับ

“บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์

สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง)

ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ

สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ

📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#เข่าเสื่อม #ลูกสะบ้าเสื่อม #เจ็บหน้าเข่า #กายภาพเข่า #กลูโคซามีน #ไตเสื่อม #หมอกระดูก #หมอเก่ง

ฉีดยาเข่าเสร็จแล้ว... เดินปร๋อได้เลยไหม? หรือต้องนอนนิ่งๆ? สรุปแล้วต้องพักกี่วันกันแน่?


 

ฉีดยาเข่าเสร็จแล้ว... เดินปร๋อได้เลยไหม? หรือต้องนอนนิ่งๆ? สรุปแล้วต้องพักกี่วันกันแน่?

"หมอครับ ฉีดยาเสร็จแล้ว เย็นนี้ผมไปเต้นแอโรบิกได้เลยไหมครับ?""หมอคะ ป้าฉีดน้ำเลี้ยงข้อแล้ว พรุ่งนี้ไปเดินตลาดนัดสัก 2 ชั่วโมงได้ไหม?"

นี่คือคำถามที่หมอเจอบ่อยที่สุดหลังจากวางเข็มฉีดยาลงครับ... หลายคนเข้าใจว่า การฉีดยาเหมือนการเสกมนตร์ ฉีดปุ๊บ หายปั๊บ ใช้ชีวิตหนักๆ ต่อได้ทันที

หมออยากบอกด้วยความเป็นห่วงจากใจเลยครับว่า "ช้าก่อนครับ!" ยาฉีดเข่า ไม่ว่าจะเป็นสเตียรอยด์ น้ำเลี้ยงข้อเทียม หรือเกล็ดเลือด (PRP) มันไม่ใช่ยาวิเศษที่ฉีดปุ๊บแล้วเข่าจะกลายเป็นเหล็กไหลทันที การดูแลตัวเอง "หลังฉีด" สำคัญพอๆ กับตอนฉีดเลยครับ

ถ้าคุณไม่อยากให้เงินพันเงินหมื่นที่เสียไปสูญเปล่า หรือไม่อยากให้เข่าระบมหนักกว่าเดิม ลองอ่านคู่มือการปฏิบัติตัวหลังฉีดยาฉบับเข้าใจง่ายนี้ดูครับ


เรื่องเล่าจากคนไข้: "ป้าสมพร" ผู้ใจร้อน กับ "ลุงวิชัย" ผู้เคร่งครัด

หมอมีคนไข้ 2 ท่าน ฉีดยาน้ำเลี้ยงข้อเทียมไปพร้อมกัน แต่ผลลัพธ์ต่างกันราวฟ้ากับเหว

  • ป้าสมพร: พอฉีดเสร็จรู้สึกเบาเข่า ไม่เจ็บแล้ว เลยดีใจจัด เย็นวันนั้นไปเดินห้างซื้อของเข้าบ้าน เดินไป 3 ชั่วโมง... ตกกลางคืน ป้าสมพรไลน์มาหาหมอ "หมอคะ ทำไมเข่าบวมเป่ง ปวดกว่าเดิมอีก?"
  • ลุงวิชัย: ฉีดเสร็จ ลุงกลับบ้านไปนอนพัก ยกขาสูง งดเดินเยอะ 2 วันตามที่หมอสั่ง วันที่ 3 ลุงเริ่มเดินเบาๆ... ผ่านไป 1 สัปดาห์ ลุงวิชัยเดินเข้ามาขอบคุณหมอ บอกว่า "เข่าลื่นขึ้นเยอะเลยครับ เดินสบายมาก"

เห็นไหมครับว่า ยาตัวเดียวกัน หมอคนเดียวกัน แต่ "พฤติกรรมหลังฉีด" คือตัวตัดสินครับ


ทำไมต้องพัก? (อธิบายให้เห็นภาพ)

ลองจินตนาการว่าถนนหน้าบ้านเป็นหลุมเป็นบ่อ (ผิวข้อเข่าสึก) หมอเอายางมะตอยอย่างดี (ยาฉีด) ไปเทอุดหลุมให้ ...ถ้าเทเสร็จปุ๊บ คุณเอารถสิบล้อ (น้ำหนักตัว+แรงกระแทก) วิ่งทับทันที ยางมะตอยที่ยังไม่เซตตัวมันก็กระเด็นหลุดหมดสิครับ หลุมก็กลับมาเหมือนเดิม แถมเลอะเทอะกว่าเก่า

การพักหลังฉีดยา คือการรอให้:

  1. ยามันกระจายตัวไปเคลือบผิวข้อได้ทั่วถึง
  2. รอยเข็มที่จิ้มลงไปปิดสนิท ป้องกันการติดเชื้อ
  3. ลดการอักเสบระคายเคืองจากการฉีด

คู่มือ: ฉีดยาแต่ละแบบ ต้องพักนานแค่ไหน?

หมอขอแบ่งตามประเภทของยาฉีดนะครับ เพราะระยะเวลาพักไม่เท่ากัน:

1. ยาลดอักเสบ (สเตียรอยด์)

  • ความรู้สึกหลังฉีด: หายปวดไวมาก เหมือนปิดสวิตช์ จนคนไข้ชะล่าใจ
  • ต้องพักกี่วัน: พักการใช้งานหนัก 24–48 ชั่วโมงครับ
  • ข้อควรระวัง: ช่วงแรกยาชาที่ผสมอยู่อาจทำให้เราไม่เจ็บ แต่อย่าเพิ่งไปกระโดดโลดเต้น เพราะยาหลักยังไม่ออกฤทธิ์เต็มที่ ถ้าไปใช้งานหนักทันที อาจเกิดอาการ "ระบม" (Steroid flare) ขึ้นมาได้ครับ

2. น้ำเลี้ยงข้อเทียม (Hyaluronic Acid)

  • ความรู้สึกหลังฉีด: อาจจะตึงๆ หน่วงๆ ในข้อเล็กน้อย เพราะเราเติมของเหลวเข้าไปในพื้นที่แคบๆ
  • ต้องพักกี่วัน: งดเดินเยอะ 48 ชั่วโมง (2 วัน)
  • คำแนะนำ: ให้ยาได้มีเวลา "เคลือบ" ผิวข้อก่อนครับ การเดินเยอะๆ ทันที แรงดันในข้อจะไปบีบไล่ยาออกจากผิวข้อ ทำให้ประสิทธิภาพลดลง

3. เกล็ดเลือดเข้มข้น (PRP) และสารชีวภาพ

  • ความรู้สึกหลังฉีด: อันนี้สำคัญมาก! หลังฉีด PRP อาจจะ "ปวดมากขึ้น" ในช่วง 1-3 วันแรก นี่เป็นเรื่องปกตินะครับ เพราะเกล็ดเลือดกำลังปล่อยสารไปกระตุ้นกระบวนการซ่อมแซม (ซึ่งต้องผ่านการอักเสบนิดๆ ก่อน)
  • ต้องพักกี่วัน: พักการใช้งานหนัก 3–7 วัน
  • คำแนะนำ: ช่วง 3 วันแรก ห้ามเดินไกล ห้ามวิ่ง ห้ามยืนนาน ถ้าปวดให้ประคบเย็น และ ห้ามกินยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs (เช่น ibuprofen, diclofenac) เด็ดขาด เพราะจะไปต้านฤทธิ์ของ PRP ให้กินได้แค่พาราเซตามอลครับ

คำว่า "ห้ามเดินเยอะ" แปลว่าอะไร? (ขยายความ)

คนไข้ชอบถามว่า "ไปห้องน้ำได้ไหม?" "เดินในบ้านได้ไหม?" หมอสรุปให้แบบนี้ครับ ในช่วงที่หมอบอกให้พัก:

  • ทำได้: เดินเข้าห้องน้ำ, เดินไปตู้เย็น, เดินในบ้านระยะสั้นๆ, นั่งทำงานโต๊ะ, ขับรถระยะใกล้ๆ
  • ห้ามทำ: เดินช้อปปิ้งในห้าง, เดินตลาดนัด, ไปเต้นแอโรบิก, วิ่งออกกำลังกาย, ขึ้นลงบันไดหลายๆ ชั้น, ยืนทำกับข้าวนานเกิน 15 นาที, นั่งพับเพียบหรือคุกเข่า

สัญญาณอันตราย! หลังฉีดแบบไหนต้องรีบกลับมาหาหมอ?

อาการปวดตึงๆ นิดหน่อยหลังฉีดเป็นเรื่องปกติครับ แต่ถ้ามีอาการเหล่านี้ ให้รีบกลับมาโรงพยาบาลทันที ไม่ต้องรอถึงวันนัด:

  1. ปวดรุนแรงมาก จนขยับขาไม่ได้ กินพาราฯ ก็ไม่หาย
  2. เข่าบวมแดง ร้อนจี๋ (จับเทียบกับอีกข้างแล้วร้อนกว่าชัดเจน)
  3. มีไข้สูง หนาวสั่น

อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของ "ข้อติดเชื้อ" (Septic Arthritis) ซึ่งพบได้น้อยมาก (ถ้ารักษาความสะอาดดี) แต่ถ้าเป็นแล้วต้องรีบรักษาครับ


สรุป

การฉีดยาข้อเข่า คือการที่หมอช่วยคุณ 50% อีก 50% คือการดูแลของคุณเองครับ หลังจากฉีดยาไปแล้ว (ไม่ว่าตัวไหนก็ตาม) หมอขอเวลาให้เข่าได้พัก อย่างน้อย 2 วัน

  • งดเดินไกล
  • งดออกกำลังกาย
  • งดแบกของหนัก

อดทนพักแค่นิดเดียว เพื่อให้ยาได้ออกฤทธิ์เต็มที่ แล้วหลังจากนั้นคุณจะได้ใช้เข่าที่แข็งแรงขึ้นไปอีกนานครับ

ด้วยความปรารถนาดีจากหมอเก่งครับ


บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ฉีดยาข้อเข่า #ฉีดน้ำเลี้ยงข้อ #ฉีดPRP #ดูแลหลังฉีดยา #ปวดเข่า #ข้อเข่าเสื่อม #หมอเก่งกระดูกและข้อ #Doctorkeng

น้ำหนัก 100 โล+ อยากลดน้ำหนักช่วยเข่า แต่แค่เดินก็เจ็บแล้ว... จะเริ่มยังไงดี? หมอมีทางออกให้ครับ!

 



น้ำหนัก 100 โล+ อยากลดน้ำหนักช่วยเข่า แต่แค่เดินก็เจ็บแล้ว... จะเริ่มยังไงดี? หมอมีทางออกให้ครับ!

"หมอครับ หมอบอกให้ผมไปลดน้ำหนัก แล้วเข่าจะดีขึ้น แต่ทุกวันนี้แค่ผมเดินไปเข้าห้องน้ำยังน้ำตาจะไหล แล้วหมอจะให้ผมไปวิ่งออกกำลังกายได้ยังไง?"

นี่คือประโยคที่หมอได้ยินบ่อยมากจากคนไข้ที่มีน้ำหนักตัวเยอะครับ หมอเข้าใจความรู้สึกนี้ดีที่สุดเลยครับ มันเหมือน "ไก่กับไข่"

...จะลดน้ำหนักก็ต้องออกกำลังกาย ...แต่จะออกกำลังกายก็ทำไม่ได้เพราะปวดเข่า

สุดท้ายก็วนกลับมากินเพราะเครียด น้ำหนักก็ขึ้น เข่าก็ยิ่งพัง

วันนี้หมอเก่งขออาสาพาคุณออกจากวงจรทรมานนี้ครับ หมอมี "สูตรลับฉบับคนปวดเข่า" ที่ไม่ต้องวิ่ง ไม่ต้องกระโดด แม้นั่งเฉยๆ ก็ลดน้ำหนักเพื่อช่วยเข่าได้ครับ


เรื่องเล่าจากห้องตรวจ: "คุณเบิ้ม" กับชัยชนะที่ไม่ต้องวิ่งสักก้าว

คุณเบิ้ม (นามสมมติ) ชายวัย 50 ปี น้ำหนัก 115 กิโลกรัม มาหาหมอด้วยรถเข็น เพราะเดินลงน้ำหนักแทบไม่ได้เลย เข่าบวมเป่ง คุณเบิ้มท้อแท้มาก คิดว่าชาตินี้คงเดินไม่ได้อีกแล้ว

หมอวางแผนการรักษาให้คุณเบิ้มใหม่ โดยตั้งเป้าหมายว่า "3 เดือนแรก เราจะไม่เน้นการเดิน แต่เราจะเน้นการกินและการขยับเท่าที่ไหว"

ผลลัพธ์น่าทึ่งมากครับ ผ่านไป 3 เดือน คุณเบิ้มน้ำหนักหายไป 12 กิโลกรัม โดยที่ไม่ได้วิ่งเลยสักก้าว และอาการปวดเข่าลดลงไปกว่า 50% จนสามารถกลับมาเดินระยะสั้นๆ ได้อีกครั้ง

คุณเบิ้มทำได้อย่างไร? มาดูกันครับ


ความจริงที่หมออยากบอก: "ลดน้ำหนัก" ไม่เท่ากับ "ออกกำลังกาย"

เรามักเข้าใจผิดว่าต้อง "เบิร์น" เท่านั้นถึงจะผอม แต่ความจริงทางการแพทย์คือ:

  • อาหาร 80%
  • ออกกำลังกาย 20%

สำหรับคนน้ำหนักเยอะที่มีปัญหาเข่า "ชัยชนะอยู่ที่ปาก ไม่ใช่ที่ขา" ครับ คุณสามารถลดน้ำหนักได้มหาศาลเพียงแค่ปรับเปลี่ยนสิ่งที่กิน โดยไม่ต้องเอาเข่าไปเสี่ยงรับแรงกระแทกเลยแม้แต่ครั้งเดียว


How-To: 4 ขั้นตอน เริ่มต้นลดน้ำหนัก (ฉบับคนเข่าพัง)

ถ้าคุณหนัก 100 กิโลฯ ขึ้นไป และปวดเข่ามาก ให้เริ่มตามนี้ครับ:

1. ตัด "ยาพิษ" ของเข่าออกจากมื้ออาหาร น้ำตาล แป้งขัดขาว และของหวาน คือตัวการที่ทำให้น้ำหนักขึ้นและ "กระตุ้นการอักเสบในข้อเข่า"

  • เริ่มง่ายๆ: งดน้ำหวาน กาแฟใส่นมข้นหวาน ขนมหวาน ผลไม้รสหวานจัด
  • เปลี่ยน: กินข้าวให้น้อยลงครึ่งทัพพี เน้นกับข้าวที่เป็นโปรตีน (ปลา ไก่ ไข่ต้ม) และผักใบเขียวให้อิ่มแทน

2. ใช้แขนช่วยขา (Arm Exercise) ในเมื่อขาเจ็บ เราก็ใช้แขนเบิร์นแทนครับ! การแกว่งแขน หรือยกดัมเบล (หรือขวดน้ำ) ในท่านั่ง สามารถกระตุ้นการเผาผลาญและหัวใจได้ดีไม่แพ้การเดิน

  • ท่าแนะนำ: นั่งเก้าอี้ที่มั่นคง ชกลม (Shadow Boxing) หรือยกขวดน้ำขึ้นลง ทำต่อเนื่อง 15-20 นาที ให้เหงื่อซึมๆ หัวใจเต้นแรงขึ้น

3. บริหารบนเตียง (Bed Exercise) เตียงนอนคือยิมที่ปลอดภัยที่สุดของคุณครับ

  • ท่านอนยกขา: นอนหงาย เอาหมอนรองใต้เข่าข้างที่เจ็บ แล้วเกร็งขา กดเข่าลงกับหมอนพร้อมกระดกปลายเท้าขึ้น นับ 1-10 ทำวันละ 50-100 ครั้ง
  • ท่านี้ช่วยสร้างกล้ามเนื้อหน้าขาให้แข็งแรงขึ้น โดยไม่มีแรงกระแทกเลย เมื่อกล้ามเนื้อมา มันจะช่วยพยุงเข่าคุณเอง

4. การเดินในน้ำ (ถ้าทำได้) ถ้าพอมีสระว่ายน้ำใกล้บ้าน การลงไปเดินในน้ำระดับเอวคือสวรรค์ของคนปวดเข่าครับ น้ำจะช่วยพยุงน้ำหนักตัวของคุณไว้เกือบ 70-80% ทำให้เดินได้โดยไม่เจ็บ และแรงต้านของน้ำจะช่วยเบิร์นไขมันได้ดีมาก


บทบาทของหมอ: เราช่วยอะไรคุณได้บ้าง?

ในช่วงเริ่มต้นที่ยังปวดมาก การจะขยับตัวทำกิจกรรมต่างๆ อาจจะยาก หมอมีตัวช่วยเพื่อ "ตัดวงจรปวด" ให้คุณเริ่มต้นได้ง่ายขึ้นครับ:

  • ยาแก้ปวดลดอักเสบ: เพื่อให้พ้นระยะวิกฤต
  • การฉีดยา (น้ำเลี้ยงข้อ หรือ ยาลดอักเสบ): ช่วยให้ข้อลื่นขึ้น ลดความเจ็บปวด ทำให้คุณเริ่มขยับตัวบริหารกล้ามเนื้อได้
  • อุปกรณ์พยุงเข่า: ช่วยรับน้ำหนักชั่วคราว

กำลังใจจากหมอ (Prognosis)

หมออยากให้จำตัวเลขนี้ไว้ครับ: "ลดน้ำหนัก 1 กิโลกรัม = แรงกระแทกที่เข่าหายไป 4 กิโลกรัม"

ถ้าคุณลดได้ 5 กิโลฯ เข่าคุณจะเบาลงเหมือนเอาข้าวสาร 20 กิโลฯ ออกจากบ่า อย่าเพิ่งท้อว่าเดินไม่ได้แล้วจะผอมไม่ได้ เริ่มที่อาหาร เริ่มที่การขยับแขน ขยับตัวบนเตียง ทำทีละนิด แต่ทำทุกวัน ร่างกายจะตอบแทนคุณแน่นอนครับ


สรุป

คนน้ำหนักเยอะที่ปวดเข่า "ห้ามไปวิ่ง" เด็ดขาดครับ ให้เริ่มจาก "คุมอาหาร 80%" และ "ขยับร่างกายแบบไร้แรงกระแทก 20%" (นั่งชกมวย, บริหารบนเตียง) เมื่อน้ำหนักเริ่มลง อาการปวดลดลง แล้วค่อยเริ่มเดินครับ หมอเป็นกำลังใจให้ครับ เราจะสู้กับเข่าเสื่อมไปด้วยกัน!


บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ลดน้ำหนักคนอ้วน #ปวดเข่า #น้ำหนักเยอะปวดเข่า #ข้อเข่าเสื่อม #ออกกำลังกายคนอ้วน #หมอเก่งกระดูกและข้อ #Doctorkeng #เชียงใหม่