วันพฤหัสบดีที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569

ปวดเข่าจนน้ำตาซึม แต่หมอบอกว่าเสื่อมนิดเดียว..." ความจริงที่ซ่อนอยู่ใต้ผลเอกซเรย์!

 



"ปวดเข่าจนน้ำตาซึม แต่หมอบอกว่าเสื่อมนิดเดียว..." ความจริงที่ซ่อนอยู่ใต้ผลเอกซเรย์! 

คุณเคยเป็นไหมครับ? ปวดเข่าลึกๆ ปวดตุบๆ อยู่ข้างใน กินยาก็แล้ว ฉีดยาก็แล้ว แต่อาการกลับ "วนลูป" ไม่หายขาดสักที จนบางคนเริ่มคิดไปไกลว่าเราเป็นโรคร้ายแรงหรือเปล่า? 

แม่ประนอม คนไข้ของผมก็เป็นครับ เอกซเรย์ออกมาเข่าเสื่อมแค่ระยะที่ 1 (จิ๊บๆ มาก) แต่ทำไมแม่ถึงเดินกะเผลก และปวดจนนอนไม่หลับ?

ความลับนี้... เอกซเรย์ธรรมดามองไม่เห็นครับ! มันคือภาวะที่เรียกว่า "กระดูกบวม" (Bone Marrow Edema) เปรียบเหมือนแอปเปิลที่ข้างนอกดูสวย แต่ข้างใน "ช้ำ" จนเน่า... 

ทำไมมันถึงบวม? แล้วทำไมการฉีดยาทั่วไปถึงไม่ได้ผล? ที่สำคัญ... มีวิธีรักษาที่ช่วยให้กระดูก "หายช้ำ" โดยไม่ต้องผ่าตัดจริงหรือ?

เฉลยอยู่ในบทความนี้ครับ! ถ้าคุณหรือคนที่คุณรักปวดเข่าไม่หายสักที... ห้ามพลาดโพสต์นี้เด็ดขาด! (อ่านต่อในบทความด้านล่าง เพื่อกู้คืนเข่าที่แข็งแรงกลับมาครับ )


ทำไมปวดเข่าไม่หาย? เมื่อ "ผลเอกซเรย์ดูปกติ" แต่ความจริง "กระดูกข้างในกำลังบวม"

คุณเคยสงสัยไหมครับ? ทำไมปวดเข่าเหลือเกิน ไปหาหมอเอกซเรย์แล้ว หมอก็บอกว่า "เข่าเสื่อมนิดเดียวเอง" กินยาก็แล้ว ฉีดยาก็แล้ว แต่อาการปวดกลับไม่ดีขึ้นเลย บางคนปวดจนนอนไม่หลับ ปวดลึกๆ อยู่ข้างในกระดูก จนเริ่มรู้สึกท้อใจว่าเราเป็นโรคพุ่มพวงหรือมะเร็งกระดูกหรือเปล่า?

วันนี้ผมจะพาไปทำความรู้จักกับ "ภัยเงียบ" ที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ผิวข้อเข่า ซึ่งเอกซเรย์ธรรมดามองไม่เห็น แต่มันคือตัวการร้ายที่ทำให้คนไข้จำนวนมากต้องทรมานมานานหลายเดือนครับ


เรื่องเล่าจากคนไข้: "แม่ประนอมกับอาการปวดปริศนา"

แม่ประนอม (นามสมมติ) อายุ 62 ปี เป็นคุณแม่บ้านที่แข็งแรง ชอบเดินไปจ่ายตลาดและทำงานบ้านเองทุกอย่าง เมื่อประมาณ 4 เดือนก่อน แม่เริ่มมีอาการปวดเข่าซ้ายลึกๆ เวลาเดิน หรือแม้แต่นอนเฉยๆ ก็ยังรู้สึกปวดตุบๆ อยู่ข้างใน

แม่ไปหาคุณหมอมาแล้ว 2 ท่าน ท่านแรกเอกซเรย์แล้วบอกว่า "ข้อเข่าเสื่อมตามวัย (ระยะที่ 1-2)" ให้ยาแก้ปวดมาทาน แต่อาการก็ไม่ดีขึ้น ท่านที่สองฉีดยาน้ำเลี้ยงข้อเข่าและยาลดอักเสบให้ แต่อาการปวดกลับทุเลาเพียงแค่ไม่กี่วันแล้วก็กลับมาปวดใหม่ จนแม่ประนอมเริ่มเดินกะเผลกและไม่อยากออกไปไหน เพราะ "มันปวดจนน้ำตาซึม"

เมื่อแม่มาพบผม ผมสังเกตว่าอาการปวดของแม่มัน "มากเกินไป" เมื่อเทียบกับภาพเอกซเรย์ที่เห็นเพียงแค่เข่าเสื่อมนิดเดียว ผมจึงแนะนำให้แม่ไปตรวจละเอียดขึ้น และนั่นคือจุดที่ทำให้เราเจอ "ต้นตอ" ที่แท้จริงครับ


เปรียบเทียบให้เห็นภาพ: "แอปเปิลที่ช้ำข้างใน"

เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น ผมอยากให้ลองนึกภาพ "แอปเปิล" สักลูกครับ ภายนอกผิวแอปเปิลอาจจะดูเรียบเนียน สวยงาม (เหมือนภาพเอกซเรย์ที่ข้อเข่ายังดูดี) แต่ถ้าแอปเปิลลูกนั้นเคยตกกระแทกพื้นอย่างแรง เนื้อข้างในจะเริ่ม "ช้ำ" กลายเป็นสีน้ำตาลและนิ่มลง ทั้งที่เปลือกข้างนอกยังดูดีอยู่

กระดูกเข่าของเราก็เช่นกันครับ ผิวข้อ (กระดูกอ่อน) อาจจะยังไม่สึกมาก แต่ เนื้อกระดูกที่อยู่ใต้ผิวข้อ ต่างหากที่เกิดอาการ "ช้ำ" และมีน้ำคั่งอยู่ข้างใน เราเรียกภาวะนี้ว่า ภาวะบวมในเนื้อกระดูก (Bone Marrow Edema) หรือเรียกสั้นๆ ว่า BME ครับ


ภาวะบวมในเนื้อกระดูก (Bone Marrow Edema) คืออะไร?

ปกติแล้วกระดูกของเราไม่ใช่แท่งปูนแข็งๆ แต่มันมีรูพรุนคล้ายฟองน้ำ และมีเส้นเลือดวิ่งผ่านมากมาย

ภาวะบวมในเนื้อกระดูก (Bone Marrow Edema) คือการที่มีของเหลวหรือน้ำสะสมอยู่ในช่องว่างของเนื้อกระดูกมากกว่าปกติ เปรียบเสมือนกระดูกของคุณกำลัง "ฟกช้ำ" อยู่ข้างในครับ

เมื่อเนื้อกระดูกบวม ความดันภายในกระดูกจะสูงขึ้น ซึ่งในกระดูกมีเส้นประสาทรับความรู้สึกปวดอยู่หนาแน่นมาก นี่คือสาเหตุที่ทำให้คนไข้รู้สึกปวดลึกๆ ปวดตลอดเวลา และปวดรุนแรง แม้ว่าผิวข้อเข่าข้างบนจะยังไม่สึกจนถึงขั้นต้องผ่าตัดเปลี่ยนข้อก็ตาม


5 ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ "กระดูกบวม" โดยไม่รู้ตัว

  1. การรับน้ำหนักที่ผิดปกติ: เช่น คนที่น้ำหนักตัวเยอะ หรือคนที่มีขาโก่ง ทำให้แรงกดไปตกอยู่ที่กระดูกข้างใดข้างหนึ่งมากเกินไป

  2. การบาดเจ็บซ้ำๆ: การเดินนานๆ หรือออกกำลังกายหนักเกินไปในขณะที่กล้ามเนื้อรอบเข่าไม่แข็งแรง

  3. กระดูกพรุน: เมื่อเนื้อกระดูกบางลง แรงกระแทกเพียงเล็กน้อยก็อาจทำให้เนื้อกระดูกข้างในเกิดการหักร้าวเล็กๆ (Microfracture) จนนำไปสู่การบวม

  4. อุบัติเหตุ: การล้มกระแทก หรือการบิดของเข่าอย่างกะทันหัน

  5. โรคข้ออักเสบ: เช่น รูมาตอยด์ หรือระยะเริ่มต้นของข้อเข่าเสื่อมที่รุนแรง


ทำไมเอกซเรย์ถึงหาไม่เจอ?

นี่คือประเด็นสำคัญครับ เอกซเรย์ (X-ray) คือการถ่ายภาพโครงสร้างที่เป็นแคลเซียมแข็งๆ มันบอกเราได้แค่ว่า "กระดูกหักไหม" หรือ "ช่องว่างข้อแคบลงไหม" แต่เอกซเรย์ไม่สามารถมองเห็น "น้ำ" หรือ "ความช้ำ" ที่ซ่อนอยู่ในเนื้อกระดูกได้

วิธีการเดียวที่จะวินิจฉัยภาวะนี้ได้แม่นยำคือ การตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) ครับ ภาพ MRI จะแสดงให้เห็นส่วนที่เป็นน้ำคั่งในกระดูกเป็นสีขาวสว่างชัดเจน ทำให้หมอสามารถบอกได้ทันทีว่า "อ๋อ ที่ปวดไม่หาย เพราะจุดนี้บวมอยู่นี่เอง"


แนวทางการรักษา: เมื่อกระดูกบวม...ต้องแก้ให้ตรงจุด

การรักษาภาวะนี้จะแตกต่างจากเข่าเสื่อมทั่วไปเล็กน้อยครับ เพราะเป้าหมายคือ "ลดความดันในกระดูก" และ "ให้กระดูกได้พักซ่อมแซม"

  1. การพักและลดแรงกระแทก (Off-loading): นี่คือหัวใจหลักครับ หมออาจแนะนำให้ใช้ไม้เท้าช่วยเดิน เพื่อลดน้ำหนักที่กดลงบนจุดที่บวม เปรียบเหมือนการไม่ไปซ้ำเติมแผลที่กำลังช้ำ

  2. การใช้ยา: นอกจากยาแก้ปวดทั่วไปแล้ว หมออาจพิจารณาใช้ยาในกลุ่มที่ช่วยยับยั้งการสลายกระดูกหรือยาที่ช่วยเรื่องการไหลเวียนเลือดในกระดูก ซึ่งต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์

  3. กายภาพบำบัด: เน้นการเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต้นขา (Quadriceps) เพื่อให้กล้ามเนื้อมาช่วยรับแรงแทนกระดูก แต่ต้องทำท่าที่ไม่เพิ่มแรงกดในข้อเข่า

  4. การฉีดยาเฉพาะจุดโดยใช้เครื่องอัลตราซาวด์ (Ultrasound-guided injection): หมออาจใช้เครื่องอัลตราซาวด์ช่วยระบุตำแหน่งที่มีการอักเสบรอบๆ และฉีดสารที่ช่วยลดการอักเสบหรือช่วยซ่อมแซม เช่น เกล็ดเลือดเข้มข้น (PRP) เข้าไปในบริเวณที่เกี่ยวข้อง

  5. การผ่าตัดขนาดเล็ก (Subchondroplasty / Core Decompression): ในกรณีที่บวมมากและรักษาด้วยวิธีอื่นไม่หาย หมออาจใช้เข็มขนาดเล็กเจาะเข้าไปในจุดที่บวมเพื่อลดความดัน และฉีดสารเสริมความแข็งแรงของกระดูกเข้าไป (เป็นเพียงการเจาะรูเล็กๆ ไม่ใช่การผ่าตัดเปิดแผลใหญ่ครับ)


โรคนี้หายไหม และต้องรักษานานแค่ไหน?

ข่าวดีคือ ภาวะกระดูกบวมสามารถหายได้ครับ แต่ต้องใช้ "ความอดทน"

โดยทั่วไป กระดูกต้องการเวลาในการซ่อมแซมตัวเองประมาณ 3-6 เดือน อาการปวดจะค่อยๆ ลดลงตามลำดับ หากเราปฎิบัติตามคำแนะนำของหมออย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะเรื่องการลดน้ำหนักและการพักการใช้งานเข่า

หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษา ภาวะบวมนี้อาจนำไปสู่ ภาวะกระดูกตายจากการขาดเลือด (Avascular Necrosis) ซึ่งจะทำให้ผิวกระดูกอ่อนยุบตัวลง และสุดท้ายต้องจบลงที่การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมก่อนวัยอันควรครับ


5 วิธีป้องกันไม่ให้กระดูกเข่าบวม

  1. ควบคุมน้ำหนักตัว: ลดแรงกดทับที่กระดูกเข่าได้โดยตรงที่สุด

  2. ใส่รองเท้าที่เหมาะสม: มีแผ่นรองรับแรงกระแทกที่ดี

  3. สร้างกล้ามเนื้อ: ออกกำลังกายบริหารกล้ามเนื้อรอบเข่าอย่างสม่ำเสมอ

  4. ฟังเสียงร่างกาย: ถ้าเริ่มปวดเข่าหลังออกกำลังกาย ให้หยุดพักทันที อย่าฝืน

  5. รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมและวิตามินดี: เพื่อให้เนื้อกระดูกแข็งแรงอยู่เสมอ


Q&A Section

Q: ปวดเข่ามากแต่เอกซเรย์ปกติ จำเป็นต้องทำ MRI ทุกคนไหม? A: ไม่จำเป็นครับ หมอจะพิจารณาทำ MRI ก็ต่อเมื่อคนไข้มีอาการปวดรุนแรงผิดปกติ ปวดนานเกิน 4-6 สัปดาห์ หรือรักษาด้วยวิธีมาตรฐาน (ยา, กายภาพ) แล้วไม่ดีขึ้น เพื่อหาภาวะกระดูกบวมนี้ครับ

Q: ฉีดยาน้ำเลี้ยงข้อเข่าช่วยเรื่องกระดูกบวมได้ไหม? A: ยาน้ำเลี้ยงข้อเข่าช่วยเรื่องการหล่อลื่นผิวข้อ แต่อาจไม่ได้ช่วยลดการบวมในเนื้อกระดูกโดยตรง อย่างไรก็ตาม การลดการเสียดสีที่ผิวข้อก็อาจช่วยลดแรงกระแทกทางอ้อมได้ครับ

Q: ถ้าตรวจเจอว่ากระดูกบวม ต้องผ่าตัดเลยไหม? A: ส่วนใหญ่ "ไม่ต้องผ่าตัด" ครับ การพักการใช้งานและการใช้ยาเฉพาะทางมักจะได้ผลดีมาก หากตรวจเจอตั้งแต่เนิ่นๆ


สรุป 5 ข้อควรจำสำหรับคนปวดเข่าเรื้อรัง

  1. อาการปวดเข่ารุนแรง อาจไม่ได้มาจากผิวข้อเสื่อมเพียงอย่างเดียว แต่อาจเกิดจาก "กระดูกบวม" (BME)

  2. เอกซเรย์ธรรมดามองไม่เห็นภาวะนี้ ต้องใช้ MRI เท่านั้นถึงจะเจอ

  3. สาเหตุหลักเกิดจากแรงกดทับที่มากเกินไป จนกระดูกข้างใน "ช้ำ"

  4. การรักษาที่สำคัญที่สุดคือการ "ลดน้ำหนัก" และ "พักการใช้งาน" เพื่อให้กระดูกซ่อมแซมตัวเอง

  5. หากตรวจพบเร็วและรักษาถูกวิธี สามารถหายขาดได้โดยไม่ต้องผ่าตัด

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ

สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ

Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ปวดเข่า #ข้อเข่าเสื่อม #กระดูกบวม #BoneMarrowEdema #MRIเข่า #ช้ำในกระดูก #ปวดเข่าไม่หาย #กายภาพบำบัด #ฉีดยาข้อเข่า #หมอเก่งกระดูกและข้อ #KneePain #Osteoarthritis #BoneMarrowLesion #Orthopedics #HealthTips



คุณรู้ไหมครับว่า "เข่าเสื่อมระยะสุดท้าย" กับ "เข่าเสื่อมระยะเริ่มต้น" รักษาต่างกันคนละเรื่อง? การเอาของดีราคาแพงฉีดเข้าไปในเข่าที่กระดูกชนกันแล้ว... ผลลัพธ์ที่ได้อาจจะไม่คุ้มค่ากาแฟสักแก้วด้วยซ้ำ!

 


คุณรู้ไหมครับว่า "เข่าเสื่อมระยะสุดท้าย" กับ "เข่าเสื่อมระยะเริ่มต้น" รักษาต่างกันคนละเรื่อง? การเอาของดีราคาแพงฉีดเข้าไปในเข่าที่กระดูกชนกันแล้ว... ผลลัพธ์ที่ได้อาจจะไม่คุ้มค่ากาแฟสักแก้วด้วยซ้ำ!





เมื่อเข่าเสื่อมถึง "ระยะสุดท้าย" ทำไมการฉีดน้ำหล่อเลี้ยงหรือ PRP ถึงไม่ใช่คำตอบสุดท้ายอีกต่อไป?

“หมอครับ... ฉีดยาเข่ามาหลายเข็มแล้ว ทำไมยังเดินไม่ได้เลย?” “หมอคะ... ไม่อยากผ่าตัดเลย มีวิธีอื่นที่ช่วยให้หายปวดในระยะนี้ไหม?”

นี่คือคำถามยอดฮิตที่ผมได้ยินแทบทุกวันในห้องตรวจ สำหรับคนไข้ที่มีอาการ “ข้อเข่าเสื่อมระยะที่ 4” หรือระยะสุดท้าย ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นนั้นไม่ใช่แค่เรื่องของอาการเมื่อยล้า แต่มันคือสัญญาณเตือนว่า “โครงสร้างเข่าของคุณ” กำลังพังทลายลงจนเกินกว่าที่ยาจะช่วยเยียวยาได้เพียงอย่างเดียว

วันนี้ผมอยากจะเล่าเรื่องราวที่จะช่วยให้คุณและครอบครัว เข้าใจความจริงของข้อเข่าเสื่อมระยะสุดท้าย เพื่อที่จะได้เลือกทางเดินที่ถูกต้องที่สุดในการกลับมาเดินได้อีกครั้งครับ


เรื่องเล่าจากคุณป้ามาลินี: เมื่อความสุขในการเดินหายไป

คุณป้ามาลินี อายุ 68 ปี เป็นคนขยัน ชอบทำบุญและไปเที่ยวกับหลานๆ มาก แต่ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา คุณป้าเริ่มมีอาการปวดเข่าอย่างรุนแรง เข่าเริ่มโก่งออกทางด้านข้างอย่างเห็นได้ชัด เวลาเดินจะได้ยินเสียง “กึกกัก” ในข้อเข่าตลอดเวลา

คุณป้าพยายามหาทางรักษาทุกวิถีทาง เพราะ “กลัวการผ่าตัด” เป็นที่สุด ใครบอกว่าฉีดยาอะไรดี คุณป้าไปลองมาหมด ทั้งน้ำหล่อเลี้ยงข้อเข่า (Hyaluronic Acid) และการฉีดเกล็ดเลือดเข้มข้น (PRP) แต่ละครั้งที่ฉีด คุณป้าบอกว่า “หายปวดแค่ไม่กี่สัปดาห์ แล้วก็กลับมาเจ็บใหม่”

จนสุดท้าย คุณป้าแทบจะเดินไปหน้าบ้านไม่ได้ นอนก็นอนไม่หลับเพราะปวดเข่าตลอดคืน คุณภาพชีวิตของคุณป้าแย่ลงเรื่อยๆ จนเริ่มซึมเศร้า เพราะไม่อยากเป็นภาระให้ลูกหลานต้องคอยพยุง นี่คือภาพสะท้อนของคนไข้จำนวนมากที่พยายาม “ยื้อ” ระยะเวลาด้วยการรักษาที่ไม่ตรงจุดในวันที่โรคดำเนินไปไกลแล้วครับ


ทำไมข้อเข่าเสื่อมระยะที่ 4 ถึงฉีดยาไม่ค่อยได้ผล?

ลองจินตนาการว่า “ข้อเข่า” ของเราเหมือนกับ “ยางรถยนต์” ครับ

ในระยะแรกๆ (ระยะที่ 1-2) ยางอาจจะแค่สึกไปบ้าง การเติมลมหรือเคลือบผิวยาง (เปรียบเหมือนการฉีดยา) ยังช่วยให้รถวิ่งต่อได้ดี แต่พอถึง ระยะที่ 4 (Severe Osteoarthritis) มันเหมือนกับยางที่ดอกหมดจนถึงเนื้อเหล็ก แถมกระทะล้อยังคดเบี้ยวอีกต่างหาก

ในระยะนี้ กระดูกอ่อนที่เคยทำหน้าที่เป็น “กันชน” ระหว่างกระดูกสองชิ้นได้สึกหรอไปจนหมดสิ้นแล้ว ทำให้กระดูกแข็งๆ มากระแทกกันโดยตรง (Bone on Bone)

  • น้ำหล่อเลี้ยงข้อเข่า: เปรียบเหมือนการเติมน้ำมันหล่อลื่นเข้าไปในเครื่องยนต์ที่ลูกสูบติดแล้ว มันอาจจะช่วยให้ลื่นขึ้นนิดหน่อยในช่วงสั้นๆ แต่ไม่สามารถซ่อมแซมโครงสร้างที่พังไปแล้วได้

  • การฉีดเกล็ดเลือดเข้มข้น (PRP): คือการนำเลือดของคนไข้มาปั่นเพื่อเอาปัจจัยเร่งการซ่อมแซม (Growth Factors) ฉีดกลับเข้าไป ซึ่งจะได้ผลดีเมื่อยังมีกระดูกอ่อนเหลืออยู่ให้ซ่อมแซม แต่ในระยะที่ 4 ที่กระดูกอ่อนหายไปหมดแล้ว PRP จึงไม่มี “เป้าหมาย” ให้เข้าไปทำงานนั่นเองครับ


ทำความรู้จักกับ "โรคข้อเข่าเสื่อมระยะสุดท้าย" (Severe Knee Osteoarthritis)

โรคข้อเข่าเสื่อม (Knee Osteoarthritis) คือภาวะที่กระดูกอ่อนผิวข้อ (Cartilage) ค่อยๆ สึกหรอและเสื่อมสภาพลง ตามมาด้วยการเปลี่ยนแปลงของกระดูกใต้ผิวข้อ มีการงอกของกระดูกผิดปกติ (Bone Spurs) และการอักเสบของเยื่อบุข้อ

สาเหตุหลัก:

  1. อายุ: ยิ่งอายุมากขึ้น การซ่อมแซมของร่างกายก็ลดลง

  2. น้ำหนักตัว: น้ำหนักที่มากเกินไปจะเพิ่มแรงกดทับต่อข้อเข่าอย่างมหาศาล

  3. การใช้งาน: การนั่งพับเพียบ นั่งยอง หรือการยกของหนักต่อเนื่องนานๆ

  4. อุบัติเหตุ: เคยมีกระดูกหักเข้าข้อ หรือเอ็นเข่าฉีกขาดในอดีต

อาการที่บ่งบอกว่าเป็นระยะที่ 4:

  • ปวดเข่ารุนแรงแม้ขณะพักหรือตอนกลางคืน

  • เข่าผิดรูปชัดเจน (เข่าโก่ง หรือเข่าฉิ่งเข้าหากัน)

  • ข้อเข่าติด ขยับได้ไม่สุด เหยียดไม่สุด งอไม่ได้มาก

  • เดินได้ในระยะทางสั้นๆ ต้องใช้อุปกรณ์ช่วยเดินตลอดเวลา


ปัจจัยเสี่ยงที่คุณควรรู้

  1. พันธุกรรม: หากคุณพ่อคุณแม่เข่าเสื่อม เรามีโอกาสเป็นได้ง่ายขึ้น

  2. เพศ: ผู้หญิงวัยหลังหมดประจำเดือนมีความเสี่ยงสูงกว่าผู้ชาย

  3. โรคประจำตัว: เช่น โรคเก๊าท์ หรือรูมาตอยด์ ที่ทำลายข้อเข่าเรื้อรัง

  4. ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ: กล้ามเนื้อต้นขาที่อ่อนแอ ทำให้เข่าต้องรับภาระหนักขึ้น

  5. ดัชนีมวลกาย (BMI) ที่สูงเกินเกณฑ์


การวินิจฉัย: มั่นใจได้อย่างไรว่าถึงเวลาแล้ว?

เมื่อคุณมาพบหมอ ขั้นตอนสำคัญคือ:

  • การตรวจร่างกาย: หมอจะดูท่าทางการเดิน ประเมินมุมที่เข่าโก่ง และตรวจความมั่นคงของเอ็น

  • การเอกซเรย์ (X-ray): ในท่าชั่งน้ำหนัก (Standing View) จะเห็นชัดเจนว่า "ช่องว่างระหว่างข้อเข่าหายไป" จนกระดูกชนกัน

  • MRI: มักไม่จำเป็นในระยะสุดท้าย ยกเว้นหมอต้องการดูความเสียหายของเนื้อเยื่อส่วนอื่นประกอบ

  • การตรวจเลือด: เพื่อแยกโรคข้ออักเสบชนิดอื่น เช่น รูมาตอยด์


แนวทางการรักษา: จากเบาไปหา "ความยั่งยืน"

การรักษาในระยะที่ 4 มักจะเริ่มจากการประคับประคอง แต่หากไม่ได้ผล การผ่าตัดคือคำตอบครับ

  1. การปรับพฤติกรรม: ลดน้ำหนัก เลี่ยงท่าทางที่ทำร้ายเข่า (แต่ในระยะที่ 4 มักจะช่วยลดปวดได้เพียงเล็กน้อย)

  2. กายภาพบำบัด: เน้นการเพิ่มกล้ามเนื้อต้นขาเพื่อช่วยพยุงเข่า

  3. การใช้ยา: ยากลุ่มต้านการอักเสบ (NSAIDs) ช่วยบรรเทาปวดได้ชั่วคราว แต่ต้องระวังผลข้างเคียงต่อไตและกระเพาะอาหารในผู้สูงอายุ

  4. การฉีดยา: อย่างที่กล่าวไป น้ำหล่อเลี้ยงและ PRP มักได้ผลเพียง "ชั่วคราว" และไม่คุ้มค่าในเชิงผลลัพธ์ระยะยาวสำหรับระยะที่ 4

  5. การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม (Total Knee Arthroplasty): นี่คือมาตรฐานการรักษา (Gold Standard) สำหรับระยะนี้ หมอจะทำการนำผิวข้อที่เสียออกและใส่ผิวข้อที่เป็นโลหะและพลาสติกชนิดพิเศษเข้าไปแทนที่


การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม: ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด

ปัจจุบันเทคโนโลยีการผ่าตัดก้าวหน้าไปมากครับ:

  • เทคนิคแผลเล็ก: ช่วยให้เนื้อเยื่อช้ำน้อยลง เลือดออกน้อย

  • การระงับปวด: มีเทคนิคการบล็อกเส้นประสาทเฉพาะจุด ทำให้หลังผ่าตัดคนไข้แทบไม่รู้สึกเจ็บ

  • การเดิน: คนไข้ส่วนใหญ่สามารถยืนและหัดเดินได้ภายใน 24 ชั่วโมงหลังผ่าตัด

  • ความแม่นยำ: ปัจจุบันมีระบบคอมพิวเตอร์และหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด (Robotic-Assisted) ทำให้การวางตำแหน่งข้อเทียมแม่นยำและใช้งานได้ยาวนานขึ้น


พยากรณ์โรค: ผ่าแล้วจะกลับไปใช้ชีวิตได้แค่ไหน?

  • หายไหม: อาการปวดแบบ "กระดูกชนกัน" จะหายไปเกือบ 100%

  • รักษานานไหม: ผ่าตัดใช้เวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมง อยู่โรงพยาบาล 3-5 วัน และทำกายภาพต่อเนื่อง 1-3 เดือน

  • กลับมาเป็นอีกไหม: ข้อเข่าเทียมรุ่นปัจจุบันมีอายุการใช้งานยาวนานถึง 15-20 ปี หรือมากกว่านั้น หากใช้งานอย่างถูกวิธี


ภาวะแทรกซ้อนหากไม่รักษา

หากปล่อยทิ้งไว้ในระยะที่ 4:

  • เข่าจะโก่งมากขึ้นเรื่อยๆ จนเดินไม่ได้ (Bedbound)

  • กระดูกสะโพกและหลังจะพังตาม เพราะการเดินที่ผิดปกติ

  • ความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและอ้วน เพราะไม่ได้ออกกำลังกาย

  • ภาวะซึมเศร้า จากการสูญเสียอิสรภาพในการใช้ชีวิต


5 วิธีป้องกันและชะลอความเสื่อม (สำหรับเข่าข้างที่ยังดีอยู่)

  1. ควบคุมน้ำหนัก: ทุก 1 กิโลกรัมที่ลดลง จะช่วยลดแรงกดทับที่เข่าได้ถึง 4 กิโลกรัมขณะเดิน

  2. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ: เน้นการว่ายน้ำ หรือปั่นจักรยานอยู่กับที่

  3. บริหารกล้ามเนื้อต้นขา (Quadriceps): ยิ่งกล้ามเนื้อแข็งแรง เข่ายิ่งเสื่อมช้า

  4. เลี่ยงท่าอันตราย: งดการนั่งเก้าอี้เตี้ยๆ นั่งพื้น หรือนั่งยองๆ

  5. รองเท้าที่เหมาะสม: ใส่รองเท้าที่มีพื้นนิ่มและรับแรงกระแทกได้ดี


Q&A ถาม-ตอบ เรื่องเข่าเสื่อมระยะสุดท้าย

Q: อายุ 80 ปีแล้ว ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมได้ไหม? A: ได้ครับ หากร่างกายทั่วไป (หัวใจ ปอด) แข็งแรงและผ่านการประเมินจากอายุรแพทย์ อายุไม่ใช่ข้อจำกัดในการเพิ่มคุณภาพชีวิตครับ

Q: ผ่าตัดแล้วจะงอเข่าได้เหมือนเดิมไหม? A: คนไข้ส่วนใหญ่สามารถงอเข่าได้มากพอสำหรับการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น การนั่งเก้าอี้ หรือเดินขึ้นบันได แต่ไม่แนะนำให้นั่งพับเพียบหรือนั่งยองหลังจากใส่ข้อเทียมครับ

Q: ผ่าตัดเจ็บมากไหม? A: ปัจจุบันเรามีเทคนิคการบริหารจัดการความเจ็บปวดที่ยอดเยี่ยมมาก คนไข้หลายคนบอกว่า "รู้อย่างนี้ผ่าไปนานแล้ว" เพราะความเจ็บหลังผ่าตัดน้อยกว่าความเจ็บจากเข่าเสื่อมที่เป็นมาหลายปีเสียอีกครับ


สรุปประเด็นสำคัญ

  1. ข้อเข่าเสื่อมระยะที่ 4 คือภาวะกระดูกอ่อนหายไปหมดจนกระดูกชนกัน ทำให้การฉีดยาต่างๆ มักไม่ได้ผล

  2. การรักษาด้วยน้ำหล่อเลี้ยงหรือ PRP ในระยะนี้ เป็นเพียงการบรรเทาชั่วคราวและไม่ยั่งยืน

  3. การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมคือทางเลือกที่ช่วยให้คนไข้กลับมาเดินได้ตามปกติและหายปวดอย่างถาวร

  4. เทคโนโลยีปัจจุบันช่วยให้การผ่าตัดปลอดภัย แผลเล็ก และฟื้นตัวไวมาก

  5. อย่าปล่อยให้ความกลัวการผ่าตัดพรากความสุขในช่วงบั้นปลายชีวิตไปจากคุณและคนที่คุณรัก

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ

สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ

Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ข้อเข่าเสื่อม #ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม #ปวดเข่า #เข่าเสื่อมระยะสุดท้าย #หมอเก่งกระดูกและข้อ #PRP #น้ำหล่อเลี้ยงข้อเข่า #กระดูกและข้อ #รักษากระดูก #สุขภาพผู้สูงอายุ #KneeOsteoarthritis #TKA #JointReplacement #KneePain #OrthoExpert


Reference List

  1. Skou ST, Roos EM, Laursen MB, Rathleff MS, Gronne DT, Simonsen O, et al. A randomized, controlled trial of total knee replacement. N Engl J Med. 2015 Oct 22;373(17):1597–1606. doi:10.1056/NEJMoa1505467. PMID: 26488691.
    การทดลองสุ่มนี้เปรียบเทียบผู้ป่วยเข่าเสื่อมรุนแรงที่มีข้อบ่งชี้ผ่าตัด แบ่งเป็นกลุ่มผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าแล้วทำกายภาพต่อ กับกลุ่มที่รักษาแบบไม่ผ่าเพียงอย่างเดียว พบว่ากลุ่มผ่าตัดปวดน้อยลงและเดินทำกิจวัตรได้ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญใน 1 ปี แสดงว่าถ้าเข่าเสื่อมมากแล้ว การผ่าตัดมักให้ผลดีกว่าการทนรักษาด้วยยาอย่างเดียว.

  2. Bannuru RR, Osani MC, Vaysbrot EE, Arden NK, Bennell K, Bierma-Zeinstra SMA, et al. OARSI guidelines for the non-surgical management of knee, hip, and polyarticular osteoarthritis. Osteoarthritis Cartilage. 2019 Nov;27(11):1578–1589. doi:10.1016/j.joca.2019.06.011. PMID: 31278998.
    แนวทาง OARSI นี้เน้นว่าการรักษาเข่าเสื่อมควรเริ่มจากการให้ความรู้ ออกกำลังกายควบคุมน้ำหนัก และใช้ยา/การฉีดเพื่อบรรเทาปวด แต่เมื่อข้อเสื่อมรุนแรงมาก ผลของยาและการฉีดต่าง ๆ มักลดลง การใช้เข็มฉีดยาซ้ำ ๆ จึงอาจไม่ได้ช่วยมากเท่าที่คิด และควรเปิดคุยเรื่องทางเลือกอื่น เช่น ผ่าตัด เมื่ออาการรบกวนชีวิตประจำวันมาก.

  3. Filardo G, Previtali D, Napoli F, Candrian C, Zaffagnini S, Grassi A. PRP injections for the treatment of knee osteoarthritis: a meta-analysis of randomized controlled trials. Cartilage. 2021 Dec;13(1_suppl):364S–375S. doi:10.1177/1947603520931170. PMID: 32551947.
    meta-analysis นี้สรุปว่าการฉีด PRP เข้าข้อเข่าให้ผลลดปวดและเพิ่มการทำงานเหนือกว่ายาฉีดชนิดอื่น โดยผลมักชัดเจนที่ช่วง 6–12 เดือน โดยเฉพาะในคนที่เข่าเสื่อมระยะต้น–กลาง ส่วนในเข่าเสื่อมรุนแรงมาก ผลดีจะลดลงอย่างชัดเจน จึงควรมองว่า PRP เหมาะสำหรับช่วงที่ข้อยังไม่พังมาก มากกว่าหวังผลในระยะสุดท้าย.

  4. Price AJ, Alvand A, Troelsen A, Katz JN, Hooper G, Gray A, et al. Knee replacement. Lancet. 2018 Nov 3;392(10158):1672–1682. doi:10.1016/S0140-6736(18)32344-4. PMID: 30496104.
    บทความนี้สรุปภาพรวมของการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าในยุคปัจจุบัน ว่ามีความปลอดภัยสูงและคุ้มค่ามากในผู้ป่วยเข่าเสื่อมระยะรุนแรงส่วนใหญ่ ข้อเข่าเทียมอยู่ได้นานกว่าสิบปีในคนส่วนใหญ่ และช่วยให้คนไข้กลับมาเดิน ทำกิจกรรม และใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติ แม้ต้องรับความเสี่ยงจากการผ่าตัดบ้าง.

  5. Carr AJ, Robertsson O, Graves S, Price AJ, Arden NK, Judge A, et al. Knee replacement. Lancet. 2012 Apr 7;379(9823):1331–1340. doi:10.1016/S0140-6736(11)60752-6. PMID: 22398175.
    งานรีวิวนี้เน้นว่าการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเป็นหัตถการที่ทำบ่อยและ “สำเร็จสูง” คนไข้ส่วนใหญ่อาการปวดลดลงมาก เดินได้ดีขึ้น และคุณภาพชีวิตดีขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับก่อนผ่าตัด โดยเฉพาะในรายที่เข่าเสื่อมมากจนเดินลำบากอยู่แล้ว ข้อมูล registry ขนาดใหญ่ยังบอกด้วยว่าข้อเข่าเทียมส่วนใหญ่ใช้ได้ยาวนานหลายสิบปี.



วันอังคารที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569

ปวดเข่า ฉีดมาหลายเข็ม เสียเงินไปหลายหมื่น แต่ทำไมยังเดินไม่ได้... หรือเรากำลังรักษาผิดจุด?

 



ฉีดมาหลายเข็ม เสียเงินไปหลายหมื่น แต่ทำไมยังเดินไม่ได้... หรือเรากำลังรักษาผิดจุด?”

นี่คือประโยคที่ผมมักจะได้ยินบ่อย ๆ ในห้องตรวจ เมื่อคนไข้ที่มีอาการปวดเข่าอย่างรุนแรงมาพบผม พร้อมกับประวัติการรักษาที่ยาวเหยียด ทั้งการฉีดน้ำเลี้ยงข้อเข่าเทียม การฉีดเกล็ดเลือดเข้มข้น (PRP) หรือแม้แต่การฉีดสเตียรอยด์ซ้ำ ๆ แต่สุดท้ายอาการก็กลับมาเป็นใหม่ แถมยังแย่ลงกว่าเดิมด้วยซ้ำ

ทำไมถึงเป็นแบบนั้น? วันนี้ผมจะมาไขข้อข้องใจให้ฟังครับ โดยเฉพาะใครที่ถูกวินิจฉัยว่าเป็น “ข้อเข่าเสื่อมระยะสุดท้าย” (Stage 4 Knee Osteoarthritis) บทความนี้อาจช่วยให้คุณประหยัดเงินในกระเป๋าและกลับมาเดินได้คล่องแคล่วอีกครั้งครับ


เรื่องเล่าจากหน้าห้องตรวจ: ป้าสมพรกับเงินก้อนสุดท้าย

ป้าสมพร อายุ 68 ปี เดินกะเผลกเข้ามาหาผมในห้องตรวจด้วยสีหน้าอมทุกข์ ป้าเล่าว่าปวดเข่ามานานกว่า 5 ปีแล้ว ช่วงแรก ๆ ก็พอกินยาแก้ปวดประทังไปได้ แต่ปีหลังมานี้ ปวดจนนอนไม่หลับ เดินไปเข้าห้องน้ำยังลำบาก เข่าเริ่มโก่งผิดรูปจนคนรอบข้างทัก

ป้าสมพรไม่อยากผ่าตัด เพราะกลัวการขึ้นเตียงผ่าตัด กลัววางยาสลบแล้วไม่ฟื้น พอเห็นโฆษณาในโซเชียลมีเดียว่ามี “นวัตกรรมฉีดน้ำเลี้ยงเข่า” หรือ “ฉีดเกล็ดเลือด PRP” ที่ช่วยให้ไม่ต้องผ่าตัด ป้าเลยตัดสินใจเอาเงินเก็บก้อนสุดท้ายไปลองฉีดดู

“หมอคะ ป้าฉีดไป 3 รอบแล้ว หมดไปหลายหมื่น แต่ทำไมเดินแล้วยังเจ็บกระดูกขัดกันกึก ๆ เหมือนเดิมเลยคะ?”

ผมดูฟิล์มเอกซเรย์ของป้าสมพรแล้วถอนหายใจเบา ๆ ด้วยความเห็นใจ เพราะเข่าของป้าสมพรคือ “ข้อเข่าเสื่อมระยะที่ 4” ซึ่งหมายความว่ากระดูกอ่อนที่เคยรองข้อเข่าไว้มัน “ละลายหายไปหมดแล้ว” ครับ


เปรียบเทียบให้เห็นภาพ: เมื่อยางรถยนต์โล้นจนถึงลวด

ลองนึกภาพตามผมนะครับ ข้อเข่าเราเหมือนกับ “ยางรถยนต์” ตอนเรายังหนุ่มสาว ยางเรายังใหม่ ดอกยางหนา วิ่งไปทางไหนก็นุ่มนวล แต่พอใช้ไปนาน ๆ ดอกยางก็เริ่มสึก (ระยะที่ 1-2) ถ้าเราไม่ดูแล หรือใช้งานหนักเกินไป ดอกยางจะหายไปจนเรียบเตียน (ระยะที่ 3) และสุดท้ายใน ระยะที่ 4 มันคือสภาพที่ “ยางโล้นจนเห็นเส้นลวด” ครับ

ในระยะนี้ กระดูกต้นขาและกระดูกหน้าแข้งจะลงมาชนกันโดยตรง ไม่มีตัวรองกระแทกเหลืออยู่เลย ทุกครั้งที่ป้าสมพรก้าวเดิน กระดูกจะสีกันจนเกิดการอักเสบและปวดร้าว

การที่คุณไปฉีดน้ำเลี้ยงข้อเข่า (ซึ่งเปรียบเสมือนการเติมน้ำมันหล่อลื่น) หรือฉีดเกล็ดเลือด PRP (ที่หวังจะไปซ่อมแซมกระดูกอ่อน) ในระยะที่ 4 นี้ มันแทบไม่ต่างอะไรกับการเอาน้ำมันไปทาบนยางที่โล้นจนเห็นลวดครับ มันอาจจะลื่นขึ้นนิดหน่อยแค่ชั่วคราว แต่ "เนื้อยาง" หรือกระดูกอ่อนมันไม่มีเหลือให้ซ่อมแซมแล้วครับ นั่นคือเหตุผลว่าทำไมฉีดไปเท่าไหร่ก็ไม่หายเสียที


ทำความรู้จักกับ “โรคข้อเข่าเสื่อม” (Knee Osteoarthritis)

โรคข้อเข่าเสื่อม คือ ภาวะที่กระดูกอ่อนผิวข้อ (Cartilage) มีการเสื่อมสภาพและสึกหรอตามกาลเวลาและการใช้งาน เมื่อผิวข้อหายไป กระดูกจะเกิดการเสียดสีกัน ทำให้เกิดความเจ็บปวด ข้อยึดติด และผิดรูป

สาเหตุหลัก:

  1. อายุ: เมื่ออายุมากขึ้น เซลล์กระดูกอ่อนจะซ่อมแซมตัวเองได้น้อยลง

  2. น้ำหนักตัว: น้ำหนักที่เกินมาตรฐานทำให้เข่าต้องรับภาระหนักตลอดเวลา

  3. การใช้งาน: การนั่งพับเพียบ นั่งยอง ๆ หรือยกของหนักเป็นเวลานาน

  4. อุบัติเหตุ: เคยมีกระดูกหักเข้าข้อ หรือเอ็นเข่าฉีกขาดมาก่อน


5 ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องระวัง

  1. ดัชนีมวลกาย (BMI) สูงเกิน 25: ทุก ๆ 1 กิโลกรัมที่เพิ่มขึ้น เข่าต้องรับแรงกระแทกเพิ่มขึ้น 3-4 เท่าเวลาเดิน

  2. เพศหญิง: โดยเฉพาะวัยหลังหมดประจำเดือน ฮอร์โมนที่เปลี่ยนไปส่งผลต่อความแข็งแรงของกระดูก

  3. พันธุกรรม: หากคุณพ่อคุณแม่เข่าเสื่อมตั้งแต่อายุน้อย ลูกก็มีโอกาสเสี่ยงมากขึ้น

  4. โรคประจำตัว: เช่น รูมาตอยด์ หรือโรคเก๊าท์ที่ควบคุมได้ไม่ดี

  5. ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต้นขา: กล้ามเนื้อที่อ่อนแอทำให้ข้อเข่าต้องรับแรงกระแทกโดยตรง


การตรวจวินิจฉัย: ไม่ต้องเดาให้เสียเวลา

เมื่อมาพบแพทย์ การวินิจฉัยไม่ได้ยากอย่างที่คิดครับ

  • การตรวจร่างกาย: แพทย์จะดูการเดิน แนวขาว่าโก่งไหม กดเจ็บตรงไหน และลองขยับข้อเข่าเพื่อฟังเสียงกรุบกรับ

  • การเอกซเรย์ (X-ray): นี่คือหัวใจสำคัญครับ โดยต้องเป็นการ “ยืนถ่ายเอกซเรย์” เพื่อดูช่องว่างระหว่างข้อเข่าในขณะรับน้ำหนัก ถ้าเห็นกระดูกชนกันสนิท มีกระดูกงอกแหลมออกมา นั่นคือสัญญาณของระยะที่ 4

  • MRI: มักไม่จำเป็นสำหรับข้อเข่าเสื่อมระยะสุดท้าย ยกเว้นว่าแพทย์ต้องการดูรายละเอียดของหมอนรองกระดูกหรือเอ็นในกรณีที่ผลเอกซเรย์ไม่ชัดเจน


แนวทางการรักษา: เลือกให้ถูกระยะ ประหยัดและได้ผล

การรักษาข้อเข่าเสื่อมมีลำดับขั้นตอนครับ ไม่ใช่ทุกคนต้องจบที่การผ่าตัด

  1. การปรับพฤติกรรม: ลดน้ำหนัก เลี่ยงการนั่งยอง ๆ พับเพียบ หรือขัดสมาธิ

  2. กายภาพบำบัด: เน้นการออกกำลังกายกล้ามเนื้อต้นขา (Quadriceps) เพื่อให้กล้ามเนื้อมาช่วยพยุงเข่าแทนกระดูก

  3. การใช้ยา: ยาแก้ปวดกลุ่มที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) ช่วยลดการอักเสบได้ดี แต่ต้องระวังเรื่องโรคไตและโรคกระเพาะ

  4. การฉีดยาเฉพาะจุด:

    • ในระยะเริ่มต้น (1-2): การฉีดน้ำเลี้ยงเข่า หรือ PRP อาจได้ผลดีในการชะลอความเสื่อม

    • ในระยะสุดท้าย (4): การฉีดเหล่านี้มัก "ไม่ได้ผล" หรือได้ผลสั้นมาก แพทย์อาจใช้การฉีดสเตียรอยด์เพียงเล็กน้อยเพื่อลดการอักเสบในกรณีที่ปวดรุนแรงจนเดินไม่ได้จริง ๆ แต่ไม่ใช่การรักษาที่ยั่งยืน

  5. การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม (Total Knee Arthroplasty): สำหรับคนไข้ระยะที่ 4 การผ่าตัดคือ "ทางออกเดียว" ที่จะเปลี่ยนชีวิตคุณให้กลับมาเดินได้ปกติครับ ปัจจุบันมีเทคโนโลยีการผ่าตัดที่แผลเล็ก เจ็บน้อย และฟื้นตัวไวภายใน 1-2 วันก็เริ่มหัดเดินได้แล้ว


พยากรณ์โรค: ผ่าแล้วหายไหม?

คำถามยอดฮิตคือ "ผ่าแล้วจะกลับมาเดินได้เหมือนเดิมไหม?" คำตอบคือ “ได้ครับ และอาจจะดีกว่าเดิมด้วย” ข้อเข่าเทียมในปัจจุบันมีอายุการใช้งานยาวนานกว่า 20-25 ปี ถ้าดูแลดี ๆ คุณสามารถกลับไปใช้ชีวิต ไปเที่ยว ไปวัด หรือออกกำลังกายเบา ๆ ได้อย่างมีความสุข และโอกาสที่จะกลับมาเป็นซ้ำในข้อเดิมแทบจะเป็นศูนย์ครับ


ภาวะแทรกซ้อน: ถ้าไม่รักษาจะเกิดอะไรขึ้น?

หลายคนกลัวการผ่าตัดจนยอมทนปวด แต่รู้ไหมครับว่าการปล่อยให้เข่าเสื่อมระยะที่ 4 ทิ้งไว้นาน ๆ มีอันตรายกว่าที่คิด

  • ขาโก่งถาวร: กระดูกจะผิดรูปมากขึ้นเรื่อย ๆ จนเดินไขว้กัน

  • กล้ามเนื้อลีบ: เพราะปวดจนไม่กล้าเดิน ทำให้กล้ามเนื้อขาเล็กลงจนไม่มีแรงพยุงตัว

  • โรคซึมเศร้า: การออกไปไหนไม่ได้ ต้องอุดอู้อยู่แต่ในบ้าน ส่งผลต่อจิตใจอย่างมาก

  • อุบัติเหตุ: เข่าที่ไม่มีความมั่นคงทำให้เสี่ยงต่อการล้มและกระดูกสะโพกหัก ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ในผู้สูงอายุ


5 วิธีป้องกัน (สำหรับลูกหลานหรือคนที่ยังไม่เสื่อมถึงระยะ 4)

  1. คุมน้ำหนักตัว: อย่าให้หน้าท้องหนาเกินไป เพราะทุกขีดที่ลดลงคือการช่วยเข่า

  2. ออกกำลังกายในน้ำ: การว่ายน้ำหรือเดินในน้ำช่วยบริหารกล้ามเนื้อโดยไม่มีแรงกระแทก

  3. เปลี่ยนท่านั่ง: เลิกนั่งพื้น นั่งยอง หรือนั่งพับเพียบ เปลี่ยนมานั่งเก้าอี้แทน

  4. ใส่รองเท้าที่เหมาะสม: รองเท้าที่มีแผ่นรองรับแรงกระแทกที่ดี

  5. ฟังเสียงร่างกาย: ถ้าเริ่มปวดเข่าเกิน 2 สัปดาห์ ให้รีบพบแพทย์ อย่ารอจนสายเกินแก้


Q&A: เรื่องที่คนไข้มักถามหมอเก่ง

Q: ฉีด PRP ในระยะที่ 4 ช่วยยืดเวลาผ่าตัดได้ไหม? A: หมอบอกตามตรงว่า "ยากมาก" ครับ เพราะ PRP ต้องการเซลล์กระดูกอ่อนที่เหลืออยู่มาทำงานร่วมกัน เมื่อไม่มีกระดูกอ่อนเหลือแล้ว การฉีดไปจึงมักเป็นการเสียเงินโดยเปล่าประโยชน์ครับ

Q: ผ่าตัดเปลี่ยนเข่าเทียม อันตรายไหมสำหรับคนอายุ 70-80 ปี? A: ปัจจุบันเรามีการตรวจเช็คร่างกายอย่างละเอียดก่อนผ่าตัด ทั้งหัวใจและปอด ถ้าโรคประจำตัวควบคุมได้ดี การผ่าตัดก็มีความปลอดภัยสูงมากครับ

Q: หลังผ่าตัดต้องนอนติดเตียงนานไหม? A: ไม่เลยครับ ส่วนใหญ่หมอจะให้คนไข้เริ่มลุกยืนและหัดเดินด้วยวอล์กเกอร์ภายใน 24 ชั่วโมงหลังผ่าตัด เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนครับ


สรุปประเด็นสำคัญ

  1. ข้อเข่าเสื่อมระยะที่ 4 คือภาวะกระดูกอ่อนสึกจนหมด (กระดูกชนกระดูก) การฉีดสารหล่อลื่นหรือสารบำรุงมักไม่ได้ผล

  2. อย่าหลงเชื่อโฆษณาที่การันตีว่าฉีดแล้วหายขาดในระยะสุดท้าย เพราะเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณโดยไม่จำเป็น

  3. การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมคือมาตรฐานการรักษาที่ดีที่สุดในปัจจุบันสำหรับคนไข้ระยะนี้

  4. เทคโนโลยีการผ่าตัดสมัยใหม่ช่วยให้ฟื้นตัวไว แผลเล็ก และความเสี่ยงต่ำ

  5. การรีบรักษาจะช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อน เช่น ขาโก่งผิดรูป หรือการพลัดตกหกล้ม

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ

สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ

Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ข้อเข่าเสื่อม #ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม #ปวดเข่า #เข่าโก่ง #รักษาเข่าเสื่อมโดยไม่ใช้ยา #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ฉีดPRPเข่า #น้ำเลี้ยงข้อเข่าเทียม #กระดูกอ่อนสึก #สุขภาพผู้สูงอายุ #KneeOsteoarthritis #TotalKneeReplacement #Orthopedics #KneePain #JointHealth


Reference List

  1. Jevsevar DS. Treatment of osteoarthritis of the knee: evidence-based guideline, 2nd edition. J Am Acad Orthop Surg. 2013;21(9):571-576. PMID: 23996984.
    สรุป: แนวทางรักษาข้อเข่าเสื่อมจากผู้เชี่ยวชาญ แนะนำวิธีรักษาที่ได้ผลจริงและไม่แนะนำบางวิธีที่ไม่ได้ผล

  2. Bennell KL, Paterson KL, Metcalf BR, Duong V, Eyles J, Kasza J, et al. Effect of intra-articular platelet-rich plasma vs placebo injection on pain and medial tibial cartilage volume in patients with knee osteoarthritis: the RESTORE randomized clinical trial. JAMA. 2021;326(20):2021-2030. PMID: 34812863.
    สรุป: งานวิจัยพบว่า PRP ไม่ได้ช่วยลดปวดหรือเพิ่มกระดูกอ่อนดีกว่ายาหลอก

  3. McAlindon TE, Bannuru RR, Sullivan MC, Arden NK, Berenbaum F, Bierma-Zeinstra SM, et al. OARSI guidelines for the non-surgical management of knee osteoarthritis. Osteoarthritis Cartilage. 2014;22(3):363-388. PMID: 24462672.
    สรุป: แนวทางดูแลข้อเข่าเสื่อมโดยไม่ผ่าตัด เน้นลดน้ำหนัก ออกกำลังกาย และปรับพฤติกรรม

  4. Price AJ, Alvand A, Troelsen A, Katz JN, Hooper G, Gray A, et al. Knee replacement. Lancet. 2018;392(10158):1672-1682. PMID: 30496122.
    สรุป: อธิบายว่าการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าได้ผลดีมากในผู้ป่วยระยะรุนแรง

  5. Kan HS, Chan PK, Chiu KY, Yan CH, Yeung SS, Ng YL, et al. Non-surgical treatment of knee osteoarthritis. Hong Kong Med J. 2019;25(2):127-133. PMID: 31006037.
    สรุป: อธิบายข้อดีข้อจำกัดของการรักษาแบบไม่ผ่าตัดในแต่ละระยะของโรค



วันจันทร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569

“ปวดเข่า = กระดูกพรุน ต้องกินแคลเซียมเยอะๆ ใช่ไหม?” ความเข้าใจผิดที่ทำให้การรักษาไม่ตรงจุด

 



“ปวดเข่า = กระดูกพรุน ต้องกินแคลเซียมเยอะๆ ใช่ไหม?” ความเข้าใจผิดที่ทำให้การรักษาไม่ตรงจุด

“คุณหมอครับ ปวดเข่ามากเลย สงสัยกระดูกจะพรุน ขอแคลเซียมไปทานเยอะๆ หน่อยได้ไหมครับ?”

นี่คือคำถามยอดฮิตที่ผมมักจะได้ยินในห้องตรวจบ่อยๆ หลายคนพอเริ่มมีอาการปวดข้อ ปวดเข่า สิ่งแรกที่นึกถึงคือ “กระดูกพรุน” และทางออกที่เลือกคือการหาซื้อแคลเซียมมาทานเอง เพราะเชื่อว่ามันจะช่วยให้อาการปวดเข่าหายไป แต่ในความเป็นจริงแล้ว เรื่องนี้มีจุดที่คนส่วนใหญ่เข้าใจคลาดเคลื่อนกันอยู่ครับ


เรื่องเล่าจากคนไข้: ป้าสมศรีกับความเข้าใจผิดเรื่องแคลเซียม

ป้าสมศรี อายุ 62 ปี เป็นแม่บ้านที่ขยันมาก วันหนึ่งป้าเดินเข้ามาหาผมด้วยท่าทางกะเผลก บ่นปวดเข่าทั้งสองข้าง โดยเฉพาะเวลาเดินขึ้นลงบันได หรือตอนลุกจากเก้าอี้ ป้าบอกว่า “หมอ ป้าอุตส่าห์ซื้อแคลเซียมเม็ดฟู่ราคาแพงมากินตั้งหลายเดือน เพราะคิดว่ากระดูกมันพรุนเลยปวด แต่นี่กินจนจะหมดกระปุกที่สามแล้ว ทำไมเข่ายังปวดเหมือนเดิม แถมช่วงหลังๆ มานี้เข่าเริ่มบวมด้วย”

หลังจากผมตรวจร่างกายป้าสมศรีอย่างละเอียดและดูภาพเอกซเรย์ สิ่งที่พบไม่ใช่โรคกระดูกพรุนอย่างที่ป้าเข้าใจ แต่เป็น “โรคข้อเข่าเสื่อม” ครับ ซึ่งการกินแคลเซียมเพียงอย่างเดียวไม่ได้ช่วยให้อาการปวดจากข้อเสื่อมดีขึ้นเลย


ปวดเข่า กับ กระดูกพรุน... เหมือนหรือต่างกันอย่างไร?

ผมอยากให้ลองนึกภาพตามง่ายๆ แบบนี้ครับ ร่างกายเราเหมือนกับ “บ้าน”

โรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) เปรียบเสมือน “อิฐ” ที่ใช้ก่อผนังบ้านมันเปราะและกลวง ถ้าผนังบ้านไม่แข็งแรง วันดีคืนดีผนังอาจจะพังหรือถล่มลงมา (กระดูกหัก) ได้ง่ายๆ โดยที่ก่อนหน้านั้นเราอาจจะไม่รู้สึกเจ็บปวดอะไรเลย ดังนั้น กระดูกพรุนจึงเป็น “ภัยเงียบ” ที่มักไม่มีอาการปวดจนกว่ากระดูกจะหักครับ

โรคข้อเข่าเสื่อม (Knee Osteoarthritis) เปรียบเสมือน “บานพับประตู” ที่สนิมเขรอะหรือจาระบีแห้ง เวลาเปิดปิดประตู (เดินหรือขยับเข่า) จะมีเสียงดังฝืดและเจ็บปวด เพราะผิวสัมผัสของข้อต่อมันสึกหรอ

ดังนั้น การที่ป้าสมศรีปวดเข่า สาเหตุหลักจึงมาจาก “บานพับ” (ข้อต่อ) เสื่อม ไม่ใช่จาก “อิฐ” (เนื้อกระดูก) พรุน การอัดแคลเซียมเข้าไปจึงเป็นการไปเติมอิฐให้แข็งแรงขึ้น แต่ไม่ได้ช่วยหยอดน้ำมันหรือซ่อมบานพับที่พังไปแล้วนั่นเองครับ


ทำความรู้จักกับโรคข้อเข่าเสื่อม (Knee Osteoarthritis)

โรคข้อเข่าเสื่อม คือ การที่กระดูกอ่อนที่คอยรองรับแรงกระแทกในข้อเข่าเกิดการสึกหรอและบางลง เมื่อไม่มีตัวช่วยลดแรงกระแทก กระดูกส่วนปลายของต้นขาและหน้าแข้งจึงเสียดสีกันโดยตรง ทำให้เกิดการอักเสบ ปวด บวม และมีเสียงดังในข้อ

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ:

  • อายุที่มากขึ้น: ร่างกายซ่อมแซมกระดูกอ่อนได้น้อยลง

  • น้ำหนักตัวเกิน: เข่าต้องรับแรงกระแทกหนักกว่าปกติหลายเท่าในทุกก้าวที่เดิน

  • การใช้งานหนัก: เช่น การนั่งพับเพียบ นั่งยอง หรือยกของหนักเป็นเวลานาน

  • พันธุกรรม: บางครอบครัวมีโครงสร้างกระดูกหรือข้อต่อที่เสื่อมง่ายกว่าปกติ

  • อุบัติเหตุเก่า: เคยมีกระดูกเข่าหักหรือเอ็นฉีกขาดในอดีต


จะรู้ได้อย่างไรว่าเราเป็นอะไรกันแน่?

เมื่อมาพบแพทย์ กระบวนการตรวจวินิจฉัยจะมีดังนี้ครับ:

  1. การตรวจร่างกาย: แพทย์จะดูการเคลื่อนไหว ดูตำแหน่งที่ปวด ดูว่าเข่าบวมหรือผิดรูปไหม

  2. เอกซเรย์ (X-ray): วิธีนี้สำคัญที่สุดในการดูข้อเข่าเสื่อม จะเห็นว่าช่องว่างระหว่างข้อแคบลง หรือมีกระดูกงอกออกมา

  3. การตรวจความหนาแน่นกระดูก (Bone Density หรือ DXA Scan): วิธีนี้ใช้สำหรับวินิจฉัย "โรคกระดูกพรุน" โดยเฉพาะ (คนละอย่างกับเอกซเรย์เข่าครับ)

  4. MRI: จะทำในกรณีที่ต้องการดูความละเอียดของหมอนรองกระดูกหรือเอ็นที่ขาดชัดเจนขึ้น


แนวทางการรักษา: ปวดเข่ารักษาอย่างไรให้ตรงจุด?

ข่าวดีคือ ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัดครับ หากเริ่มดูแลตัวเองตั้งแต่เนิ่นๆ

  • ปรับพฤติกรรม: นี่คือหัวใจสำคัญที่สุดครับ ลดการนั่งยอง พับเพียบ และที่สำคัญคือ "ลดน้ำหนัก" หากน้ำหนักลดลงเพียง 5% อาการปวดเข่าจะดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

  • กายภาพบำบัด: การออกกำลังกายเพื่อสร้างกล้ามเนื้อรอบเข่าให้แข็งแรง จะช่วยทำหน้าที่เหมือน “โช้คอัพ” รับแรงกระแทกแทนข้อที่สึกไป

  • การใช้ยา: ยาแก้ปวดลดอักเสบช่วยบรรเทาอาการได้ในระยะสั้น แต่ต้องระวังผลข้างเคียงต่อกระเพาะและไต

  • การฉีดยาเฉพาะจุด: ในรายที่ปวดมาก แพทย์อาจใช้การฉีดน้ำเลี้ยงข้อเข่าเทียม หรือการฉีดยาลดการอักเสบโดยใช้เครื่องอัลตราซาวด์ช่วยระบุตำแหน่งแม่นยำ เพื่อลดความเจ็บปวดโดยตรง

  • การผ่าตัด: จะทำต่อเมื่อรักษาด้วยวิธีอื่นๆ แล้วไม่ได้ผล และคนไข้ใช้ชีวิตประจำวันลำบากมาก เช่น เดินไม่ได้ หรือขาทโก่งผิดรูปมาก


พยากรณ์โรค: หายไหม? กลับมาเป็นอีกหรือเปล่า?

โรคข้อเข่าเสื่อมเป็นเรื่องของความเสื่อมตามวัย จึงไม่สามารถหายขาดได้เหมือนเป็นหวัดครับ แต่เราสามารถ "ชะลอ" และ "ควบคุม" อาการได้ หากดูแลตัวเองดีๆ อาการปวดจะหายไปและกลับมาใช้ชีวิตได้เกือบปกติ แต่ถ้ากลับไปทำพฤติกรรมเดิมๆ เช่น แบกของหนักเกินไป อาการก็อาจกลับมาใหม่ได้เสมอ


5 วิธีป้องกันเข่าพังก่อนวัยอันควร

  1. คุมน้ำหนักตัว: อย่าปล่อยให้อ้วนเกินไป เพราะเข่าคือส่วนที่รับกรรมหนักที่สุด

  2. เลี่ยงท่าทำร้ายเข่า: งดการนั่งยอง นั่งขัดสมาธิ หรือนั่งพับเพียบนานๆ

  3. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ: เน้นกิจกรรมที่แรงกระแทกต่ำ เช่น เดินเร็ว ว่ายน้ำ หรือปั่นจักรยาน

  4. ใส่รองเท้าที่เหมาะสม: รองเท้าควรมีพื้นรองรับแรงกระแทกที่ดี ไม่แข็งจนเกินไป

  5. ฟังเสียงร่างกาย: หากเริ่มมีอาการเจ็บเสียวในเข่า ให้พักและสังเกตอาการ อย่าฝืนใช้งานหนักต่อ


Q&A: เรื่องที่หลายคนอยากรู้

Q: สรุปแล้วเป็นข้อเข่าเสื่อม กินแคลเซียมช่วยไหม? A: แคลเซียมช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของ "เนื้อกระดูก" ป้องกันกระดูกหักจากโรคกระดูกพรุน แต่ไม่ได้มีฤทธิ์ลดปวดหรือซ่อมแซม "ข้อเข่า" โดยตรงครับ

Q: ปวดเข่านานแค่ไหนควรไปหาหมอ? A: หากมีอาการปวดต่อเนื่องเกิน 2 สัปดาห์ ปวดจนนอนไม่หลับ หรือเข่ามีอาการบวมแดงร้อน แนะนำให้พบแพทย์ทันทีครับ

Q: ออกกำลังกายทำให้เข่าเสื่อมเร็วขึ้นไหม? A: การออกกำลังกายที่ถูกวิธี (เช่น ท่าบริหารกล้ามเนื้อต้นขา) ช่วยให้เข่าแข็งแรงขึ้น แต่การวิ่งหนักๆ บนพื้นแข็งอาจทำร้ายเข่าได้หากกล้ามเนื้อไม่แข็งแรงพอ


สรุปประเด็นสำคัญ

  • ปวดเข่าส่วนใหญ่เกิดจากข้อเสื่อม (ปัญหาบานพับ) ไม่ใช่กระดูกพรุน (ปัญหาอิฐผนัง)

  • การกินแคลเซียมช่วยเรื่องความหนาแน่นกระดูก แต่ไม่ได้ช่วยรักษาอาการปวดเข่าเสื่อมโดยตรง

  • น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นคือศัตรูอันดับหนึ่งของข้อเข่า

  • การรักษาเบื้องต้นที่ได้ผลที่สุดคือการปรับพฤติกรรมและการทำกายภาพบำบัด

  • หากมีอาการปวดเรื้อรัง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อแยกโรคให้ชัดเจน จะได้รักษาได้ถูกทาง

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ

สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ

Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ปวดเข่า #ข้อเข่าเสื่อม #กระดูกพรุน #แคลเซียม #ชามือ #ปวดหลัง #รักษาโดยไม่ผ่าตัด #กายภาพบำบัด #เข่าเสื่อม #หมอเก่งกระดูกและข้อ #KneeOsteoarthritis #Osteoporosis #BoneHealth #Orthopedics #JointPain

Reference List

  1. Hunter DJ, Bierma-Zeinstra S. Osteoarthritis. Lancet. 2019 Apr 27;393(10182):1745-1759. doi:10.1016/S0140-6736(19)30417-9. PMID: 31034380.
    บทความนี้สรุปภาพรวมโรคข้อเสื่อมทั้งสาเหตุ กลไกการเสื่อมของข้อ อาการ และวิธีการรักษาหลัก เหมาะใช้เป็นพื้นฐานทำความเข้าใจโรคข้อเข่าเสื่อมแบบกว้างๆ

  2. Katz JN, Arant KR, Loeser RF. Diagnosis and Treatment of Hip and Knee Osteoarthritis: A Review. JAMA. 2021 Feb 9;325(6):568-578. doi:10.1001/jama.2020.22171. PMID: 33560326.
    บทความรีวิวนี้สรุปการวินิจฉัยและการรักษาโรคข้อเสื่อมสะโพกและเข่า ตั้งแต่การซักประวัติ ตรวจร่างกาย เอกซเรย์ ไปจนถึงการออกกำลังกาย ลดน้ำหนัก ยา และการผ่าตัด

  3. Compston JE, McClung MR, Leslie WD. Osteoporosis. Lancet. 2019 Jan 26;393(10169):364-376. doi:10.1016/S0140-6736(18)32112-3. PMID: 30696576.
    บทความนี้อธิบายโรคกระดูกพรุนในผู้สูงอายุ ครอบคลุมสาเหตุ ปัจจัยเสี่ยง การตรวจวัดความหนาแน่นกระดูก และยารักษา ใช้เปรียบเทียบให้เห็นความต่างระหว่าง “ข้อเสื่อม” กับ “กระดูกพรุน” ได้ชัดเจน

  4. Yao Q, Wu X, Tao C, et al. Osteoarthritis: An updated review of pathogenesis and treatment. Semin Arthritis Rheum. 2023 Feb;58:152146. doi:10.1016/j.semarthrit.2022.152146. PMID: 36442403.
    บทความรีวิวทันสมัยนี้เล่ากลไกการเกิดโรคข้อเสื่อมแบบใหม่ เช่น การอักเสบเรื้อรังและการเปลี่ยนแปลงของกระดูกใต้กระดูกอ่อน พร้อมแนวโน้มการรักษาใหม่และการปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน

  5. GBD 2021 Osteoarthritis Collaborators. Global, regional, and national burden of osteoarthritis, 1990-2020 and projections to 2050: a systematic analysis for the Global Burden of Disease Study 2021. Lancet Rheumatol. 2023 Sep;5(9):e508-e522. doi:10.1016/S2665-9913(23)00163-7. PMID: 37675071.
    งานวิจัยขนาดใหญ่ชุดนี้แสดงตัวเลขภาระโรคข้อเสื่อมทั่วโลก แยกตามประเทศ อายุ และเพศ และชี้ว่าอายุที่มากขึ้นและน้ำหนักเกิน/อ้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ทำให้เห็นภาพว่าข้อเสื่อมเป็นปัญหาสาธารณสุขที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ