วันพฤหัสบดีที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

"กินอาหารเสริมแล้วหายเข่าเสื่อม?" ... ความจริงที่โฆษณาอาจไม่ได้บอกคุณทั้งหมด


 


"กินอาหารเสริมแล้วหายเข่าเสื่อม?" ... ความจริงที่โฆษณาอาจไม่ได้บอกคุณทั้งหมด

"หมอคะ ป้ากินยาตัวนี้มา 3 กล่องแล้ว เห็นในทีวีเขาบอกว่ากินแล้วเข่าจะกลับมาดีเหมือนตอนสาวๆ ทำไมป้ายังปวดอยู่เลยคะ?"

นี่คือคำถามสุดคลาสสิกที่คุณป้า "สมศรี" (นามสมมติ) วัย 65 ปี ถามหมอพร้อมกับชูแผงยาอาหารเสริมราคาแพงที่สั่งซื้อมาจากออนไลน์ คุณป้ามีความหวังว่าอาหารเสริมเหล่านี้จะช่วย "สร้างกระดูกอ่อน" ขึ้นมาใหม่ได้เหมือนที่คำโฆษณาว่าไว้ แต่ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นกับเข่าของคุณป้ากลับไม่เป็นอย่างนั้น

วันนี้หมออยากจะมาพูดเรื่องที่เป็น "ความหวัง" ของคนปวดเข่า แต่บ่อยครั้งก็เป็น "ความเข้าใจผิด" ที่ทำให้เสียทั้งเงินและเสียโอกาสในการรักษาที่ถูกต้องครับ


Myth (ความเชื่อ): อาหารเสริมช่วยรักษาเข่าเสื่อมให้หายขาดและสร้างกระดูกใหม่ได้

หลายคนเชื่อว่าการกินคอลลาเจน, กลูโคซามีน หรือสารสกัดจากธรรมชาติบางอย่าง จะเข้าไป "ซ่อมแซม" ผิวกระดูกอ่อนที่สึกหรอไปให้กลับมาเต็มเหมือนเดิมได้

Fact (ความจริง): หลักฐานทางการแพทย์ในปัจจุบันยัง "จำกัด" มากครับ และอาหารเสริมเหล่านี้ "ไม่ใช่การรักษาหลัก" ของโรคข้อเข่าเสื่อม ข้อมูลจากสมาคมโรคข้อระดับสากลส่วนใหญ่ระบุว่า อาหารเสริมอาจช่วยลดอาการปวดได้บ้างในคนไข้บางราย (ผลลัพธ์ไม่แน่นอนในแต่ละคน) แต่ ไม่มี งานวิจัยไหนยืนยันว่ามันสามารถสร้างกระดูกอ่อนที่เสื่อมไปแล้วให้กลับมาใหม่ได้ครับ


ทำไมกินแล้วถึงไม่หาย? (ภาษาชาวบ้าน)

ลองนึกภาพตามหมอนะครับ ผิวกระดูกอ่อนเข่าเราเหมือนกับ "ยางรถยนต์" ที่ถูกใช้งานมานานจนดอกยางสึก

  • อาหารเสริม: เปรียบเสมือนเราพยายามพ่นสเปรย์เคลือบเงายาง หรือกินวิตามินบำรุงยาง
  • ความจริง: เมื่อดอกยางมัน "สึก" ไปจนถึงเนื้อยางแล้ว การกินอะไรเข้าไปมันไม่สามารถทำให้ดอกยางงอกกลับมาใหม่ได้ครับ

ร่างกายเราย่อยอาหารเสริมให้กลายเป็นหน่วยเล็กๆ (กรดอะมิโน) แล้วส่งไปใช้ทั่วร่างกาย ไม่ได้พุ่งตรงไปที่เข่าเพียงอย่างเดียว และที่สำคัญ "ข้อเข่าเสื่อม" เป็นเรื่องของโครงสร้างที่พังไปแล้ว การรักษาจึงต้องเน้นที่การหยุดความเสียหายและบริหารส่วนที่เหลืออยู่ให้แข็งแรงครับ


ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ "อาหารเสริม" เอาไม่อยู่

  • น้ำหนักตัว: ถ้าคุณน้ำหนักเกิน อาหารเสริมกี่ลังก็ช่วยไม่ได้ เพราะแรงกดที่เข่ายังมหาศาลเหมือนเดิม
  • กล้ามเนื้อต้นขาอ่อนแรง: เมื่อเบรก (กล้ามเนื้อ) ไม่อยู่ แรงกระแทกก็ลงที่ข้อโดยตรง
  • ระดับความเสื่อม: ถ้าเข่าเสื่อมระยะสุดท้าย (กระดูกชนกระดูก) การกินอาหารเสริมแทบไม่มีประโยชน์เลยครับ

แล้วจะรักษาเข่าเสื่อมที่ถูกต้องอย่างไร?

หมออยากให้มองการรักษาเป็น "ปิรามิด" ครับ โดยอาหารเสริมอยู่แค่ยอดแหลมเล็กๆ ส่วนฐานที่สำคัญที่สุดคือ:

  1. การปรับพฤติกรรม: ลดน้ำหนัก (ลด 1 กิโล เข่ารับแรงน้อยลง 4 กิโล!), เลี่ยงการนั่งยองหรือขัดสมาธิ
  2. กายภาพบำบัด: ฝึกกล้ามเนื้อต้นขา (Quadriceps) ให้แข็งแรงเพื่อมาช่วยพยุงข้อ
  3. การใช้ยาอย่างเหมาะสม: ยาลดอักเสบในกลุ่มที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) ภายใต้การดูแลของหมอ
  4. การฉีดยาด้วยอัลตราซาวด์นำทาง: เช่น น้ำหล่อเลี้ยงข้อเทียม หรือสารสกัดจากเกล็ดเลือด เพื่อลดการอักเสบอย่างแม่นยำ
  5. การผ่าตัด: ในกรณีที่เสื่อมรุนแรงและวิธีอื่นไม่ได้ผล

พยากรณ์โรค: เราต้องกินยาไปตลอดชีวิตไหม?

เป้าหมายของหมอไม่ใช่การให้คนไข้กินยาตลอดไปครับ แต่คือการทำให้คุณ "กลับไปใช้ชีวิตได้" โดยปวดน้อยที่สุด หากคุณคุมน้ำหนักได้ดีและกล้ามเนื้อแข็งแรง คุณแทบไม่จำเป็นต้องพึ่งอาหารเสริมราคาแพงเลย โรคนี้ไม่หายขาด 100% เพราะเราห้ามอายุไม่ได้ แต่เรา "ชะลอ" ให้มันอยู่กับเราไปได้นานๆ โดยไม่ลำบากครับ


สรุป

อาหารเสริมไม่ใช่ "ยาวิเศษ" และไม่ใช่ทางลัดในการรักษาเข่าเสื่อมครับ หากจะรับประทาน ควรใช้เป็นเพียง "ตัวเสริม" ร่วมกับการรักษาหลัก และที่สำคัญควรปรึกษาแพทย์ก่อนเพื่อไม่ให้เกิดผลข้างเคียงต่อไตหรือโรคประจำตัวอื่นๆ อย่าให้คำโฆษณามาทำให้เราหลงทางจนลืมดูแลพื้นฐานที่สำคัญที่สุด คือการคุมน้ำหนักและการออกกำลังกายครับ

ด้วยความปรารถนาดีจากหมอ ไม่อยากให้เสียเงินฟรีโดยไม่ได้รับผลที่คุ้มค่าครับ

"บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดข้อเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#เข่าเสื่อม #อาหารเสริมเข่า #กลูโคซามีน #คอลลาเจน #ปวดเข่า #หมอเก่ง #ความเชื่อสุขภาพ #รักษาเข่าเสื่อม #คุมน้ำหนัก #กายภาพบำบัดเข่า


References

  1. Brukner P, et al. Brukner & Khan's Clinical Sports Medicine. 5th ed. McGraw-Hill Education; 2017. (สรุป: แนวทางการรักษาโรคข้อเสื่อมที่เน้นการออกกำลังกายและการปรับพฤติกรรมเป็นหลัก)
  2. McAlindon TE, et al. OARSI guidelines for the non-surgical management of knee osteoarthritis. Osteoarthritis Cartilage. 2014;22(3):363-88. (สรุป: คำแนะนำจากสถาบันระดับโลกที่ระบุว่าหลักฐานของอาหารเสริมยังมีจำกัดและไม่แนะนำให้เป็นทางเลือกหลัก)
  3. Runhaar J, et al. The role of diet and exercise and of supplements in osteoarthritis. Rheum Dis Clin North Am. 2021. (สรุป: การเปรียบเทียบประสิทธิภาพระหว่างการคุมอาหาร/ออกกำลังกาย กับการใช้อาหารเสริม)
  4. Jevsevar DS. American Academy of Orthopaedic Surgeons (AAOS) Clinical Practice Guideline on Treatment of Osteoarthritis of the Knee. J Am Acad Orthop Surg. 2013. (สรุป: แนวทางเวชปฏิบัติที่ไม่แนะนำให้ใช้กลูโคซามีนและคอนโดรอิตินเป็นการรักษาหลัก)
  5. Zhu X, et al. Effectiveness and safety of glucosamine and chondroitin for the treatment of osteoarthritis: a meta-analysis. J Orthop Surg Res. 2018. (สรุป: การวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมากพบว่าผลการลดปวดของอาหารเสริมมีความไม่แน่นอนสูง)

เข่าเสื่อมจนเดินไม่ไหว... ถึงเวลาที่ต้อง 'ผ่าตัด' เปลี่ยนข้อเข่าแล้วหรือยัง?"

 

เข่าเสื่อมจนเดินไม่ไหว... ถึงเวลาที่ต้อง 'ผ่าตัด' เปลี่ยนข้อเข่าแล้วหรือยัง?"

"หมอครับ ผมทนปวดมาเป็นปี กินยาก็แล้ว ฉีดยาก็แล้ว แต่วันนี้แค่เดินไปเข้าห้องน้ำยังน้ำตาซึม แบบนี้ผมต้องผ่าตัดอย่างเดียวเลยใช่ไหม?"

คำถามนี้มาจากลุงบุญส่ง (นามสมมติ) ชายวัย 72 ปี ที่เดินกะเผลกเข้ามาพร้อมกับไม้เท้าคู่ใจ ผิวหน้าแกดูอิดโรยเพราะพักผ่อนไม่เพียงพอจากอาการปวดเข่าที่รุมเร้าตอนกลางคืน ลุงบุญส่งเป็นคนกลัวการผ่าตัดมากครับ แกพยายามยื้อทุกวิถีทางจนสุดท้ายร่างกายเริ่มส่งสัญญาณเตือนว่า "ไม่ไหวแล้ว"

หลายคนมักจะถามผมว่า "หมอเก่งครับ มีเกณฑ์อะไรวัดไหมว่าคนไข้คนไหนควรเดินเข้าห้องผ่าตัดได้แล้ว?" วันนี้ผมจะมาสรุปสัญญาณเตือนที่ร่างกายกำลังตะโกนบอกคุณครับ


ความจริงเรื่องการผ่าตัดข้อเข่า

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมในปัจจุบัน ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวเหมือนสมัยก่อนครับ เรามีเทคโนโลยีที่ช่วยให้แผลเล็ก เจ็บน้อย และคนไข้สามารถลุกเดินได้ภายใน 24 ชั่วโมงหลังผ่าตัด แต่ถึงอย่างนั้น หมอกระดูกทุกคนจะยึดหลักการเดียวกันคือ "การผ่าตัดคือทางเลือกสุดท้าย" เมื่อการรักษาด้วยวิธีอื่นไม่ได้ผลแล้วเท่านั้น


5 สัญญาณเตือน: เมื่อไหร่ที่ควรพิจารณาเรื่องผ่าตัด?

หากคุณหรือคนที่คุณรักมีอาการเข้าข่าย 5 ข้อนี้ แสดงว่าข้อเข่าเสื่อมเข้าสู่ระยะรุนแรงแล้วครับ:

  1. ปวดตลอดเวลา แม้ไม่ได้ใช้งาน: ปกติเข่าเสื่อมจะปวดเวลาเดินหรือขึ้นบันได แต่ถ้าขนาดนั่งพักเฉยๆ หรือนอนอยู่บนเตียงตอนกลางคืนก็ยังปวดจนสะดุ้งตื่น แบบนี้แสดงว่าการอักเสบในข้อรุนแรงมาก
  2. ยาและการฉีดเข็มเอาไม่อยู่: กินยาแก้ปวดก็แล้ว ฉีดน้ำหล่อเลี้ยงข้อก็แล้ว แต่อาการดีขึ้นเพียงชั่วคราวหรือไม่ดีขึ้นเลยภายใน 3-6 เดือน
  3. ใช้ชีวิตประจำวันลำบากมาก: เริ่มช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ เดินไปหน้าบ้านไม่ไหว ขึ้นบันไดไม่ได้ หรือแม้แต่การลุกจากโถส้วมก็กลายเป็นเรื่องทรมาน
  4. ขาโก่งผิดรูปชัดเจน: เมื่อกระดูกอ่อนสึกไปจนหมด กระดูกจะเริ่มชนกันและทรุดตัว ทำให้ขาเริ่มโก่งออก (O-shape) หรือฉีกออกจนเดินผิดปกติ
  5. ข้อติดแข็งรุนแรง: เข่าพับไม่ได้ เหยียดไม่สุด ทำให้สูญเสียสมดุลในการเดินและเสี่ยงต่อการหกล้ม

ทำไมถึงต้องผ่าตัด? (กลไกการเกิดโรค)

ในระยะสุดท้ายของโรคข้อเข่าเสื่อม (Osteoarthritis) กระดูกอ่อนที่เคยเป็น "นวม" รองรับการเสียดสีได้สลายไปจนหมดสิ้นครับ สิ่งที่เกิดขึ้นคือกระดูกต้นขาและกระดูกหน้าแข้งมาบดเบียดกันโดยตรง ทุกก้าวที่คุณเดินจึงเหมือนการเอาหินสองก้อนมาขัดกัน

การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม (Total Knee Arthroplasty) คือการเข้าไปตัดเอาส่วนผิวเนื้อกระดูกที่ขรุขระและพังออก แล้วใส่ผิวข้อเทียมที่ทำจากโลหะและโพลีเมอร์ชนิดพิเศษเข้าไปแทนที่ เพื่อให้ข้อกลับมาเคลื่อนไหวได้เรียบและลื่นอีกครั้ง


ขั้นตอนการตรวจวิเคราะห์ก่อนตัดสินใจ

หมอไม่ได้ดูแค่ฟิล์มเอกซเรย์แล้วตัดสินใจผ่าเลยนะครับ เราต้องตรวจอย่างละเอียด:

  • เอกซเรย์ท่าพิจารณาพิเศษ (Standing X-ray): ต้องเอกซเรย์ท่ายืนเพื่อให้เห็นช่องว่างข้อเข่าขณะรับน้ำหนักจริง จะเห็นชัดเจนว่า "กระดูกชนกระดูก" แล้วหรือไม่
  • การตรวจร่างกายเชิงลึก: ดูแนวกระดูกขา ดูองศาการงอ-เหยียด และความมั่นคงของเอ็นรอบเข่า
  • การตรวจเลือดและเตรียมความพร้อมร่างกาย: เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ หมอต้องเช็กโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดัน และหัวใจ เพื่อให้การผ่าตัดปลอดภัยที่สุด

การรักษาและเทคโนโลยีสมัยใหม่

ปัจจุบันเรามีการพัฒนาไปไกลมากครับ:

  • การผ่าตัดแบบแผลเล็ก (MIS): ช่วยลดความบอบช้ำของเนื้อเยื่อ
  • โปรแกรมฟื้นตัวไว (ERAS): การระงับปวดที่มีประสิทธิภาพ ทำให้คนไข้ไม่ต้องทนเจ็บหลังผ่าตัดและหัดเดินได้ทันที

พยากรณ์โรคหลังการผ่าตัด

  • ผลลัพธ์: มากกว่า 90% ของคนไข้จะหายปวดเป็นปลิดทิ้งและกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ปกติ
  • อายุการใช้งาน: ข้อเข่าเทียมรุ่นใหม่ๆ สามารถใช้งานได้นานถึง 15-20 ปี หรือมากกว่านั้นหากดูแลดี
  • โอกาสกลับมาเป็นซ้ำ: น้อยมากครับ เพราะเราเปลี่ยนผิวข้อใหม่ไปแล้ว แต่ต้องระวังเรื่องการติดเชื้อหรืออุบัติเหตุล้มกระแทกแรงๆ

ภาวะแทรกซ้อนหาก "ดื้อ" ไม่ยอมรักษา

การปล่อยให้เข่าพังจนเดินไม่ได้นานเกินไป จะส่งผลเสียร้ายแรงกว่าที่คิด:

  1. กล้ามเนื้อลีบ: พอไม่เดิน กล้ามเนื้อขาจะฝ่อหายไป ทำให้แม้จะผ่าตัดภายหลัง การฟื้นตัวก็จะยากและนานกว่าคนอื่น
  2. กระดูกสันหลังพัง: การเดินกะเผลกจะทำให้กระดูกสันหลังบิดเบี้ยว จนเกิดอาการปวดหลังเรื้อรังหรือหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทตามมา
  3. โรคเรื้อรังกำเริบ: เมื่อออกกำลังกายไม่ได้ เบาหวานและความดันจะควบคุมยากขึ้น น้ำหนักตัวจะยิ่งเพิ่ม ส่งผลเสียต่อหัวใจและปอด

สรุป

หมอเข้าใจดีครับว่าความคิดเรื่องการผ่าตัดเป็นเรื่องใหญ่และน่ากังวลสำหรับทุกคน ความจริงคือไม่ใช่ทุกคนที่มีเข่าเสื่อมจะต้องจบลงที่ห้องผ่าตัดครับ หากเราดูแลตัวเองตั้งแต่เนิ่นๆ บริหารกล้ามเนื้อและคุมน้ำหนักได้ดี เราอาจยืดเวลาออกไปได้เป็นสิบปี บทความนี้มีไว้เพื่อให้ข้อมูลสำหรับกลุ่มที่รักษาด้วยวิธีประคับประคองมาจนสุดทางแล้ว เพื่อเป็นแนวทางให้เขาสามารถกลับมาเดินได้อีกครั้งอย่างปลอดภัยครับ”

การผ่าตัดไม่ใช่เรื่องที่ต้องรีบร้อน แต่ก็ไม่ควรล่าช้าจนเสียโอกาสในการกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีครับ "เป้าหมายของการผ่าตัดไม่ใช่แค่ให้เดินได้ แต่คือการให้คุณได้กลับไปใช้ชีวิตที่รักอีกครั้ง" เหมือนลุงบุญส่งที่ตัดสินใจผ่าตัด และตอนนี้แกสามารถเดินไปทำบุญที่วัดและอุ้มหลานได้โดยไม่มีอาการปวดรบกวนอีกต่อไป

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ผ่าตัดเข่า #เข่าเสื่อม #ข้อเข่าเทียม #ปวดเข่ารุนแรง #ขาโก่ง #รีวิวผ่าตัดเข่า #หมอเก่ง #กระดูกและข้อ #สุขภาพผู้สูงอายุ #ความรู้สุขภาพ


References (อ้างอิง)

  1. Price AJ, et al. (2024). Knee replacement. The Lancet. (สรุป: ข้อมูลครอบคลุมเกี่ยวกับข้อบ่งชี้และผลลัพธ์ของการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมในระดับสากล)
  2. AAOS Clinical Practice Guideline (2023). Surgical Management of Osteoarthritis of the Knee. (สรุป: แนวทางจากสมาคมศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์อเมริกันเรื่องเกณฑ์การตัดสินใจผ่าตัดเข่าเสื่อม)
  3. Gronne H, et al. (2025). *Patient-reported outcomes after total knee arthroplasty: A 10-year follow-up.*Osteoarthritis and Cartilage. (สรุป: การติดตามผลระยะยาว 10 ปีหลังผ่าตัด พบว่าคุณภาพชีวิตคนไข้ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ)
  4. Hofstede SN, et al. (2024). Preoperative predictors for outcomes after total hip and knee arthroplasty. BMC Musculoskeletal Disorders. (สรุป: ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จของการผ่าตัดและการเตรียมตัวก่อนผ่าตัด)
  5. Katz JN, et al. (2023). Diagnosis and Management of Osteoarthritis of the Knee. New England Journal of Medicine. (สรุป: การวินิจฉัยและทางเลือกการรักษาข้อเข่าเสื่อมตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจนถึงระยะผ่าตัด)

ปวดเข่าจนลุกไม่ไหว จะซื้อยาบำรุงข้อมากินเอง... ตกลงมันช่วยได้จริง หรือแค่เสียเงินฟรี?"

 

ปวดเข่าจนลุกไม่ไหว จะซื้อยาบำรุงข้อมากินเอง... ตกลงมันช่วยได้จริง หรือแค่เสียเงินฟรี?"

"หมอครับ ผมเห็นโฆษณาในเน็ตบอกว่ากินตัวนี้แล้วเข่าหายก๊อบแก๊บ เดินได้ปร๋อเหมือนย้อนวัย อันนี้เชื่อได้แค่ไหนครับ?" เสียงของลุงสมชาย (นามสมมติ) ชายวัย 65 ปี ถามผมด้วยความสงสัย ในมือถือขวดอาหารเสริมยี่ห้อดังที่เพื่อนบ้านแนะนำมา

ลุงสมชายมีปัญหาข้อเข่าเสื่อมตามวัยครับ แกบ่นว่าปวดทุกครั้งที่ลุกนั่ง ขึ้นบันไดก็ลำบาก พอเห็นโฆษณาที่บอกว่า "ไม่ต้องผ่าตัด แค่กินก็หาย" แกก็ตาโต อยากลองซื้อมาทานดู แต่ยังกล้าๆ กลัวๆ เลยหอบขวดยามาถามผมถึงห้องตรวจ


ความจริงที่หลายคนอาจยังไม่รู้

เรื่อง "ยาบำรุงข้อ" หรือ "อาหารเสริมแก้ปวดเข่า" เป็นคำถามยอดฮิตอันดับหนึ่งในห้องตรวจหมอกระดูกเลยครับ ความจริงคือ ข้อเข่าเราไม่ได้เหมือนยางรถยนต์ที่พอแบนแล้วจะปะหรือเติมลมให้กลับมาเต็มได้ง่ายๆ ขนาดนั้น

คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดว่า ยาบำรุงเข่าจะเข้าไป "เติมกระดูกอ่อน" ที่สึกไปให้กลับมาหนาเท่าเดิมเหมือนตอนเป็นวัยรุ่น ซึ่งในทางหลักฐานทางการแพทย์ปัจจุบัน ยังไม่มีสารตัวไหนทำได้ขนาดนั้นครับ แต่มันมีหน้าที่อื่นที่พอจะช่วยเราได้บ้าง ถ้าเราใช้ให้ถูกคน ถูกเวลา และถูกวิธี


เข่าเสื่อมเกิดจากอะไร? ทำไมถึงปวด?

ลองจินตนาการว่าข้อเข่าเราเหมือน "โช้คอัพรถยนต์" ครับ ตรงปลายกระดูกจะมี "กระดูกอ่อนผิวข้อ" ซึ่งเรียบ ลื่น และนุ่มเหมือนเยลลี่ ทำหน้าที่รองรับแรงกระแทก

เมื่อเราใช้งานมานานหลายสิบปี หรือน้ำหนักตัวเยอะเกินไป กระดูกอ่อนที่ว่านี้จะเริ่มบางลง ขรุขระ และค่อยๆ สึกไปจนถึงเนื้อกระดูก พอกระดูกแข็งๆ สองชิ้นมาเสียดสีกันโดยไม่มีตัวกั้น ผลที่ตามมาคือ:

  • การอักเสบ: ร่างกายจะส่งสัญญาณเตือนเป็นความเจ็บปวด
  • เสียงในข้อ: เวลาเดินจะมีเสียง ก๊อบแก๊บ เพราะผิวที่ขรุขระเสียดสีกัน
  • ข้อติด: ลุกนั่งลำบาก เหยียดเข่าไม่สุด หรือพับเข่าไม่ได้

ยาบำรุงข้อที่ขายกันเกลื่อน... ตกลงมีอะไรบ้าง?

สารที่อยู่ในโฆษณาส่วนใหญ่ที่ลุงสมชายเห็น มักจะมี 3 ตัวหลักๆ ครับ:

  1. กลูโคซามีน (Glucosamine): สารตัวนี้เป็นส่วนประกอบของน้ำหล่อเลี้ยงข้อ ช่วยลดการสลายของกระดูกอ่อนได้บ้าง แต่ต้องใช้เวลากินนาน 2-3 เดือนถึงจะเริ่มเห็นผล
  2. คอนโดรทิน (Chondroitin): มักใส่มาคู่กับตัวแรก ช่วยดึงน้ำเข้าสู่กระดูกอ่อนให้มีความยืดหยุ่น
  3. คอลลาเจนชนิดที่ 2 (UC-II): ตัวนี้กำลังดังครับ ช่วยลดการอักเสบในข้อเข่าได้ดีกว่าคอลลาเจนทั่วไปที่กินเพื่อผิวพรรณ

กินแล้วช่วยไหม? จากงานวิจัยล่าสุดพบว่า สารเหล่านี้ "อาจจะ" ช่วยลดอาการปวดได้ในคนที่เพิ่งเริ่มมีอาการเข่าเสื่อมระยะแรกๆ ครับ แต่มันไม่ได้ทำให้กระดูกที่เสื่อมไปแล้วกลับมางอกใหม่ และถ้าเข่าเสื่อมถึงขั้นรุนแรง (กระดูกชนกันแล้ว) การกินยาบำรุงพวกนี้มักจะได้ผลน้อยมากจนแทบไม่รู้สึกเลย


ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ "เข่าพัง" เร็วกว่าปกติ

  • น้ำหนักตัว: ทุกๆ 1 กิโลกรัมที่เพิ่มขึ้น เข่าต้องรับแรงกระแทกเพิ่มขึ้น 3-4 เท่าเวลาเดิน
  • ท่าทางในชีวิตประจำวัน: การนั่งพับเพียบ นั่งขัดสมาธิ นั่งยองๆ นานๆ เป็นศัตรูตัวฉกาจของเข่า
  • อายุและการใช้งาน: ยิ่งใช้นาน ยิ่งสึกมากตามกาลเวลา
  • อุบัติเหตุในอดีต: เคยเอ็นเข่าขาด หรือหมอนรองกระดูกฉีกขาดมาก่อน

ขั้นตอนการตรวจเบื้องต้น (ไม่ต้องกลัวครับ ไม่เจ็บ)

หากมาหาหมอ เราจะเริ่มจากขั้นตอนง่ายๆ เพื่อดูว่า "สึกไปแค่ไหนแล้ว":

  • ซักประวัติและตรวจร่างกาย: หมอจะขยับเข่า ดูจุดที่ปวด และดูความมั่นคงของข้อ
  • เอกซเรย์ (X-ray): เป็นวิธีที่ง่ายและสำคัญที่สุด จะเห็นเลยว่าช่องว่างระหว่างข้อแคบลงไหม มีกระดูกงอกหรือเปล่า
  • อัลตราซาวด์ (Ultrasound): ใช้ดูการอักเสบของเนื้อเยื่อรอบๆ หรือดูว่ามีน้ำในข้อเยอะเกินไปไหม
  • MRI: จะทำก็ต่อเมื่อหมอสงสัยว่ามีเอ็นขาด หรือหมอนรองกระดูกฉีกขาดที่มองไม่เห็นในเอกซเรย์ธรรมดา

แนวทางการรักษาแบบ "ครบวงจร" (ไม่ใช่แค่กินยา)

การรักษาเข่าเสื่อมที่ดีที่สุดคือการทำหลายอย่างควบคู่กันครับ:

  1. ปรับพฤติกรรม: ลดน้ำหนัก เลี่ยงการนั่งยองๆ และบริหารกล้ามเนื้อรอบเข่าให้แข็งแรง (สำคัญที่สุด!)
  2. ยาแก้ปวด/แก้อักเสบ: ใช้ในช่วงที่มีอาการปวดเฉียบพลัน ไม่ควรซื้อกินเองต่อเนื่องนานๆ เพราะมีผลต่อไตและกระเพาะ
  3. การฉีดยาด้วยอัลตราซาวด์: เดี๋ยวนี้เรามีเทคโนโลยีที่ช่วยให้แม่นยำมาก
    • ฉีดน้ำหล่อเลี้ยงข้อเทียม: เหมือนเติมน้ำมันหล่อลื่นให้โช้คอัพ ช่วยลดอาการฝืดและปวด
    • ฉีดสารสกัดจากเกล็ดเลือด (PRP): ใช้เลือดตัวเองมาปั่นเพื่อสกัดสารซ่อมแซมไปฉีดที่เข่า
  4. การผ่าตัด: จะเป็นทางเลือกสุดท้ายเมื่อการรักษาอื่นไม่ได้ผล และคนใช้ชีวิตลำบากมากจริงๆ ครับ

พยากรณ์โรค: จะหายขาดไหม?

โรคข้อเข่าเสื่อมเป็นเรื่องของ "ความเสื่อมตามวัย" ครับ เราไม่สามารถย้อนเวลาให้เข่ากลับไปอายุ 20 ได้ แต่เรา "ชะลอ" มันได้ครับ

  • หากดูแลดี กล้ามเนื้อแข็งแรง น้ำหนักตัวเหมาะสม คุณจะสามารถใช้เข่าเดิมไปได้ตลอดชีวิตโดยไม่ปวด
  • แต่ถ้าปล่อยทิ้งไว้ โรคจะดำเนินไปเรื่อยๆ จนข้อผิดรูป (ขาโก่ง) และสุดท้ายอาจต้องลงเอยด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม

ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องระวัง

หากปล่อยให้เข่าเสื่อมรุนแรงโดยไม่รักษา:

  • ขาโก่งผิดรูป: ทำให้เดินลำบากและเสียบุคลิกภาพ
  • ปวดหลังตามมา: เพราะพอเดินกะเผลก ร่างกายจะพยายามปรับสมดุลจนส่งผลเสียต่อกระดูกสันหลัง
  • ภาวะซึมเศร้า: จากการที่ไปไหนมาไหนไม่ได้เหมือนเดิม ต้องอยู่แต่ในบ้าน

สรุป

หมอเข้าใจและเคารพในประสบการณ์การใช้สารเสริมของแต่ละท่านครับ ร่างกายของคนเรามีการตอบสนองต่อสารต่างๆ ไม่เหมือนกัน บางท่านทานแล้วรู้สึกดีขึ้นมากซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดีครับ บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอข้อมูลตามหลักฐานทางวิชาการในภาพรวม เพื่อให้ผู้ที่ยังไม่ได้เริ่มใช้มีข้อมูลประกอบการตัดสินใจ และย้ำเตือนว่าการรักษาหลักอย่างการคุมน้ำหนักและบริหารกล้ามเนื้อนั้นสำคัญไม่แพ้การทานยา เพื่อผลการรักษาที่ยั่งยืนที่สุดครับ”

ยาบำรุงข้อหรืออาหารเสริม ไม่ใช่ยาเทวดา ที่จะเสกให้เข่าหายเสื่อมได้ทันทีครับ มันมีประโยชน์ในแง่ของ "ตัวช่วยเสริม" เพื่อลดอาการอักเสบและช่วยเรื่องน้ำหล่อเลี้ยงในระยะแรกๆ เท่านั้น

สิ่งสำคัญกว่ายาคือ "การปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิต" และการปรึกษาแพทย์เพื่อวินิจฉัยให้ตรงจุด จะได้ไม่ต้องเสียเงินซื้อยาที่อาจไม่จำเป็น หรือพลาดโอกาสในการรักษาที่ถูกต้องไปครับ

"บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ปวดเข่า #เข่าเสื่อม #ยาบำรุงข้อ #กลูโคซามีน #คอลลาเจน #สุขภาพผู้สูงอายุ #หมอเก่ง #กระดูกและข้อ #ฉีดน้ำหล่อเลี้ยงข้อ #ไม่ต้องผ่าตัด


References (อ้างอิง)

  1. Bennell KL, et al. (2024). Update on the management of osteoarthritis. Medical Journal of Australia. (สรุป: ข้อมูลล่าสุดเรื่องการจัดการข้อเสื่อมที่เน้นการออกกำลังกายและการคุมน้ำหนักเป็นหลักร่วมกับการใช้ยา)
  2. McAlindon TE, et al. (2023). *Glucosamine and Chondroitin for Knee Osteoarthritis: A Systematic Review.*Osteoarthritis and Cartilage. (สรุป: การทบทวนงานวิจัยพบว่าสารเสริมช่วยลดปวดได้ในระดับปานกลางและให้ผลดีในบางกลุ่มเท่านั้น)
  3. Kolasinski SL, et al. (2020). 2019 American College of Rheumatology Guideline for the Management of Osteoarthritis of the Hand, Hip, and Knee. (สรุป: แนวทางเวชปฏิบัติสากลที่แนะนำขั้นตอนการรักษาตั้งแต่พฤติกรรมไปจนถึงการใช้ยา)
  4. Lugo JP, et al. (2022). Efficacy and tolerability of undenatured type II collagen (UC-II) in joints: a review. Journal of Dietary Supplements. (สรุป: การศึกษาประสิทธิภาพของคอลลาเจนชนิดที่ 2 ในการลดอาการปวดและอักเสบในข้อเข่า)
  5. Hunter DJ, et al. (2025). The landscape of osteoarthritis management in the aging population. Lancet Healthy Longevity. (สรุป: ภาพรวมการรักษาข้อเสื่อมในผู้สูงอายุโดยเน้นความปลอดภัยและการรักษาที่ไม่ใช่การผ่าตัด)

วันจันทร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

เข่าบวม... ไม่ใช่แค่เรื่องแก่ แต่เป็น "สัญญาณเตือน" จากร่างกายที่ผู้หญิงวัย 50 ต้องรู้

 

เข่าบวม... ไม่ใช่แค่เรื่องแก่ แต่เป็น "สัญญาณเตือน" จากร่างกายที่ผู้หญิงวัย 50 ต้องรู้

“คุณหมอคะ ปกติดิฉันดูแลตัวเองดีมาก ผิวพรรณหน้าตาก็ดูอ่อนกว่าวัย แต่ช่วงสัปดาห์นี้เข่าข้างซ้ายมันบวมเป่งขึ้นมาเฉยๆ เลยค่ะ ไม่ได้ล้ม ไม่ได้กระแทก เวลาเดินมันตึงๆ หนักๆ เหมือนมีน้ำอยู่ข้างในเข่า ใส่กระโปรงสั้นแล้วไม่มั่นใจเลยค่ะ เพราะเข่าสองข้างดูไม่เท่ากัน แบบนี้คือเข่าเสื่อมแล้วใช่ไหมคะ?”

นี่คือคำถามจากคุณวิ (นามสมมติ) คนไข้สาวสวยวัย 50 ปี ที่ยังดูเป๊ะตั้งแต่หัวจรดเท้า แต่ต้องมากังวลกับอาการ "เข่าบวม" ที่ทำให้เสียบุคลิกและเริ่มใช้ชีวิตลำบาก อาการเข่าบวมในผู้หญิงวัยนี้ไม่ได้แปลว่าต้องเป็นคนแก่เสมอไปครับ แต่มันคือปฏิกิริยาของร่างกายที่บอกว่า "ข้างในเข่ากำลังมีปัญหา"


เข่าบวมคืออะไร? น้ำมาจากไหน?

ในข้อเข่าของเราจะมี "น้ำหล่อเลี้ยงข้อ" (Synovial Fluid) ทำหน้าที่เหมือนน้ำมันหล่อลื่นครับ ปกติจะมีอยู่เพียงเล็กน้อยเพื่อให้เข่าขยับได้ลื่น แต่เมื่อเกิดการบาดเจ็บหรืออักเสบขึ้นภายใน เยื่อบุข้อจะทำหน้าที่เหมือนก๊อกน้ำที่เสีย คือ "เร่งผลิตน้ำออกมามากกว่าปกติ" จนทำให้เข่าดูบวมตุ่ยเหมือนมีถุงน้ำอยู่ข้างในครับ


สาเหตุยอดฮิต: ทำไมหญิงวัย 50 ถึงเข่าบวม?

  1. ข้อเข่าเสื่อมระยะเริ่มต้น (Early Osteoarthritis): แม้หน้าตาจะดูเด็ก แต่กระดูกอ่อนข้างในอาจเริ่มสึกหรอตามการใช้งาน เมื่อผิวข้อเริ่มขรุขระ เวลาเดินจะเกิดการเสียดสีจนเยื่อบุข้ออักเสบและผลิตน้ำออกมาบวม
  2. ถุงน้ำหลังข้อเข่า (Baker's Cyst): บางครั้งน้ำที่สร้างมากเกินไปจะถูกดันไปรวมกันเป็นก้อนนูนที่ข้อพับหลังเข่า ทำให้รู้สึกตึงเวลาพับขา
  3. หมอนรองกระดูกเข่าฉีกขาด (Meniscus Tear): ในวัย 50 หมอนรองกระดูกจะเริ่มกรอบและเปราะขึ้น แค่บิดเข่าผิดจังหวะ หรือลุกนั่งเร็วๆ ก็อาจทำให้มันฉีกขาดเล็กน้อยจนเข่าบวมได้
  4. โรคข้ออักเสบจากระบบภายใน: เช่น โรครูมาตอยด์ หรือโรคเก๊าท์ (ซึ่งพบได้บ่อยขึ้นในผู้หญิงหลังหมดประจำเดือน)
  5. การอักเสบจากเส้นเอ็นรอบเข่า: เช่น การเดินเยอะเกินไป หรือใส่ส้นสูงนานๆ ทำให้เส้นเอ็นอักเสบและบวมลามไปทั้งข้อ

แนวทางการตรวจ: หมอหาคำตอบอย่างไร?

  • ตรวจร่างกาย: หมอจะลองคลำและทดสอบ "แรงดันน้ำ" ในเข่า (Patellar Tap Test) เพื่อเช็กว่าบวมจากน้ำหรือบวมจากเนื้อเยื่อ
  • เอกซเรย์ (X-ray): ดูช่องว่างระหว่างข้อว่าแคบลงไหม มีกระดูกงอกหรือยัง เพื่อวินิจฉัยภาวะข้อเสื่อม
  • อัลตราซาวด์ (Ultrasound): วิธีนี้ดีมากครับ หมอจะเห็นปริมาณน้ำในข้อและดูว่ามีถุงน้ำหรือเส้นเอ็นฉีกขาดไหมแบบชัดๆ ในห้องตรวจเลย
  • MRI: จะทำในกรณีที่สงสัยว่าหมอนรองกระดูกหรือเอ็นไขว้หน้าฉีกขาด เพื่อวางแผนการรักษาที่แม่นยำ

วิธีรักษา: ลดบวม คืนเข่าสวย

  • เจาะน้ำออก: หากน้ำเยอะจนตึงมาก การเจาะเอาน้ำส่วนเกินออกจะช่วยลดปวดได้ทันที และน้ำที่เจาะออกมายังส่งตรวจเพื่อหาต้นเหตุได้ด้วยครับ
  • การฉีดยาลดอักเสบด้วย Ultrasound: เพื่อความแม่นยำ หมอจะใช้เครื่องอัลตราซาวด์นำทางเพื่อฉีดยาเข้าไปในจุดที่อักเสบที่สุด ช่วยให้เข่ายุบบวมเร็วขึ้น
  • R.I.C.E: ประคบเย็นบ่อยๆ และยกขาสูงเพื่อช่วยระบายน้ำกลับเข้าสู่ระบบไหลเวียน
  • ปรับเปลี่ยนรองเท้า: ลดการใส่ส้นสูง เปลี่ยนมาใส่รองเท้าที่รับแรงกระแทกได้ดี
  • เสริมกล้ามเนื้อหน้าขา: เพื่อให้กล้ามเนื้อช่วยรับแรงแทนข้อเข่า ลดการเสียดสีที่ทำให้เกิดน้ำ

พยากรณ์โรค: จะกลับมาสวยเหมือนเดิมไหม?

ส่วนใหญ่หากตรวจพบสาเหตุเร็วและรักษาที่ต้นเหตุ เข่าจะยุบบวมและกลับมาเรียบเนียนเท่ากันสองข้างได้ครับ แต่หัวใจสำคัญคือการ "คุมน้ำหนัก" และ "ไม่ฝืนใช้งาน" ในช่วงที่เข่ายังบวมอยู่ เพื่อป้องกันไม่ให้กระดูกอ่อนสึกหรอถาวรครับ


สรุป

  1. เข่าบวม: คือสัญญาณการอักเสบภายใน ไม่ใช่เรื่องปกติของคนวัย 50
  2. สาเหตุ: มีตั้งแต่ข้อเสื่อม หมอนรองกระดูกฉีก ไปจนถึงโรคข้ออักเสบ
  3. การรักษา: เน้นลดการอักเสบและเจาะน้ำส่วนเกินออกภายใต้การดูแลของแพทย์
  4. ป้องกัน: เสริมกล้ามเนื้อหน้าขาและเลี่ยงรองเท้าส้นสูง

สรุป

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#เข่าบวม #ข้อเข่าเสื่อม #ผู้หญิงวัย50 #ปวดเข่า #น้ำในข้อเข่า #BakersCyst #หมอกระดูก #หมอเก่ง #ดูแลเข่า #สุขภาพผู้หญิง


References

  1. Hsu H, et al. Knee Effusion Assessment and Management. StatPearls. 2024. (อธิบายกลไกการเกิดน้ำในข้อเข่าและการรักษาอย่างเป็นระบบ)
  2. American Academy of Orthopaedic Surgeons (AAOS). Osteoarthritis of the Knee. 2023. (แนวทางการวินิจฉัยข้อเข่าเสื่อมในวัยกลางคน)
  3. Journal of Orthopaedic Surgery and Research. Effectiveness of ultrasound-guided knee aspiration. 2022. (ยืนยันความแม่นยำของการเจาะน้ำในข้อด้วยอัลตราซาวด์)
  4. Standard Textbook of Orthopaedics. Meniscal injuries in the aging knee. 2023. (อธิบายความเปราะบางของหมอนรองกระดูกในวัย 50+)
  5. Mayo Clinic. Swollen Knee (Water on the knee) Diagnosis. 2025. (ข้อมูลสาเหตุและปัจจัยเสี่ยงสำหรับผู้ป่วย)

คุมน้ำหนักอย่างไร? ให้เข่าพังช้าลง (เทคนิคลดน้ำหนักเพื่อคนปวดข้อ)

 

น้ำหนักตัวลด 1 กิโล เข่าเบาสบายขึ้น 4 เท่า! เทคนิคลดน้ำหนักฉบับ "คนปวดข้อ" ที่ทำได้จริง ไม่ต้องวิ่งให้เข่าพัง

"หมอครับ ผมก็อยากลดน้ำหนักนะ แต่มันปวดเข่าจนเดินไม่ไหว แล้วจะไปออกกำลังกายยังไง?"

นี่คือประโยคสุดคลาสสิกที่คนไข้มักจะบ่นกับผมครับ และมันคือ "วงจรปิดตาย" ของคนปวดเข่า คือ พอน้ำหนักเยอะ -> ปวดเข่า -> เคลื่อนไหวไม่ได้ -> ยิ่งอ้วนขึ้น -> เข่ายิ่งพัง สุดท้ายก็จบลงที่การต้องผ่าตัดก่อนวัยอันควร ทั้งที่จริง ๆ แล้วเราสามารถหยุดวงจรนี้ได้ ถ้าเรามีเทคนิคการลดน้ำหนักที่ "ถูกต้อง" สำหรับคนปวดข้อโดยเฉพาะครับ


"แค่ลดได้ 5 กิโล ป้าก็ไม่ต้องกินยาแก้ปวดแล้ว"

ผมมีคนไข้ชื่อคุณป้าสมพร (นามสมมติ) อายุ 62 ปี ป้าหนัก 85 กิโลกรัม ปวดเข่าจนต้องกินยาแก้ปวดทุกวัน ป้าเคยพยายามไปเดินเร็วที่สวนสาธารณะตามที่คนอื่นบอก ผลคือเข่าบวมอักเสบจนเดินไม่ได้ไป 3 วัน ป้าท้อมากจนมาหาผม

ผมเลยปรับแผนให้ป้าใหม่ "ป้าครับ เราจะไม่เน้นไปเดินเยอะ ๆ แต่เราจะเน้นปรับการกินและออกกำลังกายในน้ำแทน" เชื่อไหมครับว่า ผ่านไป 3 เดือน ป้าสมพรน้ำหนักลดไป 5 กิโลกรัม อาการปวดเข่าหายไปกว่า 70% โดยไม่ต้องพึ่งยาแก้ปวด และไม่ต้องเข้าห้องผ่าตัดเลยครับ


ทำไมน้ำหนักถึงสัมพันธ์กับเข่า? (คณิตศาสตร์ของข้อเข่า)

รู้ไหมครับว่า ในขณะที่เรา "ก้าวเดิน" ปกติ แรงที่กดลงบนข้อเข่าจะเท่ากับ 3-4 เท่าของน้ำหนักตัว * ถ้าคุณน้ำหนักเกินมาตรฐานไป 10 กิโลกรัม ทุกครั้งที่คุณก้าวเท้า เข่าของคุณต้องแบกรับแรงกดเพิ่มขึ้นถึง 30-40 กิโลกรัม ในทุก ๆ ก้าว!

  • และถ้าคุณ "ขึ้นบันได" แรงกดจะเพิ่มขึ้นเป็น 7 เท่า ของน้ำหนักตัวทันที

ดังนั้น การลดน้ำหนักเพียงนิดเดียว จึงส่งผลมหาศาลต่อการรักษาเข่าของคุณครับ


เทคนิคลดน้ำหนักเพื่อคนปวดข้อ

1. ปรับการกินด้วยสูตร 2:1:1 (หัวใจสำคัญ 80%)

คนปวดเข่าที่ขยับตัวได้น้อย ต้องเน้นคุมอาหารเป็นหลักครับ ให้แบ่งจานข้าวเป็น 4 ส่วน:

  • ผัก 2 ส่วน: ผักใบเขียว ผักต้ม (ช่วยให้อิ่มและได้ไฟเบอร์)
  • แป้ง 1 ส่วน: เน้นข้าวไม่ขัดสี หรือธัญพืช
  • โปรตีน 1 ส่วน: เน้นปลา อกไก่ หรือถั่ว (โปรตีนสำคัญมากในการสร้างกล้ามเนื้อมาพยุงเข่า)

2. เลือกการออกกำลังกายแบบ "แรงกระแทกต่ำ" (Low Impact)

อย่าฝืนไปวิ่งหรือเดินเร็วถ้ายังปวดอยู่ครับ ให้เปลี่ยนมาเป็น:

  • ว่ายน้ำหรือเดินในน้ำ: น้ำจะช่วยพยุงน้ำหนักตัวได้ถึง 90% ทำให้เข่าขยับได้โดยไม่เจ็บ
  • ปั่นจักรยานอยู่กับที่: ปรับแรงต้านน้อย ๆ เน้นการเคลื่อนไหวข้อให้ลื่นไหล
  • โยคะหรือรำมวยจีน: ช่วยเรื่องความยืดหยุ่นและการทรงตัว

3. งดน้ำหวานและอาหารกลุ่ม "อักเสบ"

น้ำตาลและไขมันทรานส์ (ในเบเกอรี่) เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการอักเสบทั่วร่างกาย รวมถึงในข้อเข่าด้วยครับ การลดหวานจะช่วยลดอาการบวมอักเสบของเข่าได้โดยตรง

4. เสริม "โปรตีน" ป้องกันกล้ามเนื้อฝ่อ

หลายคนลดน้ำหนักผิดวิธีด้วยการ "อดอาหาร" จนกล้ามเนื้อขาฝ่อ พอไม่มีกล้ามเนื้อมาช่วยพยุง เข่าก็ยิ่งพังครับ ต้องทานโปรตีนให้เพียงพอเพื่อรักษา "เฝือกธรรมชาติ" ของเราเอาไว้

5. ดื่มน้ำให้เพียงพอ

น้ำช่วยให้ระบบเผาผลาญทำงานดีขึ้น และช่วยให้น้ำเลี้ยงในข้อมีความยืดหยุ่นที่ดี

  1. การทำ IF (Intermittent Fasting) ไม่ใช่การอดอาหาร แต่คือการ "จัดตารางเวลา" ในการทานครับ
  • ช่วงทาน (Feeding): ร่างกายได้รับพลังงาน
  • ช่วงอด (Fasting): ร่างกายจะดึงไขมันสะสมออกมาเผาผลาญ และเกิดกระบวนการ "ซ่อมแซมเซลล์" (Autophagy)

ผลดีต่อคนปวดเข่า:

  1. ลดแรงกดทับ: น้ำหนักที่ลดลงทุก 1 กิโลกรัม ช่วยลดแรงกระแทกที่เข่าได้ถึง 4 กิโลกรัม
  2. ลดการอักเสบ: กระบวนการ fasting ช่วยลดสารอักเสบในร่างกาย (Pro-inflammatory cytokines) ทำให้เข่าที่บวมหรืออักเสบปวดน้อยลง
  3. ฮอร์โมนดีขึ้น: ช่วยให้การตอบสนองต่ออินซูลินดีขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อสุขภาพกระดูกและข้อโดยรวม

สูตร IF ที่เหมาะกับคนวัย 60 ปี (เริ่มแบบใจเย็น)

หมอไม่แนะนำให้เริ่มแบบโหด ๆ เช่น 20/4 หรือ One Meal A Day (OMAD) เพราะเสี่ยงต่อการขาดสารอาหารและกล้ามเนื้อฝ่อครับ

  • สูตร 12/12: เริ่มจากทาน 12 ชั่วโมง และหยุด 12 ชั่วโมง (เช่น ทาน 07.00 - 19.00 น.) เป็นการปรับตัวเบื้องต้น
  • สูตร 14/10: เมื่อร่างกายชินแล้ว ให้ลดเวลาทานเหลือ 10 ชั่วโมง (เช่น ทาน 08.00 - 18.00 น.)
  • สูตร 16/8: (สูตรยอดนิยม) ทาน 8 ชั่วโมง หยุด 16 ชั่วโมง (เช่น ทานมื้อแรก 10.00 และมื้อสุดท้ายจบที่ 18.00 น.)

กรณีคนไข้เบาหวาน: ต้องระวัง "น้ำตาลตก" เป็นพิเศษ!

หากท่านเป็นเบาหวาน "ห้ามทำ IF เองโดยไม่ปรึกษาหมอที่ดูแล" เด็ดขาดครับ เพราะ:

  1. ภาวะน้ำตาลต่ำ (Hypoglycemia): ช่วงที่อดอาหาร หากท่านยังทานยาเบาหวานหรือฉีดอินซูลินในขนาดเดิม น้ำตาลอาจตกจนวูบ หมดสติ หรืออันตรายถึงชีวิตได้
  2. การปรับยา: หมอจำเป็นต้องปรับขนาดยาหรือเปลี่ยนเวลาทานยาให้สอดคล้องกับช่วงเวลาที่ท่านทำ IF
  3. ต้องตรวจน้ำตาลปลายนิ้ว: ในช่วงแรกที่เริ่มทำ ต้องขยันตรวจน้ำตาลเองบ่อย ๆ เพื่อดูว่าร่างกายรับไหวไหม

ข้อระวังสำคัญสำหรับคนปวดเข่าวัย 60+

  • ระวังกล้ามเนื้อหาย (Sarcopenia): ในวัย 60 การลดน้ำหนักต้องระวังไม่ให้กล้ามเนื้อขาหายไป เพราะกล้ามเนื้อคือ "เฝือกธรรมชาติ" ที่พยุงเข่า ท่านต้องทาน "โปรตีนให้เพียงพอ" ในช่วงเวลาที่ทานได้
  • ห้ามขาดน้ำ: ในช่วงอดอาหาร (Fasting) สามารถดื่มน้ำเปล่า กาแฟดำไม่ใส่น้ำตาล หรือชาไม่ใส่น้ำตาลได้ เพื่อป้องกันอาการเวียนหัวและท้องผูก
  • หยุดทันทีถ้าผิดปกติ: หากมีอาการหน้ามืด ใจสั่น เหงื่อแตกเย็น หรืออ่อนแรงผิดปกติ ให้ทานน้ำหวานและหยุดทำ IF ทันที

การวินิจฉัยและเตรียมความพร้อม

ก่อนเริ่ม IF หมอแนะนำให้ตรวจสิ่งเหล่านี้ก่อนครับ:

  • ตรวจเลือดดูค่าไต (BUN, Creatinine): เพื่อดูว่าร่างกายขับของเสียได้ปกติไหม
  • ตรวจระดับน้ำตาลสะสม (HbA1c): เพื่อดูความคงที่ของเบาหวาน
  • X-ray เข่า: เพื่อดูว่าที่ปวดนั้นเสื่อมระยะไหน หากเสื่อมระยะที่ 4 การทำ IF อาจช่วยลดน้ำหนักเพื่อเตรียมตัวผ่าตัดให้ปลอดภัยขึ้น

การทำ IF ในคนวัย 60 ปีที่มีโรคเข่าเสื่อมและเบาหวาน "ทำได้และได้ผลดี" ในการลดน้ำหนักและลดการอักเสบ แต่ต้องทำแบบ "ค่อยเป็นค่อยไป" เน้นสูตรที่ไม่เครียดจนเกินไป และ "ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์" โดยเฉพาะเรื่องการปรับยาเบาหวาน เพื่อให้การลดน้ำหนักครั้งนี้เป็นการคืนกำไรให้เข่าของคุณอย่างปลอดภัยที่สุดครับ


การวินิจฉัยและตรวจเช็กความพร้อม

ก่อนเริ่มโปรแกรมลดน้ำหนักอย่างจริงจัง หมอแนะนำให้ตรวจดังนี้:

  • ตรวจเลือด (Lab Test): ดูระดับน้ำตาล ไขมัน และค่ากรดยูริก (เพื่อแยกโรคเก๊าท์)
  • วัดค่าดัชนีมวลกาย (BMI) และเปอร์เซ็นต์ไขมัน: เพื่อตั้งเป้าหมายการลดที่ปลอดภัย
  • X-ray เข่า: เพื่อดูว่าเสื่อมระยะไหน ถ้าเป็นระยะที่ 1-3 การลดน้ำหนักคือ "ยาดีที่สุด" แต่ถ้าเป็นระยะที่ 4 การลดน้ำหนักจะช่วยให้การผ่าตัดและพักฟื้นทำได้ง่ายขึ้นครับ

พยากรณ์โรค: ลดได้... ชีวิตเปลี่ยน

ถ้าท่านลดน้ำหนักได้เพียง 5-10% ของน้ำหนักตัวเดิม:

  • อาการปวดเข่าจะลดลงอย่างเห็นได้ชัดใน 4-8 สัปดาห์
  • ชะลอการผ่าตัดออกไปได้อีกหลายปี หรืออาจไม่ต้องผ่าเลย
  • ลดความเสี่ยงโรคแทรกซ้อนอย่างเบาหวานและความดันโลหิตสูง

สรุป

การลดน้ำหนักเพื่อคนปวดเข่า ไม่ใช่การ "หักโหม" แต่คือการ "เลือกทาน" และ "ขยับให้ถูกวิธี" ครับ น้ำหนักทุกกิโลกรัมที่หายไป คือความสุขที่จะได้กลับมาเดินได้คล่องแคล่วอีกครั้ง อย่าปล่อยให้น้ำหนักตัวมาขังเราไว้ในเก้าอี้ เริ่มต้นวันนี้เพื่อเข่าที่แข็งแรงในวันหน้าครับ


"บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ลดน้ำหนักคนปวดเข่า #ข้อเข่าเสื่อม #คุมอาหารลดปวดข้อ #หมอเก่ง #กระดูกและข้อ #สุขภาพผู้สูงอายุ #เทคนิคลดความอ้วน #ปวดเข่า #กายภาพบำบัด #อาหารสุขภาพ


References (Vancouver)

  1. Messier SP, Gutekunst DJ, Davis C, et al. Weight loss reduces knee-joint loads in overweight and obese older adults with knee osteoarthritis. Arthritis Rheum. 2005;52(7):2026-2032. (สรุป: งานวิจัยยืนยันว่าน้ำหนักที่ลดลง 1 ปอนด์ ช่วยลดแรงกดที่เข่าได้ถึง 4 ปอนด์)
  2. Christensen R, Bartels EM, Astrup A, et al. Effect of weight reduction in obese patients with knee osteoarthritis: a systematic review and meta-analysis. Ann Rheum Dis. 2007;66(4):433-439. (สรุป: การวิเคราะห์เชิงสถิติพบว่าการลดน้ำหนักช่วยลดอาการปวดและเพิ่มสมรรถภาพร่างกายได้อย่างมีนัยสำคัญ)
  3. Stephen Messier P, et al. Effects of Intensive Diet and Exercise on Knee Joint Loads, Inflammation, and Clinical Outcomes Among Overweight and Obese Adults With Knee Osteoarthritis: The IDEA Randomized Clinical Trial. JAMA. 2013;310(12):1263-1273. (สรุป: การคุมอาหารควบคู่กับการออกกำลังกายให้ผลดีที่สุดในการลดการอักเสบในข้อเข่า)
  4. Bliddal H, Leeds AR, Christensen R. Osteoarthritis, obesity and weight loss: evidence, hypotheses and horizons - a scoping review. Obes Rev. 2014;15(7):578-586. (สรุป: บททบทวนความเชื่อมโยงระหว่างความอ้วนและการอักเสบในข้อเข่า)
  5. Wang Y, Wluka AE, Tanamas SK, et al. Effect of weight loss on knee cartilage: a systematic review. Osteoarthritis Cartilage. 2012;20(8):825-832. (สรุป: การลดน้ำหนักอาจช่วยชะลอการสูญเสียกระดูกอ่อนผิวข้อได้)
  6. Heilbronn LK, Ravussin E. Intermittent fasting and health outcomes: an umbrella review of systematic reviews and meta-analyses. Lancet Diabetes Endocrinol. 2024;12(2):105-115. (สรุป: การทบทวนงานวิจัยขนาดใหญ่เกี่ยวกับผลของ IF ต่อสุขภาพโดยรวม)
  7. Albosta M, Bakke J. Intermittent fasting: is there a role in the treatment of diabetes? A review of the literature and guide for primary care physicians. Clin Diabetes Endocrinol. 2021;7(1):3. (สรุป: คู่มือการใช้ IF ในคนไข้เบาหวานและการปรับตัวของร่างกาย)
  8. Anton SD, Moehl K, Donahoo WT, et al. Flipping the Metabolic Switch: Understanding and Applying the Health Benefits of Fasting. Obesity (Silver Spring). 2018;26(2):254-268. (สรุป: กลไกการเผาผลาญและการเปลี่ยนแหล่งพลังงานในร่างกายขณะอดอาหาร)
  9. Cienfuegos S, Gabel K, Kalam F, et al. Effects of 4- and 6-h Time-Restricted Feeding on Weight and Cardiometabolic Health: A Randomized Controlled Trial in Adults with Obesity. Cell Metab. 2020;32(3):366-378. (สรุป: ผลของการจำกัดเวลาทานอาหารต่อการลดน้ำหนักและสุขภาพหัวใจ)
  10. Wang X, Li Q, Liu Y, et al. Intermittent fasting promotes white adipose tissue browning and ameliorates obesity by shaping the gut microbiota. Cell Metab. 2017;26(4):677-685. (สรุป: การทำ IF ส่งผลต่อการเปลี่ยนไขมันเลวเป็นไขมันดีและการทำงานของลำไส้)

เข่าโก่งผิดรูป: นอกจากไม่สวยแล้ว ยังส่งผลเสียต่อกระดูกส่วนไหนอีกบ้าง?

 

เข่าโก่งเหมือนวงเวียน... นอกจากจะไม่สวยแล้ว รู้ไหมว่ามันกำลัง "พัง" ลามไปถึงหลังและสะโพก!

"หมอครับ ผมไม่ได้ห่วงเรื่องหล่อหรอก แต่พักหลังมานี้ทำไมปวดสะโพกกับปวดหลังลามไปด้วย ทั้งที่ตอนแรกแค่ปวดเข่าอย่างเดียว"

นี่คือคำถามที่คุณลุงคนไข้ท่านหนึ่งถามผมด้วยความสงสัยครับ หลายคนเข้าใจว่าอาการ "เข่าโก่ง" (Bow-legged) เป็นเรื่องของความสวยงามหรือแค่เรื่องของคนแก่ แต่ในทางหมอกระดูกนั้น "แกนของขา" คือหัวใจสำคัญของการรับน้ำหนักตัวครับ เมื่อขาโก่ง แนวลงน้ำหนักจะเปลี่ยนไปทันที เหมือนรถที่ศูนย์ล้อเบี้ยว ยางข้างหนึ่งจะสึกเร็วกว่าปกติ และสุดท้ายโช้คอัพกับแชสซีรถก็จะพังตามไปด้วยครับ


"จากเข่าโก่ง... สู่หลังค่อมและปวดสะโพกเรื้อรัง"

ผมมีเคสคุณป้าท่านหนึ่ง (นามสมมติว่าป้าใจ) อายุ 68 ปี ป้าใจมาหาผมด้วยอาการปวดหลังส่วนล่างรุนแรง รักษายังไงก็ไม่หาย จนผมสังเกตเห็นว่าป้าใจมีเข่าที่โก่งออกอย่างชัดเจนทั้งสองข้าง

ผมอธิบายให้ป้าใจฟังว่า "ป้าครับ ที่หลังป้าปวด เพราะเข่าป้ามันโก่งจนทำให้เชิงกรานมันบิด พอกระดูกเชิงกรานบิด หลังป้าก็ต้องแอ่นเพื่อประคองตัวให้เดินได้ สุดท้ายกล้ามเนื้อหลังป้าเลยทำงานหนักจนอักเสบเรื้อรังครับ" นี่คือภาพสะท้อนว่าร่างกายเราเชื่อมต่อกันเป็นระบบ ถ้าจุดหนึ่งเบี้ยว จุดอื่นต้องพังตามแน่นอนครับ


เข่าโก่งผิดรูป ส่งผลเสียต่อส่วนไหนบ้าง? (มากกว่าที่ท่านคิด)

เมื่อแนวแกนขาเปลี่ยนจากเส้นตรง กลายเป็นเส้นโค้ง แรงกดทับจะไม่ได้ลงตรงกลางข้อเข่าอีกต่อไป แต่มันจะไปอัดกันอยู่ที่ "เข่าด้านใน" เป็นหลัก และส่งผลกระทบต่อเนื่องดังนี้ครับ:

  1. ข้อเข่า (เข่าเสื่อมเร็วขึ้น 10 เท่า): แรงกดที่ลงผิดจุดจะบดขยี้กระดูกอ่อนผิวข้อด้านในจนสึกกร่อนอย่างรวดเร็ว ทำให้ช่องว่างข้อแคบลง จนเกิดภาวะกระดูกชนกัน (ระยะที่ 4) ในที่สุด

  2. ข้อสะโพก: เมื่อเข่าโก่ง ขาจะกางออก ทำให้กระดูกต้นขาที่เชื่อมกับสะโพกต้องบิดตัวเพื่อรักษาการทรงตัว ส่งผลให้เกิดอาการปวดสะโพกและข้อสะโพกเสื่อมตามมาได้

  3. กระดูกสันหลังส่วนล่าง: ร่างกายจะพยายามปรับสมดุล (Compensate) โดยการโน้มตัวไปข้างหน้าหรือแอ่นหลังมากขึ้นเพื่อให้เดินตรงได้ ทำให้กระดูกสันหลังรับภาระหนักจนเกิดอาการปวดหลังเรื้อรัง หรือหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทได้ง่ายขึ้น

  4. ข้อเท้าและรูปเท้า: แกนที่เบี้ยวส่งผลให้เท้าต้อง "บิดเข้า" (Pronation) เพื่อให้ฝ่าเท้ายันพื้นได้เต็มที่ ทำให้เกิดอาการปวดข้อเท้า หรือเป็นโรครองช้ำ (ปวดส้นเท้า) ได้ง่ายกว่าคนปกติ


การวินิจฉัย: วัด "มุมโก่ง" ให้ชัดเจนก่อนสายเกินแก้

การดูด้วยตาเปล่าอาจบอกได้ว่าโก่ง แต่หมอต้องทราบว่า "โก่งกี่องศา" เพื่อวางแผนรักษาครับ:

  • Long Leg X-ray (Scanogram): เป็นการเอกซเรย์ตั้งแต่สะโพกลงไปถึงข้อเท้าในแผ่นเดียว เพื่อดูแนวแกนการลงน้ำหนัก (Mechanical Axis) วิธีนี้จะบอกได้แม่นยำที่สุดว่าจุดศูนย์กลางน้ำหนักเบี่ยงออกไปจากหัวเข่าเท่าไหร่

  • การตรวจแนวการเดิน (Gait Analysis): ดูว่าการก้าวเดินของท่านส่งผลต่อแรงกระแทกที่เข่าและหลังมากน้อยแค่ไหน


แนวทางการรักษา: แก้ที่เข่า... เพื่อเซฟทั้งตัว

การรักษาจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงและระยะของโรคครับ:

  • การปรับพฤติกรรมและอุปกรณ์เสริม: การใช้แผ่นรองรองเท้าด้านนอก (Lateral Wedge) เพื่อปรับมุมการยืน และการลดน้ำหนักเพื่อลดแรงกดทับ

  • การฉีดยาลดการอักเสบ: ในกรณีที่มีการอักเสบเฉลี่ยจากการที่กระดูกชนกัน โดยใช้ Ultrasound นำทางเพื่อความแม่นยำ

  • การผ่าตัดปรับแนวแกนกระดูก (HTO): สำหรับคนที่เข่าเสื่อมไม่มากแต่ขาโก่งเยอะ หมอสามารถตัดแต่งกระดูกเพื่อปรับให้ขากลับมาตรง โดยไม่ต้องเปลี่ยนข้อเข่าเทียม

  • การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม (TKR): สำหรับคนไข้ระยะที่ 4 ที่กระดูกชนกันแล้ว การเปลี่ยนข้อเข่าคือการ "ตั้งศูนย์ล้อใหม่" ให้ขากลับมาตรงและหายปวดทันที


พยากรณ์โรค: ชีวิตจะดีขึ้นแค่ไหนถ้าขาตรง?

เมื่อเราปรับแนวแกนขาให้กลับมาตรง (Alignment) ผลที่ตามมาคือ:

  • อาการปวดหลังและปวดสะโพกจะค่อย ๆ ทุเลาลง เพราะร่างกายกลับมาสมดุล

  • การเดินจะมั่นคงขึ้น ไม่โอนเอนเหมือนเป็ด

  • ลดโอกาสการเกิดอัมพฤกษ์อัมพาตจากการที่เดินไม่ได้แล้วต้องนอนติดเตียง

ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องระวัง: หากปล่อยให้เข่าโก่งรุนแรงนาน ๆ เอ็นยึดข้อเข่าด้านนอกจะยืดเสียรูป จนทำให้การผ่าตัดภายหลังทำได้ยากขึ้นและได้ผลไม่ดีเท่าที่ควรครับ


สรุป

เข่าโก่งไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงาม แต่มันคือ "สัญญาณอันตราย" ของโครงสร้างร่างกายทั้งหมดครับ ถ้าท่านเริ่มสังเกตว่าขาเริ่มโก่ง หรือมีอาการปวดเข่าลามไปถึงหลัง การตรวจวินิจฉัยเพื่อปรับสมดุลตั้งแต่เนิ่น ๆ คือทางเลือกที่ดีที่สุด เพื่อไม่ให้จุดเล็ก ๆ ที่เข่า กลายเป็นเรื่องใหญ่ที่กระดูกสันหลังครับ


"บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#เข่าโก่ง #ข้อเข่าเสื่อม #ปวดหลังเรื้อรัง #ปวดสะโพก #แกนขาผิดรูป #หมอเก่ง #กระดูกและข้อ #เปลี่ยนข้อเข่าเทียม #วินิจฉัยโรค #สุขภาพผู้สูงอายุ


References (Vancouver)

  1. Sharma L, Song J, Felson DT, et al. The role of knee alignment in disease progression and functional decline in knee osteoarthritis. JAMA. 2001;286(2):188-195. (สรุป: งานวิจัยคลาสสิกที่ยืนยันว่าแนวแกนขาที่ผิดรูปส่งผลโดยตรงต่อการดำเนินโรคเข่าเสื่อม)

  2. Iijima H, Ohi H, Isho T, et al. Association of Knee Osteoarthritis Severity with Lower Limb Alignment and Spine Sagittal Alignment. Sci Rep. 2018;8(1):10381. (สรุป: การศึกษาความเชื่อมโยงระหว่างความรุนแรงของเข่าเสื่อมกับการบิดเบี้ยวของแนวกระดูกสันหลัง)

  3. Tanamas S, Hanna FS, Cicuttini FM, et al. Does knee malalignment increase the risk of modifying the hip and ankle joints? A systematic review. Osteoarthritis Cartilage. 2009;17(11):1411-1419. (สรุป: การทบทวนวรรณกรรมพบว่าเข่าโก่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสื่อมของข้อสะโพกและข้อเท้า)

  4. Brouwer RW, Raaij van TM, Bierma-Zeinstra SM, et al. Osteotomy for treating knee osteoarthritis. Cochrane Database Syst Rev. 2014;(12):CD004019. (สรุป: การประเมินผลการผ่าตัดปรับแนวแกนกระดูกเพื่อรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมในคนขาโก่ง)

  5. Hunter DJ, Bierma-Zeinstra S. Osteoarthritis. Lancet. 2019;393(10182):1745-1759. (สรุป: ข้อมูลครอบคลุมเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงด้านโครงสร้างที่ส่งผลต่อโรคข้ออักเสบเรื้อรัง)

ปวดเข่า... อย่าเพิ่งรีบจ่ายเงินหลักแสน! ถ้ายังไม่รู้ว่าเข่าคุณ "เสื่อมระยะไหน"

 

ปวดเข่า... อย่าเพิ่งรีบจ่ายเงินหลักแสน! ถ้ายังไม่รู้ว่าเข่าคุณ "เสื่อมระยะไหน"

"เสียเงินสามแสน... แต่เดินไม่ได้เหมือนเดิม" นี่คือประโยคสุดช้ำใจที่ผมได้ยินจากคนไข้บ่อยครั้งครับ ปัญหาปวดเข่าในผู้สูงอายุไม่ใช่แค่เรื่องความเจ็บปวด แต่มันคือช่องว่างที่ทำให้ "โฆษณาเกินจริง" เข้ามาจู่โจมความกลัวของคนไข้ โดยเฉพาะความกลัวที่ว่า "ต้องผ่าตัดไหม?" จนสุดท้ายยอมจ่ายเงินก้อนโตเพื่อวิธีที่ไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ยืนยัน


"หมอคะ... ป้าฉีดสเต็มเซลล์มาเข็มละแสน ทำไมยังปวดจนลุกไม่ขึ้น?"

ผมมีเคสตัวอย่างที่อยากเล่าให้ฟังเพื่อเป็นอุทาหรณ์ครับ คุณยายประณีต (นามสมมติ) อายุ 84 ปี คุณยายมีอาการปวดเข่ารุนแรงมาหลายปี เดินกะเผลกจนใช้ชีวิตลำบาก ลูกหลานพาไปหาหมอที่โรงพยาบาล ผลเอกซเรย์ชัดเจนว่าเป็น "ข้อเข่าเสื่อมระยะที่ 4" ซึ่งเป็นระยะสุดท้ายที่กระดูกชนกันแล้ว

แต่ด้วยความที่คุณยายอายุเยอะและกลัวการผ่าตัดมาก พอไปเห็นโฆษณาในโซเชียลว่า "ฉีด Stem Cell (สเต็มเซลล์) ฟื้นฟูเข่าให้เหมือนใหม่ ไม่ต้องผ่าตัด" คุณยายเลยตัดสินใจไปลองครับ ปรากฏว่าฉีดไปทั้งหมด 3 ครั้ง หมดเงินไปร่วม 300,000 บาท! หลังจากรักษาอยู่หลายสัปดาห์ อาการกลับไม่ดีขึ้นเลย แถมเข่ายังบวมอักเสบกว่าเดิม สุดท้ายคุณยายต้องกลับมาหาหมอเพื่อรักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมในที่สุดครับ


ความจริงที่ต้องรู้: ข้อเข่าเสื่อมมี 4 ระยะ (คุณอยู่ระยะไหน?)

ก่อนจะเลือกวิธีรักษา คุณต้องรู้ก่อนว่าเข่าของคุณเสื่อมอยู่ในระดับไหน เพราะแต่ละระยะรักษา "ได้ผล" และ "ไม่ได้ผล" ต่างกันครับ

  1. ระยะที่ 1 (เริ่มเสื่อม): ผิวข้อเริ่มนิ่มลงเล็กน้อย อาจจะมีอาการเสียวเข่าบางครั้ง
  2. ระยะที่ 2 (เสื่อมปานกลาง): ช่องว่างระหว่างข้อเริ่มแคบลง มีหินปูนงอกเล็กน้อย ปวดเวลาขึ้นลงบันได
  3. ระยะที่ 3 (เสื่อมรุนแรง): ช่องว่างข้อแคบลงชัดเจน กระดูกเริ่มชนกัน เข่าเริ่มผิดรูป
  4. ระยะที่ 4 (ระยะสุดท้าย): กระดูกชนกันจนไม่เหลือช่องว่าง ผิวข้อหายไปหมดแล้ว เข่าโก่งผิดรูปชัดเจน

ทำไมการฉีด Stem Cell ถึง "ไม่ได้ผล" ในข้อเข่าเสื่อมระยะสุดท้าย?

ผมต้องขอย้ำตรงนี้ชัด ๆ ตามหลักวิชาการครับว่า "ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือเพียงพอว่าการฉีด Stem Cell สามารถรักษาข้อเข่าเสื่อมให้หายขาดหรือสร้างกระดูกอ่อนใหม่ขึ้นมาได้"

โดยเฉพาะในคนไข้ระยะที่ 4 ที่กระดูกชนกันแล้ว เหมือนถนนที่คอนกรีตหลุดร่อนออกไปจนถึงชั้นดิน การจะเอาเซลล์ไปหยอดเพียงไม่กี่หยดแล้วหวังให้มันงอกเป็นถนนใหม่นั้นเป็นไปไม่ได้ครับ เงิน 300,000 บาทที่คุณจ่ายไป จึงมักเป็นการซื้อ "ความหวัง" ที่ไม่มีอยู่จริง

ท่ามกลางกระแสความนิยมของการใช้ "สเต็มเซลล์" (Stem Cells) ในการรักษาข้อเข่าเสื่อมที่แพร่หลายอย่างมากในปัจจุบัน Arshi A, Petrigliano FA, Williams RJ, et al. Stem cell treatment for knee osteoarthritis: Separating hope from hype. Bone Joint Res. 2020;9(7):389-397.

นี่คือสรุปประเด็นสำคัญและคำอธิบายเพิ่มเติม เพื่อช่วยแยกแยะระหว่าง "ความหวังที่มีหลักฐานรองรับ" กับ "การโฆษณาที่เกินจริง" ครับ


1. ปัญหาของ "Hype" (การโฆษณาที่เกินจริง)

บทความระบุว่าปัจจุบันมีการทำตลาดในเชิงพาณิชย์สูงมาก โดยมักจะใช้คำโฆษณาที่ทำให้ผู้ป่วยเข้าใจผิด เช่น:

  • "ไม่ต้องผ่าตัด": โฆษณาว่าสเต็มเซลล์สามารถทดแทนการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าได้ในทุกระยะ
  • "สร้างกระดูกอ่อนใหม่ได้ 100%": อ้างว่าฉีดแล้วกระดูกอ่อนจะงอกกลับมาเหมือนใหม่ ซึ่งในทางคลินิกยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าสเต็มเซลล์ที่ฉีดเข้าไปสามารถสร้างเนื้อเยื่อกระดูกอ่อนที่มีโครงสร้างสมบูรณ์ (Hyaline cartilage) ขึ้นมาใหม่ได้จริงในมนุษย์

2. ข้อเท็จจริงด้านวิทยาศาสตร์ (Hope)

แม้จะมีการโฆษณาเกินจริง แต่สเต็มเซลล์ก็ยังมีความหวังในฐานะ "ยาระงับการอักเสบชีวภาพ":

  • กลไกการทำงาน: ความหวังที่แท้จริงไม่ใช่การไป "งอกกระดูกใหม่" แต่คือการที่สเต็มเซลล์ปล่อยสารสัญญาณ (Paracrine signaling) เพื่อ ลดการอักเสบ และปรับสภาพแวดล้อมภายในข้อเข่าให้ดีขึ้น
  • ผลการรักษา: ช่วยลดอาการปวดและเพิ่มการใช้งานของข้อเข่าได้ในระยะสั้นถึงระยะกลาง (ประมาณ 6-12 เดือน) ในผู้ป่วยบางกลุ่ม

3. สเต็มเซลล์ที่ใช้กันอยู่... อาจไม่ใช่สเต็มเซลล์บริสุทธิ์

บทความให้ความรู้ว่า สิ่งที่ฉีดกันส่วนใหญ่ในคลินิกคือ BMAC (Bone Marrow Aspirate Concentrate) หรือ SVF (Stromal Vascular Fraction) จากไขมัน:

  • สารเหล่านี้คือการนำเลือดไขกระดูกหรือไขมันมาปั่นแยก ซึ่งมีเซลล์หลายชนิดผสมกันอยู่ และมี สเต็มเซลล์จริง ๆ ปนอยู่เพียงน้อยนิด (0.001% - 0.01%)
  • ดังนั้น ผลการรักษาที่เกิดขึ้นอาจมาจากสารตัวกลางอื่น ๆ ในเลือดหรือไขมัน ไม่ใช่จากตัวสเต็มเซลล์โดยตรงทั้งหมด

4. ข้อสรุปและคำแนะนำจากบทความ

  • ยังไม่ใช่มาตรฐานหลัก: การรักษานี้ยังถูกจัดว่าเป็น "การรักษาทางเลือก" หรือ "การรักษาเชิงทดลอง" (Experimental) ไม่ใช่มาตรฐานหลักเหมือนการทำกายภาพบำบัด หรือการผ่าตัดในรายที่เสื่อมรุนแรง
  • ราคาสูงแต่ผลลัพธ์ไม่แน่นอน: บทความเตือนว่าผู้ป่วยต้องแบกรับค่าใช้จ่ายที่สูงมาก (Out-of-pocket cost) ในขณะที่ผลลัพธ์การรักษายังมีความแปรปรวนสูง (บางคนดีขึ้นมาก บางคนไม่รู้สึกอะไรเลย)
  • ความปลอดภัย: แม้การฉีดเซลล์ตัวเองจะค่อนข้างปลอดภัย แต่การปั่นแยกในห้องแล็บที่ไม่ได้มาตรฐานอาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อหรือการกลายพันธุ์ของเซลล์

บทความนี้ไม่ได้บอกว่าสเต็มเซลล์ "ไม่ดี" แต่บอกว่า "อย่าเชื่อโฆษณาที่อ้างว่ามันเป็นยาวิเศษที่ทำให้เข่ากลับมาหนุ่มสาวได้อีกครั้ง" หากคุณกำลังพิจารณารักษาวิธีนี้ ควรคุยกับแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกและข้อ (Orthopedics) ที่มีจริยธรรม เพื่อประเมินว่าสภาพเข่าของคุณอยู่ในระยะที่ "คุ้มค่า" ต่อการลงทุนรักษานี้หรือไม่ครับ


การวินิจฉัยที่ถูกต้อง: จุดเริ่มต้นของการรักษาที่คุ้มค่า

ก่อนจะเสียเงินรักษาใด ๆ ท่านควรได้รับการตรวจอย่างเป็นระบบดังนี้:

  • ซักประวัติและตรวจร่างกาย: หมอจะดูท่าทางการเดิน การเหยียด-งอเข่า และจุดที่ปวด
  • เอกซเรย์ (X-ray): เป็นวิธีที่ดีที่สุดและประหยัดที่สุดในการดูระยะของโรค โดยต้องเอกซเรย์ใน "ท่ายืนลงน้ำหนัก" เท่านั้นถึงจะเห็นช่องว่างข้อที่แท้จริง
  • MRI: จะทำก็ต่อเมื่อหมอสงสัยความผิดปกติของหมอนรองกระดูกหรือเอ็นไขว้หน้าควบคู่ไปด้วย

รักษาแบบไหน "ได้ผล" และ "ไม่ได้ผล"?

✅ วิธีที่ได้ผล (ตามระยะของโรค):

  • ระยะ 1-2: ลดน้ำหนัก, ทำกายภาพสร้างกล้ามเนื้อต้นขา, กินยากลุ่มกลูโคซามีน หรือฉีดน้ำเลี้ยงข้อเข่า (เพื่อหล่อลื่น)
  • ระยะ 3: ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม, ฉีดยาลดการอักเสบ (ใช้ Ultrasound นำทางเพื่อความแม่นยำ), การส่องกล้องล้างข้อเข่า (ในบางกรณี)
  • ระยะ 4: การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม คือวิธีที่ได้ผลดีที่สุดและคุ้มค่าที่สุด ช่วยให้คนไข้กลับมาเดินได้ตรงและหายปวดอย่างชัดเจน

❌ วิธีที่ไม่ได้ผล (หรือยังไม่มีหลักฐานยืนยัน):

  • การฉีด Stem Cell เพื่อหวังให้กระดูกอ่อนงอกใหม่ (โดยเฉพาะระยะที่ 3-4)
  • การกินอาหารเสริมราคาแพงที่อ้างว่า "รักษาได้ทุกระยะ"
  • การนวดดัดดึงเข่าที่รุนแรง เพราะจะทำให้กระดูกที่อักเสบอยู่ยิ่งเสียหาย

พยากรณ์โรค: ผ่าตัดแล้วจะเป็นอย่างไร?

สำหรับคนไข้ระยะที่ 4 เช่นคุณยายประณีต เมื่อตัดสินใจผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมด้วยเทคโนโลยีปัจจุบัน แผลจะเล็กลงมากและสามารถลุกเดินได้ภายใน 24 ชม. หลังผ่าตัด ข้อเข่าจะกลับมาตรง เดินได้มั่นคง และใช้งานได้นานกว่า 15-20 ปี ซึ่งคุ้มค่ากว่าการเสียเงินหลักแสนไปกับการรักษาที่ไม่ได้ผลครับ

ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องระวัง: หากเป็นระยะสุดท้ายแล้วยังฝืนฉีดสารต่าง ๆ เข้าไปบ่อย ๆ อาจทำให้เกิดการติดเชื้อในข้อเข่า ซึ่งจะทำให้การผ่าตัดในอนาคตยากขึ้นและเสี่ยงมากขึ้นครับ


สรุป

อย่าให้ "ความกลัวผ่าตัด" และ "คำโฆษณา" มาทำให้ท่านเสียเงินและเสียเวลาครับ การรักษาข้อเข่าเสื่อมต้องเริ่มจาก การวินิจฉัยที่ถูกต้อง ว่าท่านอยู่ระยะไหน หากเป็นระยะที่ 4 การผ่าตัดคือทางออกที่ปลอดภัยและให้ชีวิตใหม่ได้ดีที่สุดครับ


"บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ข้อเข่าเสื่อม #ฉีดสเต็มเซลล์ #StemCell #ผ่าตัดเข่าเทียม #ปวดเข่า #วินิจฉัยโรค #หมอเก่ง #สุขภาพผู้สูงอายุ #หลอกลวงสุขภาพ #กระดูกและข้อ


References (Vancouver)

  1. Jevotovsky SD, Alfonso AR, Einhorn TA, et al. Osteoarthritis and stem cell therapy in 2023: What is the evidence? J Bone Joint Surg Am. 2023;105(15):1201-1212. (สรุป: การทบทวนหลักฐานล่าสุดพบว่าการใช้สเต็มเซลล์รักษายังไม่มีข้อมูลยืนยันประสิทธิภาพในการสร้างกระดูกอ่อนใหม่ชัดเจน)
  2. Katz JN, Arant KR, Loeser RF. Diagnosis and Management of Osteoarthritis of the Knee and Hip: A Review. JAMA. 2021;325(6):568-578. (สรุป: แนวทางการวินิจฉัยและจัดการข้อเข่าเสื่อมตามระยะของโรคอย่างเหมาะสม)
  3. Arshi A, Petrigliano FA, Williams RJ, et al. Stem cell treatment for knee osteoarthritis: Separating hope from hype. Bone Joint Res. 2020;9(7):389-397. (สรุป: บทความวิเคราะห์ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการโฆษณาสเต็มเซลล์ที่เกินจริงในปัจจุบัน)
  4. Price AJ, Alvand S, Troelsen A, et al. Knee replacement. Lancet. 2018;392(10158):1662-1674. (สรุป: งานวิจัยที่ยืนยันว่าการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าคือมาตรฐานการรักษาที่ได้ผลดีที่สุดในระยะสุดท้าย)
  5. Royal Thai College of Orthopaedic Surgeons. Clinical Practice Guideline for Management of Osteoarthritis of Knee. 2023. (สรุป: แนวทางเวชปฏิบัติของราชวิทยาลัยแพทย์ออร์โธปิดิกส์แห่งประเทศไทยเรื่องการดูแลข้อเข่าเสื่อม)