วันจันทร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

เข่าบวม... ไม่ใช่แค่เรื่องแก่ แต่เป็น "สัญญาณเตือน" จากร่างกายที่ผู้หญิงวัย 50 ต้องรู้

 

เข่าบวม... ไม่ใช่แค่เรื่องแก่ แต่เป็น "สัญญาณเตือน" จากร่างกายที่ผู้หญิงวัย 50 ต้องรู้

“คุณหมอคะ ปกติดิฉันดูแลตัวเองดีมาก ผิวพรรณหน้าตาก็ดูอ่อนกว่าวัย แต่ช่วงสัปดาห์นี้เข่าข้างซ้ายมันบวมเป่งขึ้นมาเฉยๆ เลยค่ะ ไม่ได้ล้ม ไม่ได้กระแทก เวลาเดินมันตึงๆ หนักๆ เหมือนมีน้ำอยู่ข้างในเข่า ใส่กระโปรงสั้นแล้วไม่มั่นใจเลยค่ะ เพราะเข่าสองข้างดูไม่เท่ากัน แบบนี้คือเข่าเสื่อมแล้วใช่ไหมคะ?”

นี่คือคำถามจากคุณวิ (นามสมมติ) คนไข้สาวสวยวัย 50 ปี ที่ยังดูเป๊ะตั้งแต่หัวจรดเท้า แต่ต้องมากังวลกับอาการ "เข่าบวม" ที่ทำให้เสียบุคลิกและเริ่มใช้ชีวิตลำบาก อาการเข่าบวมในผู้หญิงวัยนี้ไม่ได้แปลว่าต้องเป็นคนแก่เสมอไปครับ แต่มันคือปฏิกิริยาของร่างกายที่บอกว่า "ข้างในเข่ากำลังมีปัญหา"


เข่าบวมคืออะไร? น้ำมาจากไหน?

ในข้อเข่าของเราจะมี "น้ำหล่อเลี้ยงข้อ" (Synovial Fluid) ทำหน้าที่เหมือนน้ำมันหล่อลื่นครับ ปกติจะมีอยู่เพียงเล็กน้อยเพื่อให้เข่าขยับได้ลื่น แต่เมื่อเกิดการบาดเจ็บหรืออักเสบขึ้นภายใน เยื่อบุข้อจะทำหน้าที่เหมือนก๊อกน้ำที่เสีย คือ "เร่งผลิตน้ำออกมามากกว่าปกติ" จนทำให้เข่าดูบวมตุ่ยเหมือนมีถุงน้ำอยู่ข้างในครับ


สาเหตุยอดฮิต: ทำไมหญิงวัย 50 ถึงเข่าบวม?

  1. ข้อเข่าเสื่อมระยะเริ่มต้น (Early Osteoarthritis): แม้หน้าตาจะดูเด็ก แต่กระดูกอ่อนข้างในอาจเริ่มสึกหรอตามการใช้งาน เมื่อผิวข้อเริ่มขรุขระ เวลาเดินจะเกิดการเสียดสีจนเยื่อบุข้ออักเสบและผลิตน้ำออกมาบวม
  2. ถุงน้ำหลังข้อเข่า (Baker's Cyst): บางครั้งน้ำที่สร้างมากเกินไปจะถูกดันไปรวมกันเป็นก้อนนูนที่ข้อพับหลังเข่า ทำให้รู้สึกตึงเวลาพับขา
  3. หมอนรองกระดูกเข่าฉีกขาด (Meniscus Tear): ในวัย 50 หมอนรองกระดูกจะเริ่มกรอบและเปราะขึ้น แค่บิดเข่าผิดจังหวะ หรือลุกนั่งเร็วๆ ก็อาจทำให้มันฉีกขาดเล็กน้อยจนเข่าบวมได้
  4. โรคข้ออักเสบจากระบบภายใน: เช่น โรครูมาตอยด์ หรือโรคเก๊าท์ (ซึ่งพบได้บ่อยขึ้นในผู้หญิงหลังหมดประจำเดือน)
  5. การอักเสบจากเส้นเอ็นรอบเข่า: เช่น การเดินเยอะเกินไป หรือใส่ส้นสูงนานๆ ทำให้เส้นเอ็นอักเสบและบวมลามไปทั้งข้อ

แนวทางการตรวจ: หมอหาคำตอบอย่างไร?

  • ตรวจร่างกาย: หมอจะลองคลำและทดสอบ "แรงดันน้ำ" ในเข่า (Patellar Tap Test) เพื่อเช็กว่าบวมจากน้ำหรือบวมจากเนื้อเยื่อ
  • เอกซเรย์ (X-ray): ดูช่องว่างระหว่างข้อว่าแคบลงไหม มีกระดูกงอกหรือยัง เพื่อวินิจฉัยภาวะข้อเสื่อม
  • อัลตราซาวด์ (Ultrasound): วิธีนี้ดีมากครับ หมอจะเห็นปริมาณน้ำในข้อและดูว่ามีถุงน้ำหรือเส้นเอ็นฉีกขาดไหมแบบชัดๆ ในห้องตรวจเลย
  • MRI: จะทำในกรณีที่สงสัยว่าหมอนรองกระดูกหรือเอ็นไขว้หน้าฉีกขาด เพื่อวางแผนการรักษาที่แม่นยำ

วิธีรักษา: ลดบวม คืนเข่าสวย

  • เจาะน้ำออก: หากน้ำเยอะจนตึงมาก การเจาะเอาน้ำส่วนเกินออกจะช่วยลดปวดได้ทันที และน้ำที่เจาะออกมายังส่งตรวจเพื่อหาต้นเหตุได้ด้วยครับ
  • การฉีดยาลดอักเสบด้วย Ultrasound: เพื่อความแม่นยำ หมอจะใช้เครื่องอัลตราซาวด์นำทางเพื่อฉีดยาเข้าไปในจุดที่อักเสบที่สุด ช่วยให้เข่ายุบบวมเร็วขึ้น
  • R.I.C.E: ประคบเย็นบ่อยๆ และยกขาสูงเพื่อช่วยระบายน้ำกลับเข้าสู่ระบบไหลเวียน
  • ปรับเปลี่ยนรองเท้า: ลดการใส่ส้นสูง เปลี่ยนมาใส่รองเท้าที่รับแรงกระแทกได้ดี
  • เสริมกล้ามเนื้อหน้าขา: เพื่อให้กล้ามเนื้อช่วยรับแรงแทนข้อเข่า ลดการเสียดสีที่ทำให้เกิดน้ำ

พยากรณ์โรค: จะกลับมาสวยเหมือนเดิมไหม?

ส่วนใหญ่หากตรวจพบสาเหตุเร็วและรักษาที่ต้นเหตุ เข่าจะยุบบวมและกลับมาเรียบเนียนเท่ากันสองข้างได้ครับ แต่หัวใจสำคัญคือการ "คุมน้ำหนัก" และ "ไม่ฝืนใช้งาน" ในช่วงที่เข่ายังบวมอยู่ เพื่อป้องกันไม่ให้กระดูกอ่อนสึกหรอถาวรครับ


สรุป

  1. เข่าบวม: คือสัญญาณการอักเสบภายใน ไม่ใช่เรื่องปกติของคนวัย 50
  2. สาเหตุ: มีตั้งแต่ข้อเสื่อม หมอนรองกระดูกฉีก ไปจนถึงโรคข้ออักเสบ
  3. การรักษา: เน้นลดการอักเสบและเจาะน้ำส่วนเกินออกภายใต้การดูแลของแพทย์
  4. ป้องกัน: เสริมกล้ามเนื้อหน้าขาและเลี่ยงรองเท้าส้นสูง

สรุป

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#เข่าบวม #ข้อเข่าเสื่อม #ผู้หญิงวัย50 #ปวดเข่า #น้ำในข้อเข่า #BakersCyst #หมอกระดูก #หมอเก่ง #ดูแลเข่า #สุขภาพผู้หญิง


References

  1. Hsu H, et al. Knee Effusion Assessment and Management. StatPearls. 2024. (อธิบายกลไกการเกิดน้ำในข้อเข่าและการรักษาอย่างเป็นระบบ)
  2. American Academy of Orthopaedic Surgeons (AAOS). Osteoarthritis of the Knee. 2023. (แนวทางการวินิจฉัยข้อเข่าเสื่อมในวัยกลางคน)
  3. Journal of Orthopaedic Surgery and Research. Effectiveness of ultrasound-guided knee aspiration. 2022. (ยืนยันความแม่นยำของการเจาะน้ำในข้อด้วยอัลตราซาวด์)
  4. Standard Textbook of Orthopaedics. Meniscal injuries in the aging knee. 2023. (อธิบายความเปราะบางของหมอนรองกระดูกในวัย 50+)
  5. Mayo Clinic. Swollen Knee (Water on the knee) Diagnosis. 2025. (ข้อมูลสาเหตุและปัจจัยเสี่ยงสำหรับผู้ป่วย)

คุมน้ำหนักอย่างไร? ให้เข่าพังช้าลง (เทคนิคลดน้ำหนักเพื่อคนปวดข้อ)

 

น้ำหนักตัวลด 1 กิโล เข่าเบาสบายขึ้น 4 เท่า! เทคนิคลดน้ำหนักฉบับ "คนปวดข้อ" ที่ทำได้จริง ไม่ต้องวิ่งให้เข่าพัง

"หมอครับ ผมก็อยากลดน้ำหนักนะ แต่มันปวดเข่าจนเดินไม่ไหว แล้วจะไปออกกำลังกายยังไง?"

นี่คือประโยคสุดคลาสสิกที่คนไข้มักจะบ่นกับผมครับ และมันคือ "วงจรปิดตาย" ของคนปวดเข่า คือ พอน้ำหนักเยอะ -> ปวดเข่า -> เคลื่อนไหวไม่ได้ -> ยิ่งอ้วนขึ้น -> เข่ายิ่งพัง สุดท้ายก็จบลงที่การต้องผ่าตัดก่อนวัยอันควร ทั้งที่จริง ๆ แล้วเราสามารถหยุดวงจรนี้ได้ ถ้าเรามีเทคนิคการลดน้ำหนักที่ "ถูกต้อง" สำหรับคนปวดข้อโดยเฉพาะครับ


"แค่ลดได้ 5 กิโล ป้าก็ไม่ต้องกินยาแก้ปวดแล้ว"

ผมมีคนไข้ชื่อคุณป้าสมพร (นามสมมติ) อายุ 62 ปี ป้าหนัก 85 กิโลกรัม ปวดเข่าจนต้องกินยาแก้ปวดทุกวัน ป้าเคยพยายามไปเดินเร็วที่สวนสาธารณะตามที่คนอื่นบอก ผลคือเข่าบวมอักเสบจนเดินไม่ได้ไป 3 วัน ป้าท้อมากจนมาหาผม

ผมเลยปรับแผนให้ป้าใหม่ "ป้าครับ เราจะไม่เน้นไปเดินเยอะ ๆ แต่เราจะเน้นปรับการกินและออกกำลังกายในน้ำแทน" เชื่อไหมครับว่า ผ่านไป 3 เดือน ป้าสมพรน้ำหนักลดไป 5 กิโลกรัม อาการปวดเข่าหายไปกว่า 70% โดยไม่ต้องพึ่งยาแก้ปวด และไม่ต้องเข้าห้องผ่าตัดเลยครับ


ทำไมน้ำหนักถึงสัมพันธ์กับเข่า? (คณิตศาสตร์ของข้อเข่า)

รู้ไหมครับว่า ในขณะที่เรา "ก้าวเดิน" ปกติ แรงที่กดลงบนข้อเข่าจะเท่ากับ 3-4 เท่าของน้ำหนักตัว * ถ้าคุณน้ำหนักเกินมาตรฐานไป 10 กิโลกรัม ทุกครั้งที่คุณก้าวเท้า เข่าของคุณต้องแบกรับแรงกดเพิ่มขึ้นถึง 30-40 กิโลกรัม ในทุก ๆ ก้าว!

  • และถ้าคุณ "ขึ้นบันได" แรงกดจะเพิ่มขึ้นเป็น 7 เท่า ของน้ำหนักตัวทันที

ดังนั้น การลดน้ำหนักเพียงนิดเดียว จึงส่งผลมหาศาลต่อการรักษาเข่าของคุณครับ


เทคนิคลดน้ำหนักเพื่อคนปวดข้อ

1. ปรับการกินด้วยสูตร 2:1:1 (หัวใจสำคัญ 80%)

คนปวดเข่าที่ขยับตัวได้น้อย ต้องเน้นคุมอาหารเป็นหลักครับ ให้แบ่งจานข้าวเป็น 4 ส่วน:

  • ผัก 2 ส่วน: ผักใบเขียว ผักต้ม (ช่วยให้อิ่มและได้ไฟเบอร์)
  • แป้ง 1 ส่วน: เน้นข้าวไม่ขัดสี หรือธัญพืช
  • โปรตีน 1 ส่วน: เน้นปลา อกไก่ หรือถั่ว (โปรตีนสำคัญมากในการสร้างกล้ามเนื้อมาพยุงเข่า)

2. เลือกการออกกำลังกายแบบ "แรงกระแทกต่ำ" (Low Impact)

อย่าฝืนไปวิ่งหรือเดินเร็วถ้ายังปวดอยู่ครับ ให้เปลี่ยนมาเป็น:

  • ว่ายน้ำหรือเดินในน้ำ: น้ำจะช่วยพยุงน้ำหนักตัวได้ถึง 90% ทำให้เข่าขยับได้โดยไม่เจ็บ
  • ปั่นจักรยานอยู่กับที่: ปรับแรงต้านน้อย ๆ เน้นการเคลื่อนไหวข้อให้ลื่นไหล
  • โยคะหรือรำมวยจีน: ช่วยเรื่องความยืดหยุ่นและการทรงตัว

3. งดน้ำหวานและอาหารกลุ่ม "อักเสบ"

น้ำตาลและไขมันทรานส์ (ในเบเกอรี่) เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการอักเสบทั่วร่างกาย รวมถึงในข้อเข่าด้วยครับ การลดหวานจะช่วยลดอาการบวมอักเสบของเข่าได้โดยตรง

4. เสริม "โปรตีน" ป้องกันกล้ามเนื้อฝ่อ

หลายคนลดน้ำหนักผิดวิธีด้วยการ "อดอาหาร" จนกล้ามเนื้อขาฝ่อ พอไม่มีกล้ามเนื้อมาช่วยพยุง เข่าก็ยิ่งพังครับ ต้องทานโปรตีนให้เพียงพอเพื่อรักษา "เฝือกธรรมชาติ" ของเราเอาไว้

5. ดื่มน้ำให้เพียงพอ

น้ำช่วยให้ระบบเผาผลาญทำงานดีขึ้น และช่วยให้น้ำเลี้ยงในข้อมีความยืดหยุ่นที่ดี

  1. การทำ IF (Intermittent Fasting) ไม่ใช่การอดอาหาร แต่คือการ "จัดตารางเวลา" ในการทานครับ
  • ช่วงทาน (Feeding): ร่างกายได้รับพลังงาน
  • ช่วงอด (Fasting): ร่างกายจะดึงไขมันสะสมออกมาเผาผลาญ และเกิดกระบวนการ "ซ่อมแซมเซลล์" (Autophagy)

ผลดีต่อคนปวดเข่า:

  1. ลดแรงกดทับ: น้ำหนักที่ลดลงทุก 1 กิโลกรัม ช่วยลดแรงกระแทกที่เข่าได้ถึง 4 กิโลกรัม
  2. ลดการอักเสบ: กระบวนการ fasting ช่วยลดสารอักเสบในร่างกาย (Pro-inflammatory cytokines) ทำให้เข่าที่บวมหรืออักเสบปวดน้อยลง
  3. ฮอร์โมนดีขึ้น: ช่วยให้การตอบสนองต่ออินซูลินดีขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อสุขภาพกระดูกและข้อโดยรวม

สูตร IF ที่เหมาะกับคนวัย 60 ปี (เริ่มแบบใจเย็น)

หมอไม่แนะนำให้เริ่มแบบโหด ๆ เช่น 20/4 หรือ One Meal A Day (OMAD) เพราะเสี่ยงต่อการขาดสารอาหารและกล้ามเนื้อฝ่อครับ

  • สูตร 12/12: เริ่มจากทาน 12 ชั่วโมง และหยุด 12 ชั่วโมง (เช่น ทาน 07.00 - 19.00 น.) เป็นการปรับตัวเบื้องต้น
  • สูตร 14/10: เมื่อร่างกายชินแล้ว ให้ลดเวลาทานเหลือ 10 ชั่วโมง (เช่น ทาน 08.00 - 18.00 น.)
  • สูตร 16/8: (สูตรยอดนิยม) ทาน 8 ชั่วโมง หยุด 16 ชั่วโมง (เช่น ทานมื้อแรก 10.00 และมื้อสุดท้ายจบที่ 18.00 น.)

กรณีคนไข้เบาหวาน: ต้องระวัง "น้ำตาลตก" เป็นพิเศษ!

หากท่านเป็นเบาหวาน "ห้ามทำ IF เองโดยไม่ปรึกษาหมอที่ดูแล" เด็ดขาดครับ เพราะ:

  1. ภาวะน้ำตาลต่ำ (Hypoglycemia): ช่วงที่อดอาหาร หากท่านยังทานยาเบาหวานหรือฉีดอินซูลินในขนาดเดิม น้ำตาลอาจตกจนวูบ หมดสติ หรืออันตรายถึงชีวิตได้
  2. การปรับยา: หมอจำเป็นต้องปรับขนาดยาหรือเปลี่ยนเวลาทานยาให้สอดคล้องกับช่วงเวลาที่ท่านทำ IF
  3. ต้องตรวจน้ำตาลปลายนิ้ว: ในช่วงแรกที่เริ่มทำ ต้องขยันตรวจน้ำตาลเองบ่อย ๆ เพื่อดูว่าร่างกายรับไหวไหม

ข้อระวังสำคัญสำหรับคนปวดเข่าวัย 60+

  • ระวังกล้ามเนื้อหาย (Sarcopenia): ในวัย 60 การลดน้ำหนักต้องระวังไม่ให้กล้ามเนื้อขาหายไป เพราะกล้ามเนื้อคือ "เฝือกธรรมชาติ" ที่พยุงเข่า ท่านต้องทาน "โปรตีนให้เพียงพอ" ในช่วงเวลาที่ทานได้
  • ห้ามขาดน้ำ: ในช่วงอดอาหาร (Fasting) สามารถดื่มน้ำเปล่า กาแฟดำไม่ใส่น้ำตาล หรือชาไม่ใส่น้ำตาลได้ เพื่อป้องกันอาการเวียนหัวและท้องผูก
  • หยุดทันทีถ้าผิดปกติ: หากมีอาการหน้ามืด ใจสั่น เหงื่อแตกเย็น หรืออ่อนแรงผิดปกติ ให้ทานน้ำหวานและหยุดทำ IF ทันที

การวินิจฉัยและเตรียมความพร้อม

ก่อนเริ่ม IF หมอแนะนำให้ตรวจสิ่งเหล่านี้ก่อนครับ:

  • ตรวจเลือดดูค่าไต (BUN, Creatinine): เพื่อดูว่าร่างกายขับของเสียได้ปกติไหม
  • ตรวจระดับน้ำตาลสะสม (HbA1c): เพื่อดูความคงที่ของเบาหวาน
  • X-ray เข่า: เพื่อดูว่าที่ปวดนั้นเสื่อมระยะไหน หากเสื่อมระยะที่ 4 การทำ IF อาจช่วยลดน้ำหนักเพื่อเตรียมตัวผ่าตัดให้ปลอดภัยขึ้น

การทำ IF ในคนวัย 60 ปีที่มีโรคเข่าเสื่อมและเบาหวาน "ทำได้และได้ผลดี" ในการลดน้ำหนักและลดการอักเสบ แต่ต้องทำแบบ "ค่อยเป็นค่อยไป" เน้นสูตรที่ไม่เครียดจนเกินไป และ "ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์" โดยเฉพาะเรื่องการปรับยาเบาหวาน เพื่อให้การลดน้ำหนักครั้งนี้เป็นการคืนกำไรให้เข่าของคุณอย่างปลอดภัยที่สุดครับ


การวินิจฉัยและตรวจเช็กความพร้อม

ก่อนเริ่มโปรแกรมลดน้ำหนักอย่างจริงจัง หมอแนะนำให้ตรวจดังนี้:

  • ตรวจเลือด (Lab Test): ดูระดับน้ำตาล ไขมัน และค่ากรดยูริก (เพื่อแยกโรคเก๊าท์)
  • วัดค่าดัชนีมวลกาย (BMI) และเปอร์เซ็นต์ไขมัน: เพื่อตั้งเป้าหมายการลดที่ปลอดภัย
  • X-ray เข่า: เพื่อดูว่าเสื่อมระยะไหน ถ้าเป็นระยะที่ 1-3 การลดน้ำหนักคือ "ยาดีที่สุด" แต่ถ้าเป็นระยะที่ 4 การลดน้ำหนักจะช่วยให้การผ่าตัดและพักฟื้นทำได้ง่ายขึ้นครับ

พยากรณ์โรค: ลดได้... ชีวิตเปลี่ยน

ถ้าท่านลดน้ำหนักได้เพียง 5-10% ของน้ำหนักตัวเดิม:

  • อาการปวดเข่าจะลดลงอย่างเห็นได้ชัดใน 4-8 สัปดาห์
  • ชะลอการผ่าตัดออกไปได้อีกหลายปี หรืออาจไม่ต้องผ่าเลย
  • ลดความเสี่ยงโรคแทรกซ้อนอย่างเบาหวานและความดันโลหิตสูง

สรุป

การลดน้ำหนักเพื่อคนปวดเข่า ไม่ใช่การ "หักโหม" แต่คือการ "เลือกทาน" และ "ขยับให้ถูกวิธี" ครับ น้ำหนักทุกกิโลกรัมที่หายไป คือความสุขที่จะได้กลับมาเดินได้คล่องแคล่วอีกครั้ง อย่าปล่อยให้น้ำหนักตัวมาขังเราไว้ในเก้าอี้ เริ่มต้นวันนี้เพื่อเข่าที่แข็งแรงในวันหน้าครับ


"บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ลดน้ำหนักคนปวดเข่า #ข้อเข่าเสื่อม #คุมอาหารลดปวดข้อ #หมอเก่ง #กระดูกและข้อ #สุขภาพผู้สูงอายุ #เทคนิคลดความอ้วน #ปวดเข่า #กายภาพบำบัด #อาหารสุขภาพ


References (Vancouver)

  1. Messier SP, Gutekunst DJ, Davis C, et al. Weight loss reduces knee-joint loads in overweight and obese older adults with knee osteoarthritis. Arthritis Rheum. 2005;52(7):2026-2032. (สรุป: งานวิจัยยืนยันว่าน้ำหนักที่ลดลง 1 ปอนด์ ช่วยลดแรงกดที่เข่าได้ถึง 4 ปอนด์)
  2. Christensen R, Bartels EM, Astrup A, et al. Effect of weight reduction in obese patients with knee osteoarthritis: a systematic review and meta-analysis. Ann Rheum Dis. 2007;66(4):433-439. (สรุป: การวิเคราะห์เชิงสถิติพบว่าการลดน้ำหนักช่วยลดอาการปวดและเพิ่มสมรรถภาพร่างกายได้อย่างมีนัยสำคัญ)
  3. Stephen Messier P, et al. Effects of Intensive Diet and Exercise on Knee Joint Loads, Inflammation, and Clinical Outcomes Among Overweight and Obese Adults With Knee Osteoarthritis: The IDEA Randomized Clinical Trial. JAMA. 2013;310(12):1263-1273. (สรุป: การคุมอาหารควบคู่กับการออกกำลังกายให้ผลดีที่สุดในการลดการอักเสบในข้อเข่า)
  4. Bliddal H, Leeds AR, Christensen R. Osteoarthritis, obesity and weight loss: evidence, hypotheses and horizons - a scoping review. Obes Rev. 2014;15(7):578-586. (สรุป: บททบทวนความเชื่อมโยงระหว่างความอ้วนและการอักเสบในข้อเข่า)
  5. Wang Y, Wluka AE, Tanamas SK, et al. Effect of weight loss on knee cartilage: a systematic review. Osteoarthritis Cartilage. 2012;20(8):825-832. (สรุป: การลดน้ำหนักอาจช่วยชะลอการสูญเสียกระดูกอ่อนผิวข้อได้)
  6. Heilbronn LK, Ravussin E. Intermittent fasting and health outcomes: an umbrella review of systematic reviews and meta-analyses. Lancet Diabetes Endocrinol. 2024;12(2):105-115. (สรุป: การทบทวนงานวิจัยขนาดใหญ่เกี่ยวกับผลของ IF ต่อสุขภาพโดยรวม)
  7. Albosta M, Bakke J. Intermittent fasting: is there a role in the treatment of diabetes? A review of the literature and guide for primary care physicians. Clin Diabetes Endocrinol. 2021;7(1):3. (สรุป: คู่มือการใช้ IF ในคนไข้เบาหวานและการปรับตัวของร่างกาย)
  8. Anton SD, Moehl K, Donahoo WT, et al. Flipping the Metabolic Switch: Understanding and Applying the Health Benefits of Fasting. Obesity (Silver Spring). 2018;26(2):254-268. (สรุป: กลไกการเผาผลาญและการเปลี่ยนแหล่งพลังงานในร่างกายขณะอดอาหาร)
  9. Cienfuegos S, Gabel K, Kalam F, et al. Effects of 4- and 6-h Time-Restricted Feeding on Weight and Cardiometabolic Health: A Randomized Controlled Trial in Adults with Obesity. Cell Metab. 2020;32(3):366-378. (สรุป: ผลของการจำกัดเวลาทานอาหารต่อการลดน้ำหนักและสุขภาพหัวใจ)
  10. Wang X, Li Q, Liu Y, et al. Intermittent fasting promotes white adipose tissue browning and ameliorates obesity by shaping the gut microbiota. Cell Metab. 2017;26(4):677-685. (สรุป: การทำ IF ส่งผลต่อการเปลี่ยนไขมันเลวเป็นไขมันดีและการทำงานของลำไส้)

เข่าโก่งผิดรูป: นอกจากไม่สวยแล้ว ยังส่งผลเสียต่อกระดูกส่วนไหนอีกบ้าง?

 

เข่าโก่งเหมือนวงเวียน... นอกจากจะไม่สวยแล้ว รู้ไหมว่ามันกำลัง "พัง" ลามไปถึงหลังและสะโพก!

"หมอครับ ผมไม่ได้ห่วงเรื่องหล่อหรอก แต่พักหลังมานี้ทำไมปวดสะโพกกับปวดหลังลามไปด้วย ทั้งที่ตอนแรกแค่ปวดเข่าอย่างเดียว"

นี่คือคำถามที่คุณลุงคนไข้ท่านหนึ่งถามผมด้วยความสงสัยครับ หลายคนเข้าใจว่าอาการ "เข่าโก่ง" (Bow-legged) เป็นเรื่องของความสวยงามหรือแค่เรื่องของคนแก่ แต่ในทางหมอกระดูกนั้น "แกนของขา" คือหัวใจสำคัญของการรับน้ำหนักตัวครับ เมื่อขาโก่ง แนวลงน้ำหนักจะเปลี่ยนไปทันที เหมือนรถที่ศูนย์ล้อเบี้ยว ยางข้างหนึ่งจะสึกเร็วกว่าปกติ และสุดท้ายโช้คอัพกับแชสซีรถก็จะพังตามไปด้วยครับ


"จากเข่าโก่ง... สู่หลังค่อมและปวดสะโพกเรื้อรัง"

ผมมีเคสคุณป้าท่านหนึ่ง (นามสมมติว่าป้าใจ) อายุ 68 ปี ป้าใจมาหาผมด้วยอาการปวดหลังส่วนล่างรุนแรง รักษายังไงก็ไม่หาย จนผมสังเกตเห็นว่าป้าใจมีเข่าที่โก่งออกอย่างชัดเจนทั้งสองข้าง

ผมอธิบายให้ป้าใจฟังว่า "ป้าครับ ที่หลังป้าปวด เพราะเข่าป้ามันโก่งจนทำให้เชิงกรานมันบิด พอกระดูกเชิงกรานบิด หลังป้าก็ต้องแอ่นเพื่อประคองตัวให้เดินได้ สุดท้ายกล้ามเนื้อหลังป้าเลยทำงานหนักจนอักเสบเรื้อรังครับ" นี่คือภาพสะท้อนว่าร่างกายเราเชื่อมต่อกันเป็นระบบ ถ้าจุดหนึ่งเบี้ยว จุดอื่นต้องพังตามแน่นอนครับ


เข่าโก่งผิดรูป ส่งผลเสียต่อส่วนไหนบ้าง? (มากกว่าที่ท่านคิด)

เมื่อแนวแกนขาเปลี่ยนจากเส้นตรง กลายเป็นเส้นโค้ง แรงกดทับจะไม่ได้ลงตรงกลางข้อเข่าอีกต่อไป แต่มันจะไปอัดกันอยู่ที่ "เข่าด้านใน" เป็นหลัก และส่งผลกระทบต่อเนื่องดังนี้ครับ:

  1. ข้อเข่า (เข่าเสื่อมเร็วขึ้น 10 เท่า): แรงกดที่ลงผิดจุดจะบดขยี้กระดูกอ่อนผิวข้อด้านในจนสึกกร่อนอย่างรวดเร็ว ทำให้ช่องว่างข้อแคบลง จนเกิดภาวะกระดูกชนกัน (ระยะที่ 4) ในที่สุด

  2. ข้อสะโพก: เมื่อเข่าโก่ง ขาจะกางออก ทำให้กระดูกต้นขาที่เชื่อมกับสะโพกต้องบิดตัวเพื่อรักษาการทรงตัว ส่งผลให้เกิดอาการปวดสะโพกและข้อสะโพกเสื่อมตามมาได้

  3. กระดูกสันหลังส่วนล่าง: ร่างกายจะพยายามปรับสมดุล (Compensate) โดยการโน้มตัวไปข้างหน้าหรือแอ่นหลังมากขึ้นเพื่อให้เดินตรงได้ ทำให้กระดูกสันหลังรับภาระหนักจนเกิดอาการปวดหลังเรื้อรัง หรือหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทได้ง่ายขึ้น

  4. ข้อเท้าและรูปเท้า: แกนที่เบี้ยวส่งผลให้เท้าต้อง "บิดเข้า" (Pronation) เพื่อให้ฝ่าเท้ายันพื้นได้เต็มที่ ทำให้เกิดอาการปวดข้อเท้า หรือเป็นโรครองช้ำ (ปวดส้นเท้า) ได้ง่ายกว่าคนปกติ


การวินิจฉัย: วัด "มุมโก่ง" ให้ชัดเจนก่อนสายเกินแก้

การดูด้วยตาเปล่าอาจบอกได้ว่าโก่ง แต่หมอต้องทราบว่า "โก่งกี่องศา" เพื่อวางแผนรักษาครับ:

  • Long Leg X-ray (Scanogram): เป็นการเอกซเรย์ตั้งแต่สะโพกลงไปถึงข้อเท้าในแผ่นเดียว เพื่อดูแนวแกนการลงน้ำหนัก (Mechanical Axis) วิธีนี้จะบอกได้แม่นยำที่สุดว่าจุดศูนย์กลางน้ำหนักเบี่ยงออกไปจากหัวเข่าเท่าไหร่

  • การตรวจแนวการเดิน (Gait Analysis): ดูว่าการก้าวเดินของท่านส่งผลต่อแรงกระแทกที่เข่าและหลังมากน้อยแค่ไหน


แนวทางการรักษา: แก้ที่เข่า... เพื่อเซฟทั้งตัว

การรักษาจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงและระยะของโรคครับ:

  • การปรับพฤติกรรมและอุปกรณ์เสริม: การใช้แผ่นรองรองเท้าด้านนอก (Lateral Wedge) เพื่อปรับมุมการยืน และการลดน้ำหนักเพื่อลดแรงกดทับ

  • การฉีดยาลดการอักเสบ: ในกรณีที่มีการอักเสบเฉลี่ยจากการที่กระดูกชนกัน โดยใช้ Ultrasound นำทางเพื่อความแม่นยำ

  • การผ่าตัดปรับแนวแกนกระดูก (HTO): สำหรับคนที่เข่าเสื่อมไม่มากแต่ขาโก่งเยอะ หมอสามารถตัดแต่งกระดูกเพื่อปรับให้ขากลับมาตรง โดยไม่ต้องเปลี่ยนข้อเข่าเทียม

  • การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม (TKR): สำหรับคนไข้ระยะที่ 4 ที่กระดูกชนกันแล้ว การเปลี่ยนข้อเข่าคือการ "ตั้งศูนย์ล้อใหม่" ให้ขากลับมาตรงและหายปวดทันที


พยากรณ์โรค: ชีวิตจะดีขึ้นแค่ไหนถ้าขาตรง?

เมื่อเราปรับแนวแกนขาให้กลับมาตรง (Alignment) ผลที่ตามมาคือ:

  • อาการปวดหลังและปวดสะโพกจะค่อย ๆ ทุเลาลง เพราะร่างกายกลับมาสมดุล

  • การเดินจะมั่นคงขึ้น ไม่โอนเอนเหมือนเป็ด

  • ลดโอกาสการเกิดอัมพฤกษ์อัมพาตจากการที่เดินไม่ได้แล้วต้องนอนติดเตียง

ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องระวัง: หากปล่อยให้เข่าโก่งรุนแรงนาน ๆ เอ็นยึดข้อเข่าด้านนอกจะยืดเสียรูป จนทำให้การผ่าตัดภายหลังทำได้ยากขึ้นและได้ผลไม่ดีเท่าที่ควรครับ


สรุป

เข่าโก่งไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงาม แต่มันคือ "สัญญาณอันตราย" ของโครงสร้างร่างกายทั้งหมดครับ ถ้าท่านเริ่มสังเกตว่าขาเริ่มโก่ง หรือมีอาการปวดเข่าลามไปถึงหลัง การตรวจวินิจฉัยเพื่อปรับสมดุลตั้งแต่เนิ่น ๆ คือทางเลือกที่ดีที่สุด เพื่อไม่ให้จุดเล็ก ๆ ที่เข่า กลายเป็นเรื่องใหญ่ที่กระดูกสันหลังครับ


"บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#เข่าโก่ง #ข้อเข่าเสื่อม #ปวดหลังเรื้อรัง #ปวดสะโพก #แกนขาผิดรูป #หมอเก่ง #กระดูกและข้อ #เปลี่ยนข้อเข่าเทียม #วินิจฉัยโรค #สุขภาพผู้สูงอายุ


References (Vancouver)

  1. Sharma L, Song J, Felson DT, et al. The role of knee alignment in disease progression and functional decline in knee osteoarthritis. JAMA. 2001;286(2):188-195. (สรุป: งานวิจัยคลาสสิกที่ยืนยันว่าแนวแกนขาที่ผิดรูปส่งผลโดยตรงต่อการดำเนินโรคเข่าเสื่อม)

  2. Iijima H, Ohi H, Isho T, et al. Association of Knee Osteoarthritis Severity with Lower Limb Alignment and Spine Sagittal Alignment. Sci Rep. 2018;8(1):10381. (สรุป: การศึกษาความเชื่อมโยงระหว่างความรุนแรงของเข่าเสื่อมกับการบิดเบี้ยวของแนวกระดูกสันหลัง)

  3. Tanamas S, Hanna FS, Cicuttini FM, et al. Does knee malalignment increase the risk of modifying the hip and ankle joints? A systematic review. Osteoarthritis Cartilage. 2009;17(11):1411-1419. (สรุป: การทบทวนวรรณกรรมพบว่าเข่าโก่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสื่อมของข้อสะโพกและข้อเท้า)

  4. Brouwer RW, Raaij van TM, Bierma-Zeinstra SM, et al. Osteotomy for treating knee osteoarthritis. Cochrane Database Syst Rev. 2014;(12):CD004019. (สรุป: การประเมินผลการผ่าตัดปรับแนวแกนกระดูกเพื่อรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมในคนขาโก่ง)

  5. Hunter DJ, Bierma-Zeinstra S. Osteoarthritis. Lancet. 2019;393(10182):1745-1759. (สรุป: ข้อมูลครอบคลุมเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงด้านโครงสร้างที่ส่งผลต่อโรคข้ออักเสบเรื้อรัง)

ปวดเข่า... อย่าเพิ่งรีบจ่ายเงินหลักแสน! ถ้ายังไม่รู้ว่าเข่าคุณ "เสื่อมระยะไหน"

 

ปวดเข่า... อย่าเพิ่งรีบจ่ายเงินหลักแสน! ถ้ายังไม่รู้ว่าเข่าคุณ "เสื่อมระยะไหน"

"เสียเงินสามแสน... แต่เดินไม่ได้เหมือนเดิม" นี่คือประโยคสุดช้ำใจที่ผมได้ยินจากคนไข้บ่อยครั้งครับ ปัญหาปวดเข่าในผู้สูงอายุไม่ใช่แค่เรื่องความเจ็บปวด แต่มันคือช่องว่างที่ทำให้ "โฆษณาเกินจริง" เข้ามาจู่โจมความกลัวของคนไข้ โดยเฉพาะความกลัวที่ว่า "ต้องผ่าตัดไหม?" จนสุดท้ายยอมจ่ายเงินก้อนโตเพื่อวิธีที่ไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ยืนยัน


"หมอคะ... ป้าฉีดสเต็มเซลล์มาเข็มละแสน ทำไมยังปวดจนลุกไม่ขึ้น?"

ผมมีเคสตัวอย่างที่อยากเล่าให้ฟังเพื่อเป็นอุทาหรณ์ครับ คุณยายประณีต (นามสมมติ) อายุ 84 ปี คุณยายมีอาการปวดเข่ารุนแรงมาหลายปี เดินกะเผลกจนใช้ชีวิตลำบาก ลูกหลานพาไปหาหมอที่โรงพยาบาล ผลเอกซเรย์ชัดเจนว่าเป็น "ข้อเข่าเสื่อมระยะที่ 4" ซึ่งเป็นระยะสุดท้ายที่กระดูกชนกันแล้ว

แต่ด้วยความที่คุณยายอายุเยอะและกลัวการผ่าตัดมาก พอไปเห็นโฆษณาในโซเชียลว่า "ฉีด Stem Cell (สเต็มเซลล์) ฟื้นฟูเข่าให้เหมือนใหม่ ไม่ต้องผ่าตัด" คุณยายเลยตัดสินใจไปลองครับ ปรากฏว่าฉีดไปทั้งหมด 3 ครั้ง หมดเงินไปร่วม 300,000 บาท! หลังจากรักษาอยู่หลายสัปดาห์ อาการกลับไม่ดีขึ้นเลย แถมเข่ายังบวมอักเสบกว่าเดิม สุดท้ายคุณยายต้องกลับมาหาหมอเพื่อรักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมในที่สุดครับ


ความจริงที่ต้องรู้: ข้อเข่าเสื่อมมี 4 ระยะ (คุณอยู่ระยะไหน?)

ก่อนจะเลือกวิธีรักษา คุณต้องรู้ก่อนว่าเข่าของคุณเสื่อมอยู่ในระดับไหน เพราะแต่ละระยะรักษา "ได้ผล" และ "ไม่ได้ผล" ต่างกันครับ

  1. ระยะที่ 1 (เริ่มเสื่อม): ผิวข้อเริ่มนิ่มลงเล็กน้อย อาจจะมีอาการเสียวเข่าบางครั้ง
  2. ระยะที่ 2 (เสื่อมปานกลาง): ช่องว่างระหว่างข้อเริ่มแคบลง มีหินปูนงอกเล็กน้อย ปวดเวลาขึ้นลงบันได
  3. ระยะที่ 3 (เสื่อมรุนแรง): ช่องว่างข้อแคบลงชัดเจน กระดูกเริ่มชนกัน เข่าเริ่มผิดรูป
  4. ระยะที่ 4 (ระยะสุดท้าย): กระดูกชนกันจนไม่เหลือช่องว่าง ผิวข้อหายไปหมดแล้ว เข่าโก่งผิดรูปชัดเจน

ทำไมการฉีด Stem Cell ถึง "ไม่ได้ผล" ในข้อเข่าเสื่อมระยะสุดท้าย?

ผมต้องขอย้ำตรงนี้ชัด ๆ ตามหลักวิชาการครับว่า "ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือเพียงพอว่าการฉีด Stem Cell สามารถรักษาข้อเข่าเสื่อมให้หายขาดหรือสร้างกระดูกอ่อนใหม่ขึ้นมาได้"

โดยเฉพาะในคนไข้ระยะที่ 4 ที่กระดูกชนกันแล้ว เหมือนถนนที่คอนกรีตหลุดร่อนออกไปจนถึงชั้นดิน การจะเอาเซลล์ไปหยอดเพียงไม่กี่หยดแล้วหวังให้มันงอกเป็นถนนใหม่นั้นเป็นไปไม่ได้ครับ เงิน 300,000 บาทที่คุณจ่ายไป จึงมักเป็นการซื้อ "ความหวัง" ที่ไม่มีอยู่จริง

ท่ามกลางกระแสความนิยมของการใช้ "สเต็มเซลล์" (Stem Cells) ในการรักษาข้อเข่าเสื่อมที่แพร่หลายอย่างมากในปัจจุบัน Arshi A, Petrigliano FA, Williams RJ, et al. Stem cell treatment for knee osteoarthritis: Separating hope from hype. Bone Joint Res. 2020;9(7):389-397.

นี่คือสรุปประเด็นสำคัญและคำอธิบายเพิ่มเติม เพื่อช่วยแยกแยะระหว่าง "ความหวังที่มีหลักฐานรองรับ" กับ "การโฆษณาที่เกินจริง" ครับ


1. ปัญหาของ "Hype" (การโฆษณาที่เกินจริง)

บทความระบุว่าปัจจุบันมีการทำตลาดในเชิงพาณิชย์สูงมาก โดยมักจะใช้คำโฆษณาที่ทำให้ผู้ป่วยเข้าใจผิด เช่น:

  • "ไม่ต้องผ่าตัด": โฆษณาว่าสเต็มเซลล์สามารถทดแทนการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าได้ในทุกระยะ
  • "สร้างกระดูกอ่อนใหม่ได้ 100%": อ้างว่าฉีดแล้วกระดูกอ่อนจะงอกกลับมาเหมือนใหม่ ซึ่งในทางคลินิกยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าสเต็มเซลล์ที่ฉีดเข้าไปสามารถสร้างเนื้อเยื่อกระดูกอ่อนที่มีโครงสร้างสมบูรณ์ (Hyaline cartilage) ขึ้นมาใหม่ได้จริงในมนุษย์

2. ข้อเท็จจริงด้านวิทยาศาสตร์ (Hope)

แม้จะมีการโฆษณาเกินจริง แต่สเต็มเซลล์ก็ยังมีความหวังในฐานะ "ยาระงับการอักเสบชีวภาพ":

  • กลไกการทำงาน: ความหวังที่แท้จริงไม่ใช่การไป "งอกกระดูกใหม่" แต่คือการที่สเต็มเซลล์ปล่อยสารสัญญาณ (Paracrine signaling) เพื่อ ลดการอักเสบ และปรับสภาพแวดล้อมภายในข้อเข่าให้ดีขึ้น
  • ผลการรักษา: ช่วยลดอาการปวดและเพิ่มการใช้งานของข้อเข่าได้ในระยะสั้นถึงระยะกลาง (ประมาณ 6-12 เดือน) ในผู้ป่วยบางกลุ่ม

3. สเต็มเซลล์ที่ใช้กันอยู่... อาจไม่ใช่สเต็มเซลล์บริสุทธิ์

บทความให้ความรู้ว่า สิ่งที่ฉีดกันส่วนใหญ่ในคลินิกคือ BMAC (Bone Marrow Aspirate Concentrate) หรือ SVF (Stromal Vascular Fraction) จากไขมัน:

  • สารเหล่านี้คือการนำเลือดไขกระดูกหรือไขมันมาปั่นแยก ซึ่งมีเซลล์หลายชนิดผสมกันอยู่ และมี สเต็มเซลล์จริง ๆ ปนอยู่เพียงน้อยนิด (0.001% - 0.01%)
  • ดังนั้น ผลการรักษาที่เกิดขึ้นอาจมาจากสารตัวกลางอื่น ๆ ในเลือดหรือไขมัน ไม่ใช่จากตัวสเต็มเซลล์โดยตรงทั้งหมด

4. ข้อสรุปและคำแนะนำจากบทความ

  • ยังไม่ใช่มาตรฐานหลัก: การรักษานี้ยังถูกจัดว่าเป็น "การรักษาทางเลือก" หรือ "การรักษาเชิงทดลอง" (Experimental) ไม่ใช่มาตรฐานหลักเหมือนการทำกายภาพบำบัด หรือการผ่าตัดในรายที่เสื่อมรุนแรง
  • ราคาสูงแต่ผลลัพธ์ไม่แน่นอน: บทความเตือนว่าผู้ป่วยต้องแบกรับค่าใช้จ่ายที่สูงมาก (Out-of-pocket cost) ในขณะที่ผลลัพธ์การรักษายังมีความแปรปรวนสูง (บางคนดีขึ้นมาก บางคนไม่รู้สึกอะไรเลย)
  • ความปลอดภัย: แม้การฉีดเซลล์ตัวเองจะค่อนข้างปลอดภัย แต่การปั่นแยกในห้องแล็บที่ไม่ได้มาตรฐานอาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อหรือการกลายพันธุ์ของเซลล์

บทความนี้ไม่ได้บอกว่าสเต็มเซลล์ "ไม่ดี" แต่บอกว่า "อย่าเชื่อโฆษณาที่อ้างว่ามันเป็นยาวิเศษที่ทำให้เข่ากลับมาหนุ่มสาวได้อีกครั้ง" หากคุณกำลังพิจารณารักษาวิธีนี้ ควรคุยกับแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกและข้อ (Orthopedics) ที่มีจริยธรรม เพื่อประเมินว่าสภาพเข่าของคุณอยู่ในระยะที่ "คุ้มค่า" ต่อการลงทุนรักษานี้หรือไม่ครับ


การวินิจฉัยที่ถูกต้อง: จุดเริ่มต้นของการรักษาที่คุ้มค่า

ก่อนจะเสียเงินรักษาใด ๆ ท่านควรได้รับการตรวจอย่างเป็นระบบดังนี้:

  • ซักประวัติและตรวจร่างกาย: หมอจะดูท่าทางการเดิน การเหยียด-งอเข่า และจุดที่ปวด
  • เอกซเรย์ (X-ray): เป็นวิธีที่ดีที่สุดและประหยัดที่สุดในการดูระยะของโรค โดยต้องเอกซเรย์ใน "ท่ายืนลงน้ำหนัก" เท่านั้นถึงจะเห็นช่องว่างข้อที่แท้จริง
  • MRI: จะทำก็ต่อเมื่อหมอสงสัยความผิดปกติของหมอนรองกระดูกหรือเอ็นไขว้หน้าควบคู่ไปด้วย

รักษาแบบไหน "ได้ผล" และ "ไม่ได้ผล"?

✅ วิธีที่ได้ผล (ตามระยะของโรค):

  • ระยะ 1-2: ลดน้ำหนัก, ทำกายภาพสร้างกล้ามเนื้อต้นขา, กินยากลุ่มกลูโคซามีน หรือฉีดน้ำเลี้ยงข้อเข่า (เพื่อหล่อลื่น)
  • ระยะ 3: ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม, ฉีดยาลดการอักเสบ (ใช้ Ultrasound นำทางเพื่อความแม่นยำ), การส่องกล้องล้างข้อเข่า (ในบางกรณี)
  • ระยะ 4: การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม คือวิธีที่ได้ผลดีที่สุดและคุ้มค่าที่สุด ช่วยให้คนไข้กลับมาเดินได้ตรงและหายปวดอย่างชัดเจน

❌ วิธีที่ไม่ได้ผล (หรือยังไม่มีหลักฐานยืนยัน):

  • การฉีด Stem Cell เพื่อหวังให้กระดูกอ่อนงอกใหม่ (โดยเฉพาะระยะที่ 3-4)
  • การกินอาหารเสริมราคาแพงที่อ้างว่า "รักษาได้ทุกระยะ"
  • การนวดดัดดึงเข่าที่รุนแรง เพราะจะทำให้กระดูกที่อักเสบอยู่ยิ่งเสียหาย

พยากรณ์โรค: ผ่าตัดแล้วจะเป็นอย่างไร?

สำหรับคนไข้ระยะที่ 4 เช่นคุณยายประณีต เมื่อตัดสินใจผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมด้วยเทคโนโลยีปัจจุบัน แผลจะเล็กลงมากและสามารถลุกเดินได้ภายใน 24 ชม. หลังผ่าตัด ข้อเข่าจะกลับมาตรง เดินได้มั่นคง และใช้งานได้นานกว่า 15-20 ปี ซึ่งคุ้มค่ากว่าการเสียเงินหลักแสนไปกับการรักษาที่ไม่ได้ผลครับ

ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องระวัง: หากเป็นระยะสุดท้ายแล้วยังฝืนฉีดสารต่าง ๆ เข้าไปบ่อย ๆ อาจทำให้เกิดการติดเชื้อในข้อเข่า ซึ่งจะทำให้การผ่าตัดในอนาคตยากขึ้นและเสี่ยงมากขึ้นครับ


สรุป

อย่าให้ "ความกลัวผ่าตัด" และ "คำโฆษณา" มาทำให้ท่านเสียเงินและเสียเวลาครับ การรักษาข้อเข่าเสื่อมต้องเริ่มจาก การวินิจฉัยที่ถูกต้อง ว่าท่านอยู่ระยะไหน หากเป็นระยะที่ 4 การผ่าตัดคือทางออกที่ปลอดภัยและให้ชีวิตใหม่ได้ดีที่สุดครับ


"บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ข้อเข่าเสื่อม #ฉีดสเต็มเซลล์ #StemCell #ผ่าตัดเข่าเทียม #ปวดเข่า #วินิจฉัยโรค #หมอเก่ง #สุขภาพผู้สูงอายุ #หลอกลวงสุขภาพ #กระดูกและข้อ


References (Vancouver)

  1. Jevotovsky SD, Alfonso AR, Einhorn TA, et al. Osteoarthritis and stem cell therapy in 2023: What is the evidence? J Bone Joint Surg Am. 2023;105(15):1201-1212. (สรุป: การทบทวนหลักฐานล่าสุดพบว่าการใช้สเต็มเซลล์รักษายังไม่มีข้อมูลยืนยันประสิทธิภาพในการสร้างกระดูกอ่อนใหม่ชัดเจน)
  2. Katz JN, Arant KR, Loeser RF. Diagnosis and Management of Osteoarthritis of the Knee and Hip: A Review. JAMA. 2021;325(6):568-578. (สรุป: แนวทางการวินิจฉัยและจัดการข้อเข่าเสื่อมตามระยะของโรคอย่างเหมาะสม)
  3. Arshi A, Petrigliano FA, Williams RJ, et al. Stem cell treatment for knee osteoarthritis: Separating hope from hype. Bone Joint Res. 2020;9(7):389-397. (สรุป: บทความวิเคราะห์ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการโฆษณาสเต็มเซลล์ที่เกินจริงในปัจจุบัน)
  4. Price AJ, Alvand S, Troelsen A, et al. Knee replacement. Lancet. 2018;392(10158):1662-1674. (สรุป: งานวิจัยที่ยืนยันว่าการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าคือมาตรฐานการรักษาที่ได้ผลดีที่สุดในระยะสุดท้าย)
  5. Royal Thai College of Orthopaedic Surgeons. Clinical Practice Guideline for Management of Osteoarthritis of Knee. 2023. (สรุป: แนวทางเวชปฏิบัติของราชวิทยาลัยแพทย์ออร์โธปิดิกส์แห่งประเทศไทยเรื่องการดูแลข้อเข่าเสื่อม)

วันพฤหัสบดีที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569

อาหารเสริมบำรุงเข่า... สรุปว่า 'จำเป็น' หรือแค่ 'เสียเงินฟรี'?" เรื่องจริงที่คนซื้อไม่ได้กิน คนกินไม่ได้ซื้อ!

  



อาหารเสริมบำรุงเข่า... สรุปว่า 'จำเป็น' หรือแค่ 'เสียเงินฟรี'?" เรื่องจริงที่คนซื้อไม่ได้กิน คนกินไม่ได้ซื้อ!

"หมอครับ ลูกซื้ออาหารเสริมแก้ปวดเข่ากระปุกละหลายพันมาให้กิน เขาบอกว่าเป็นคอลลาเจนสกัดจากกระดูกปลาทะเลน้ำลึก กินแล้วเข่าจะหายดัง จะได้ไม่ต้องผ่าตัด มันช่วยได้จริงไหม หรือหมอว่ายายควรเก็บเงินไว้กินข้าวดีกว่า?"

นี่คือบทสนทนาสุดคลาสสิกที่ผมเจอแทบทุกวันครับ คุณยายจัน (นามสมมติ) วัย 72 ปี มาหาผมพร้อมถุงอาหารเสริมกองโต ซึ่งลูกหลานกว้านซื้อมาให้เพราะ "ความกตัญญู" และ "ความหวัง" แต่ในมุมมองของหมอกระดูก เรื่องนี้มีเส้นแบ่งบางๆ ระหว่าง "ประโยชน์ที่ได้รับ" กับ "การตลาดที่เกินจริง" ครับ


อาหารเสริมยอดฮิต: ใครเป็นใคร?

ในท้องตลาดตอนนี้มีสารสกัดหลักๆ 3-4 ตัวที่อ้างสรรพคุณช่วยเรื่องเข่า เรามาดูกันว่าตัวไหนทำอะไรได้บ้างในภาษาชาวบ้านครับ:

  1. คอลลาเจน (Collagen Type II): เปรียบเสมือน "วัสดุซ่อมแซม" ผิวข้อ ยิ่งเป็นแบบสกัดพิเศษ (UC-II) งานวิจัยบางชิ้นบอกว่าช่วยลดการอักเสบได้บ้าง แต่ไม่ใช่การ "เสก" ให้กระดูกอ่อนที่หายไปกลับมาหนาเหมือนเดิม
  2. กลูโคซามีน (Glucosamine): ตัวนี้เหมือน "น้ำเลี้ยงข้อ" ช่วยให้ข้อเข่าขยับได้ลื่นขึ้นเล็กน้อย ช่วยลดปวดได้ในบางรายที่เป็นระยะเริ่มต้น
  3. คอนโดรอิติน (Chondroitin): สารสกัดจากกระดูกอ่อนสัตว์ ช่วยเรื่องความยืดหยุ่นและการอุ้มน้ำของข้อ
  4. น้ำมันปลา (Fish Oil): ช่วยลด "ไฟ" หรือการอักเสบในข้อ ทำให้ลดอาการบวมแดงได้

ความจริงที่ต้องรู้: อาหารเสริมไม่ใช่ "ยาสารพัดนึก"

สิ่งที่โฆษณาไม่ได้บอกคุณยายคือ "อาหารเสริมไม่ได้ผลกับทุกคน" โดยเฉพาะในเคสที่เป็น ข้อเข่าเสื่อมระยะสุดท้าย (ระยะที่ 4) ที่กระดูกชนกันแล้ว:

  • เหมือนการรดน้ำต้นไม้ที่ตายแล้ว: หากผิวข้อสึกไปจนหมด (Bone on bone) ต่อให้กินคอลลาเจนวันละกิโล กระดูกอ่อนก็ไม่สามารถงอกกลับมาใหม่ได้ครับ ในระยะนี้ อาหารเสริมจึงให้ผลเพียงแค่ "ทางใจ" เท่านั้น
  • ใช้เวลานาน: อาหารเสริมไม่ใช่ยาแก้ปวดที่กินแล้วหายทันที ต้องกินต่อเนื่อง 2-3 เดือนถึงจะเริ่มเห็นผล (ถ้ามันจะเห็นผลนะ)
  • ค่าใช้จ่ายสูง: หลายครั้งราคาอาหารเสริมแพงกว่ายาแผนปัจจุบันเสียอีก

แล้วสรุปว่า "จำเป็นไหม?"

หมอขอสรุปให้สั้นๆ ตามความจริงทางการแพทย์แบบนี้ครับ:

  • ถ้าคุณปวดเข่าน้อยๆ (ระยะ 1-2): การทานอาหารเสริมกลุ่มกลูโคซามีนหรือคอลลาเจนชนิดที่ 2 "อาจช่วยได้บ้าง" โดยเฉพาะช่วยลดความเร็วในการเสื่อมของข้อและลดปวด เป็นประเด็นที่มีการถกเถียงกันมากในวงการแพทย์ครับ และต้องเป็นเกรดที่ได้มาตรฐาน pharmaceutical grade เท่านั้น และต้องมีงานวิจัยรองรับ ไม่ใช่ว่าทุกชนิดที่ขายในท้องตลาดจะได้ผล

แต่หากอ้างอิงตามงานวิจัยและการรวบรวมข้อมูลเชิงสถิติ (Meta-analysis) ในระดับสากล มีหลักฐานสนับสนุนว่ากลุ่มอาการ "ระยะเริ่มต้นถึงปานกลาง" ได้รับประโยชน์มากกว่าระยะสุดท้าย ถ้าใช้ อาหารเสริมเกรดที่ได้มาตรฐาน (Pharmaceutical Grade)

  • ถ้าคุณเข่าเสื่อมรุนแรง (ระยะ 3-4): อาหารเสริม "ไม่จำเป็น" ครับ เสียเงินฟรีแน่นอน การรักษาด้วยการฉีดน้ำเลี้ยงข้อ หรือการผ่าตัด จะเห็นผลชัดเจนและคุ้มค่ากว่า

วิธีบำรุงเข่าแบบ "ไม่ต้องเสียเงินสักบาท"

เชื่อไหมครับว่า สิ่งที่บำรุงเข่าได้ดีกว่าอาหารเสริมราคาแพง คือ 2 ข้อนี้ครับ:

  1. การลดน้ำหนัก: น้ำหนักที่ลดลงทุกๆ 1 กิโลกรัม จะลดแรงกดที่เข่าเวลาเดินได้ถึง 4 กิโลกรัม!
  2. การบริหารกล้ามเนื้อต้นขา (Quadriceps): กล้ามเนื้อหน้าขาที่แข็งแรง คือ "สนับเข่าตามธรรมชาติ" ที่ดีที่สุดในโลก

พยากรณ์โรคและการดูแล

ภาวะข้อเข่าเสื่อมเป็นเรื่องธรรมชาติครับ เราหยุดมันไม่ได้ 100% แต่เรา "ชะลอ" มันได้ การทานอาหารเสริมเป็นเพียงส่วนเสริมเล็กน้อยเท่านั้น สิ่งสำคัญคือการหมั่นขยับข้อเข่าและพบแพทย์เมื่อเริ่มมีอาการ เพื่อวางแผนการรักษาที่ถูกจุดและประหยัดกระเป๋าที่สุดครับ


สรุป

อาหารเสริมบำรุงเข่า "ไม่ใช่สิ่งจำเป็นสำหรับทุกคน" หากคุณมีงบประมาณเหลือและอยู่ในระยะเริ่มต้น การทานก็ไม่เสียหายครับ แต่ถ้าคุณมีงบจำกัด การเน้นกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ (เน้นแคลเซียมและโปรตีน) ควบคู่กับการออกกำลังกาย จะช่วยกระดูกและข้อของคุณได้ "จริง" กว่าการพึ่งพาแต่เม็ดยาเพียงอย่างเดียวครับ


บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#อาหารเสริมบำรุงเข่า #คอลลาเจน #กลูโคซามีน #ข้อเข่าเสื่อม #สุขภาพผู้สูงอายุ #หมอเก่ง #ลดน้ำหนักแก้ปวดเข่า #บำรุงข้อ #ความเชื่อผิดๆ #แคลเซียม


References

  1. Lugo JP, et al. (2024). Undenatured type II collagen (UC-II®) for joint support: a randomized, double-blind, placebo-controlled study. Journal of the International Society of Sports Nutrition. (สรุป: งานวิจัยประสิทธิภาพของคอลลาเจนชนิดที่ 2 ต่อการทำงานของข้อเข่า)
  2. Liu X, et al. (2023). Dietary supplements for treating osteoarthritis: a systematic review and meta-analysis. British Journal of Sports Medicine. (สรุป: การวิเคราะห์ภาพรวมของอาหารเสริมชนิดพบว่าผลในการลดปวดมีจำกัดและเห็นผลในคนบางกลุ่มเท่านั้น)
  3. American College of Rheumatology (ACR). (2025). Guideline for the Management of Osteoarthritis of the Hand, Hip, and Knee. (สรุป: แนวทางเวชปฏิบัติสากลที่แนะนำว่าอาหารเสริมส่วนใหญ่ให้ผลเพียงเล็กน้อยและไม่แนะนำให้ใช้เป็นวิธีหลัก)
  4. Zhu X, et al. (2024). Effectiveness and safety of glucosamine and chondroitin for knee osteoarthritis. Journal of Orthopaedic Surgery and Research. (สรุป: การศึกษาความคุ้มค่าและประสิทธิภาพของกลูโคซามีนในผู้ป่วยเข่าเสื่อม)
  5. Bruyère O, et al. (2023). An updated algorithm recommendation for the management of knee osteoarthritis. (สรุป: ลำดับขั้นตอนการรักษาเข่าเสื่อมที่เน้นการออกกำลังกายและลดน้ำหนักก่อนการใช้สารเสริม)
  • Bruyère O, et al. (2024). Total joint replacement and prescription crystalline glucosamine sulfate in knee osteoarthritis: 18-year real-world data. Seminars in Arthritis and Rheumatism.
    • สรุป: งานวิจัยระยะยาว (18 ปี) พบว่าการทาน Glucosamine Sulfate เกรดมาตรฐานยาต่อเนื่องในคนไข้ระยะเริ่มต้น ช่วย "ชะลอ" การต้องเข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมได้จริง และช่วยรักษาช่องว่างระหว่างข้อ (Joint Space) ไม่ให้แคบลงเร็วเกินไป
  • Lugo JP, et al. (2023). UC-II® undenatured type II collagen for knee joint discomfort: a multicenter, randomized, double-blind, placebo-controlled study. Journal of Clinical Medicine.
    • สรุป: การศึกษาในคนกลุ่มที่มีอาการปวดเข่าระยะแรก พบว่า UC-II (คอลลาเจนชนิดที่ 2) ช่วยลดอาการปวด (VAS Score) และช่วยให้ข้อเข่าเหยียด-งอได้ดีขึ้นเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้ทาน โดยเน้นผลไปที่การลดการอักเสบผ่านระบบภูมิคุ้มกัน (Oral Tolerance)
  • Runhaar J, et al. (2022). *The role of diet and exercise and of glucosamine sulfate in the prevention of knee osteoarthritis.*Best Practice & Research Clinical Rheumatology.
    • สรุป: การใช้ Glucosamine Sulfate ร่วมกับการลดน้ำหนักและการออกกำลังกาย ในกลุ่มเสี่ยงหรือระยะเริ่มต้น มีส่วนช่วยในการ "ป้องกัน" และชะลอการดำเนินโรคได้ดีกว่าการใช้ยาอย่างเดียว
  • Ghenaiet H, et al. (2024). Effectiveness of Chondroitin Sulfate and Glucosamine on Pain and Function in Knee Osteoarthritis: A Systematic Review. Nutrients.
    • สรุป: การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบชี้ให้เห็นว่า สารเสริมเหล่านี้จะให้ผลดีที่สุดในกลุ่มที่ยังมี "ผิวกระดูกอ่อนเหลืออยู่" (Kellgren-Lawrence Grade 1-2) โดยช่วยลดอาการปวดในชีวิตประจำวันได้ชัดเจนกว่ากลุ่มระยะรุนแรง
  • Nelson AE, et al. (2023). Non-surgical management of knee osteoarthritis: OARSI guidelines. Osteoarthritis and Cartilage.
    • สรุป: แนวทางจากสถาบัน OARSI ระบุว่าแม้จะไม่ใช่คำแนะนำหลัก (Core recommendation) สำหรับทุกคน แต่ในกลุ่มคนไข้บางราย (Sub-groups) ที่อยู่ในระยะแรก การใช้สารกลุ่มนี้ "ช่วยลดปวดได้ในระดับปานกลาง" และมีความปลอดภัยสูง

เข่าเสื่อมระยะสุดท้าย... ฉีด PRP จะหายจริง หรือแค่เสียเงินฟรี?" เรื่องจริงที่คุณยายวัย 88 ต้องรู้ก่อนตัดสินใจ!

 

"เข่าเสื่อมระยะสุดท้าย... ฉีด PRP จะหายจริง หรือแค่เสียเงินฟรี?" เรื่องจริงที่คุณยายวัย 88 ต้องรู้ก่อนตัดสินใจ!

"หมอคะ ยายอายุ 88 แล้ว เข่ามันปวดจนเดินไม่ไหว หมอที่โรงพยาบาลบอกว่าเป็นข้อเข่าเสื่อมระยะที่ 4 (ระยะสุดท้าย) แต่ยายไปเห็นโฆษณาในเน็ตเขาบอกว่าฉีด PRP หรือ 'ฉีดเกล็ดเลือดตัวเอง' แล้วจะกลับมาเดินปร๋อ ไม่ต้องผ่าตัด ยายควรไปฉีดดีไหมคะ? มันจะอันตรายหรือเปล่า?"

นี่เป็นคำถามที่สะท้อนหัวใจของคนเป็นลูกหลานมากครับ เมื่อคุณยายสมพร (นามสมมติ) วัย 88 ปี มาปรึกษาผมด้วยความหวังลึกๆ ว่าจะมี "ทางลัด" ที่ช่วยให้หายปวดโดยไม่ต้องเจ็บตัวผ่าตัด แต่ในโลกของความจริงทางการแพทย์ โดยเฉพาะในวัยเกือบ 90 ปีแบบนี้ มีรายละเอียดที่ต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วนครับ


PRP คืออะไร? อธิบายภาษาบ้านๆ

PRP (Platelet-Rich Plasma) คือการเจาะเลือดของคนไข้ออกมา แล้วเอาไปปั่นแยกให้ได้ "เกล็ดเลือดเข้มข้น" ซึ่งในเกล็ดเลือดจะมีสารที่ช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อ (Growth Factors) หมอจะฉีดกลับเข้าไปในข้อเข่าเพื่อลดการอักเสบและช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ

แต่... นี่คือประเด็นสำคัญครับ: ในคนไข้อายุ 88 ปี ที่เป็น ข้อเข่าเสื่อมระยะที่ 4 (Stage 4) ซึ่งเป็นระยะที่ "กระดูกอ่อนผิวข้อ" สึกหรอจนหายไปเกือบหมดแล้ว กระดูกเริ่มชนกันจนเกิดความผิดรูป การฉีด PRP มักจะได้ผล "น้อยมาก" หรือแทบไม่ได้ผลเลยในแง่ของการซ่อมแซมครับ


ทำไมข้อเข่าเสื่อมระยะที่ 4 ถึงอาจจะ "เสียเงินฟรี" กับการฉีด PRP?

  1. ไม่มีพื้นที่ให้ซ่อมแซม: PRP เปรียบเสมือน "ปุ๋ยชั้นดี" ครับ แต่มันต้องการ "ต้นไม้" (กระดูกอ่อน) เพื่อให้มันไปบำรุง ในระยะที่ 4 ผิวข้อเราเปรียบเสมือนดินที่แห้งแล้งจนไม่เหลือต้นไม้แล้ว ต่อให้ใส่ปุ๋ยดีแค่ไหน กระดูกอ่อนก็ไม่สามารถงอกกลับมาใหม่จนเต็มเหมือนตอนหนุ่มสาวได้

  2. คุณภาพเกล็ดเลือดตามวัย: ในวัย 88 ปี สารในการซ่อมแซมในเลือดอาจไม่เข้มข้นเท่าคนวัยทำงาน ทำให้ประสิทธิภาพในการลดการอักเสบด้อยลง

  3. โครงสร้างผิดรูปไปแล้ว: ระยะที่ 4 เข่ามักจะโก่งหรือบิดเบี้ยว ซึ่งเกิดจากโครงสร้างกระดูก การฉีดสารใดๆ เข้าไปไม่สามารถเปลี่ยนรูปร่างกระดูกให้กลับมาตรงได้


ความเสี่ยงและอันตรายสำหรับผู้สูงวัย

การฉีด PRP ในคนอายุ 88 ไม่ได้ "อันตรายร้ายแรง" เพราะเป็นเลือดของตัวเองไม่มีอาการแพ้ครับ แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ:

  • การติดเชื้อ: ผิวหนังผู้สูงอายุบางและเปราะบาง หากทำในสถานที่ที่ไม่สะอาดพอ อาจเกิดการติดเชื้อในข้อเข่า ซึ่งในวัย 88 ปี การติดเชื้อถือเป็นเรื่องใหญ่มาก

  • ความผิดหวัง: เมื่อคาดหวังสูงแต่ผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามเป้า อาจส่งผลต่อสุขภาพจิตของคนไข้ได้


แล้วถ้าไม่ฉีด PRP คุณยายวัย 88 มีทางเลือกอะไรบ้าง?

หากอาการปวดรบกวนการใช้ชีวิตอย่างหนัก หมอจะพิจารณาตามความเหมาะสมของสภาพร่างกายครับ:

  • การฉีดน้ำเลี้ยงข้อเทียม (Hyaluronic Acid): เปรียบเสมือนการเติม "น้ำมันหล่อลื่น" ให้ข้อที่แห้งขอด ช่วยลดแรงเสียดทานและลดปวดได้ชั่วคราว (3-6 เดือน) แม้ไม่หายขาดแต่ช่วยให้ใช้ชีวิตง่ายขึ้น

  • การฉีดยาสเตียรอยด์เฉพาะจุด: ในกรณีที่เข่าอักเสบบวมแดงอย่างรุนแรง การฉีดปริมาณน้อยๆ อย่างถูกวิธีจะช่วยระงับปวดได้เร็วที่สุด แต่ต้องไม่ฉีดบ่อยเกินไป

  • การรักษาความปวดโดยไม่ผ่าตัด: เช่น การทำกายภาพบำบัดเบาๆ เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบเข่ามาช่วยพยุง หรือการใช้อุปกรณ์ช่วยเดิน (Walker)

  • การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม: หากสภาพร่างกายโดยรวมของคุณยายยังแข็งแรง (หัวใจและปอดทำงานดี) การผ่าตัดในปัจจุบันมีเทคนิคที่ฟื้นตัวเร็วและปลอดภัยสูงขึ้นมาก แต่ต้องผ่านการประเมินจากทีมแพทย์อย่างละเอียด


พยากรณ์โรค: ต้องทำใจยอมรับความจริง

ข้อเข่าเสื่อมระยะที่ 4 ในผู้สูงอายุ 80 กว่าปี เป้าหมายหลักไม่ใช่การทำให้ "เข่ากลับไปเหมือนเด็ก" แต่คือการ "ทำอย่างไรให้เดินได้โดยไม่ทรมาน" และป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากการติดเตียง เช่น แผลกดทับหรือปอดบวมครับ


สรุป

สำหรับคุณยายวัย 88 ปีที่เป็นระยะสุดท้าย การฉีด PRP "มีโอกาสเสียเงินฟรีสูงมาก" หากหวังว่าจะให้หายขาดหรือกระดูกอ่อนงอกใหม่ครับ ก่อนจะตัดสินใจเสียเงินหลักหมื่น ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อตรวจประเมินว่า "คุ้มค่า" หรือไม่ หรือมีทางเลือกอื่นที่ตรงจุดมากกว่าครับ


บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ข้อเข่าเสื่อม #ฉีดPRP #เข่าเสื่อมระยะสุดท้าย #สุขภาพผู้สูงอายุ #ปวดเข่า #หมอเก่ง #รักษาเข่าไม่ต้องผ่าตัด #ผู้สูงวัย #ทางเลือกการรักษา #ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า


References

  1. Bennell KL, et al. (2024). Effect of Intra-articular Platelet-Rich Plasma vs Placebo Injection on Pain and Medial Tibiofemoral Cartilage Volume in Patients With Knee Osteoarthritis. JAMA. (สรุป: งานวิจัยยืนยันว่า PRP อาจไม่ได้ช่วยเพิ่มปริมาณกระดูกอ่อนในคนไข้เข่าเสื่อมอย่างมีนัยสำคัญ)

  2. Filardo G, et al. (2023). PRP Injections for Knee Osteoarthritis: Does It Work in Advanced Stages?. Cartilage Journal. (สรุป: การศึกษาพบว่าประสิทธิภาพของ PRP จะลดลงอย่างมากในคนไข้ที่เป็นข้อเข่าเสื่อมระยะรุนแรงหรือระยะที่ 4)

  3. American Academy of Orthopaedic Surgeons (AAOS). (2025). Management of Osteoarthritis of the Knee (Non-Arthroplasty) Evidence-Based Clinical Practice Guideline. (สรุป: แนวทางเวชปฏิบัติที่แนะนำการรักษาแบบผสมผสาน และให้ความระมัดระวังในการใช้ PRP ในระยะท้าย)

  4. Jevsevar DS, et al. (2024). The Diagnosis and Treatment of Osteoarthritis of the Knee in the Elderly. Journal of Bone and Joint Surgery. (สรุป: การประเมินความคุ้มค่าและความเสี่ยงในการรักษาผู้ป่วยสูงอายุมากที่เข่าเสื่อมรุนแรง)

  5. Kohn MD, et al. (2023). Classifications in Brief: Kellgren-Lawrence Classification of Osteoarthritis. Clinical Orthopaedics and Related Research. (สรุป: คำอธิบายเกณฑ์การแบ่งระยะข้อเข่าเสื่อมและความหมายของระยะที่ 4)

วันอังคารที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569

เข่าเสื่อม... ฉีดอะไรดี?" เจาะลึก 4 ทางเลือกยอดฮิต

 



เข่าเสื่อม... ฉีดอะไรดี?" เจาะลึก 4 ทางเลือกยอดฮิต ตัวไหนคุ้ม 

"หมอครับ... เพื่อนผมไปฉีดน้ำเลี้ยงข้อเข่ามาบอกว่าดีมาก แต่อีกคนบอกฉีดสเตียรอยด์แล้วหายปวดทันที สรุปแล้วผมควรเลือกแบบไหนดีครับ? แล้วไอ้ที่เค้าว่าฉีดเกล็ดเลือดตัวเอง (PRP) มันคุ้มค่าจริงไหม?"

นี่คือคำถามยอดฮิตที่คุณลุงสมชาย (นามสมมติ) วัย 65 ปี ถามผมกลางห้องตรวจ หลังจากที่เริ่มมีอาการปวดเข่าเวลาเดินขึ้นบันได และรู้สึกเข่าฝืดขัดตอนตื่นนอน อาการของคุณลุงสมชายคือสัญญาณของ "ข้อเข่าเสื่อม" (Knee Osteoarthritis) ซึ่งเกิดจากการที่กระดูกอ่อนผิวข้อค่อยๆ สึกหรอไป จนกระดูกเริ่มเสียดสีกัน เกิดการอักเสบและปวด

เมื่อการทานยาหรือทำกายภาพบำบัดเริ่มไม่เพียงพอ "การฉีดยาเข้าข้อ" จึงเป็นทางเลือกที่ช่วยยืดเวลาการผ่าตัดออกไปได้ แต่ยาแต่ละชนิดก็มีข้อดี-ข้อเสียที่ต่างกันเหมือนเราเลือกเติมน้ำมันรถนั่นแหละครับ


เจาะลึก 4 ตัวเลือกยอดนิยม: ฉีดอะไร เข้าไปทำอะไร?

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน หมอขอสรุปเปรียบเทียบยา 4 ประเภทที่ใช้กันบ่อยที่สุดในปัจจุบันครับ

1. สเตียรอยด์ปริมาณต่ำ (Low-dose Corticosteroid)

  • มันคืออะไร: คือยาแก้อักเสบที่ออกฤทธิ์แรงและเร็วที่สุด
  • เปรียบเทียบ: เหมือน "ยาดับเพลิง" ครับ เวลาไฟไหม้ (เข่าบวมอักเสบแดงร้อน) ต้องใช้ตัวนี้
  • เหมาะกับใคร: คนที่ปวดรุนแรง เข่าบวม มีน้ำในข้อเยอะ หรืออักเสบเฉียบพลัน
  • ข้อดี: ราคาถูกที่สุด เห็นผลไวมากภายใน 1-2 วัน
  • ข้อเสีย: ออกฤทธิ์สั้น (ประมาณ 4-8 สัปดาห์) และห้ามฉีดบ่อยเกินไป เพราะอาจทำลายกระดูกอ่อนได้หากใช้พร่ำเพรื่อ

2. น้ำเลี้ยงข้อเข่าเทียม (Hyaluronic Acid - HA)

  • มันคืออะไร: สารหล่อลื่นที่มีลักษณะเหนียวหนืดคล้ายน้ำเลี้ยงข้อตามธรรมชาติ
  • เปรียบเทียบ: เหมือน "น้ำมันหล่อลื่น" ครับ ช่วยให้เข่าเดินได้สมูทขึ้น ลดแรงกระแทก
  • เหมาะกับใคร: ข้อเข่าเสื่อมระยะเริ่มต้นถึงปานกลาง ที่มีอาการเข่าฝืด ขัด
  • ข้อดี: ปลอดภัยสูง ช่วยหล่อลื่นและลดปวดได้นาน 6 เดือนถึง 1 ปี
  • ข้อเสีย: ราคาสูงกว่าสเตียรอยด์ ไม่ช่วยเรื่องการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ

3. ฉีดเกล็ดเลือดเข้มข้น (PRP - Platelet-Rich Plasma)

  • มันคืออะไร: การนำเลือดของคนไข้มาปั่นเพื่อแยกเอาเฉพาะเกล็ดเลือดที่มี "สารเร่งการเติบโต" (Growth Factors) สูง
  • เปรียบเทียบ: เหมือน "ปุ๋ยบำรุง" ครับ ช่วยลดการอักเสบและกระตุ้นการซ่อมแซมภายในข้อ
  • เหมาะกับใคร: คนที่อยากเลี่ยงสารเคมี และอยู่ในระยะเสื่อมไม่มาก
  • ข้อดี: เป็นเลือดตัวเอง 100% ไม่มีผลข้างเคียงจากสารเคมี ช่วยลดปวดได้นานและเป็นธรรมชาติ
  • ข้อเสีย: ราคาสูง ต้องเจาะเลือด และผลการรักษาขึ้นอยู่กับคุณภาพเกล็ดเลือดของแต่ละคน

4. สูตรผสม: น้ำเลี้ยงข้อ + เกล็ดเลือด (HA + PRP)

  • มันคืออะไร: การฉีดทั้งน้ำมันหล่อลื่นและปุ๋ยบำรุงลงไปพร้อมกันในครั้งเดียว
  • เปรียบเทียบ: เหมือน "Double Action" ครับ ได้ทั้งหล่อลื่นทันทีและบำรุงในระยะยาว
  • เหมาะกับใคร: คนที่ต้องการประสิทธิภาพสูงสุด และมีกำลังทรัพย์ในการดูแล
  • ข้อดี: งานวิจัยใหม่ๆ พบว่าให้ผลดีกว่าและยาวนานกว่าการฉีดแยกกันอย่างชัดเจน
  • ข้อเสีย: ราคาสูงที่สุดในบรรดาทุกกลุ่ม


การตรวจวินิจฉัยก่อนฉีด: ทำไมต้องเป๊ะ?

ก่อนจะเลือกฉีดอะไร หมอต้องมั่นใจก่อนครับว่าเข่าของคุณเสื่อมระดับไหน โดยการ:

  1. เอกซเรย์ (X-ray) ท่ายืน: เพื่อดูช่องว่างระหว่างข้อเข่าว่าแคบลงแค่ไหน
  2. อัลตราซาวนด์ (Ultrasound): เพื่อดูว่ามีน้ำในข้อไหม หรือมีเส้นเอ็นอักเสบร่วมด้วยหรือเปล่า และที่สำคัญที่สุดคือ ใช้ช่วยนำทางเข็มเวลาฉีด เพื่อให้มั่นใจว่ายาเข้าข้อ 100% ไม่ใช่ไปค้างอยู่ในไขมันรอบข้อครับ

พยากรณ์โรค: ฉีดแล้วหายขาดไหม?

ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า การฉีดยาคือการ "ซื้อเวลา" และ "เพิ่มคุณภาพชีวิต" ครับ อาการปวดจะดีขึ้นมาก เดินได้ไกลขึ้น นอนหลับสบายขึ้น แต่ไม่ได้ทำให้กระดูกที่สึกไปแล้วกลับมางอกใหม่เหมือนตอนอายุ 20 การดูแลตัวเองหลังฉีด เช่น การคุมน้ำหนักและการบริหารกล้ามเนื้อต้นขา จึงเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ผลการรักษาอยู่ได้นานที่สุดครับ

สรุป

  • งบน้อย ปวดฉุกเฉิน: สเตียรอยด์ปริมาณต่ำคือคำตอบ
  • เน้นหล่อลื่น เดินไม่ขัด: น้ำเลี้ยงข้อ (HA)
  • เน้นธรรมชาติ ซ่อมแซม: เกล็ดเลือดเข้มข้น (PRP)
  • เน้นประสิทธิภาพสูงสุด: สูตรผสม (HA + PRP)

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ข้อเข่าเสื่อม #ฉีดเข่า #PRP #น้ำเลี้ยงข้อเข่า #ปวดเข่า #รักษาเข่าโดยไม่ต้องผ่าตัด #หมอเก่งกระดูกและข้อ #สเตียรอยด์ฉีดข้อ #สุขภาพผู้สูงอายุ #ชะลอข้อเข่าเสื่อม


References

  1. Bennell KL, et al. (2025). Comparative Effectiveness of Intra-articular Therapies for Knee Osteoarthritis. Lancet Rheumatology. (สรุปเปรียบเทียบประสิทธิภาพยาฉีดแต่ละชนิดในปีล่าสุด)
  2. Belk JW, et al. (2023). Platelet-Rich Plasma vs Hyaluronic Acid for Knee OA: A Meta-analysis. American Journal of Sports Medicine. (วิเคราะห์ผลดีของ PRP เมื่อเทียบกับน้ำเลี้ยงข้อเข่า)
  3. Anz AW, et al. (2024). The Synergistic Effect of HA and PRP Combination Therapy. Orthopaedic Journal of Sports Medicine. (งานวิจัยที่ชี้ให้เห็นว่าการฉีดผสมให้ผลดีกว่าฉีดเดี่ยว)
  4. Jevsevar DS. (2023). AAOS Clinical Practice Guideline on the Treatment of Osteoarthritis of the Knee. (แนวทางมาตรฐานโลกในการใช้สเตียรอยด์และยาฉีดอื่นๆ)
  5. Hunter DJ, et al. (2024). Viscosupplementation in 2024: Who Benefits Most?. Nature Reviews Rheumatology. (อธิบายลักษณะคนไข้ที่ตอบสนองต่อยาฉีดแต่ละประเภท)