วันพฤหัสบดีที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

ลุกก็โอย นั่งก็โอย" เข่าบวมเป่งเพราะนั่งยอง... สรุปแล้วเข่าเสื่อมหรือแค่ผิวข้ออักเสบ?

 



ลุกก็โอย นั่งก็โอย" เข่าบวมเป่งเพราะนั่งยอง... สรุปแล้วเข่าเสื่อมหรือแค่ผิวข้ออักเสบ?


“หมอคะ แค่นั่งล้างจานกับพื้นแป๊บเดียว ลุกขึ้นมาเข่าบวมตุ่ยเลยค่ะ!”

เสียงของ คุณรัตน์ (นามสมมติ) หญิงวัย 48 ปี บ่งบอกถึงความเจ็บปวดและสงสัย แกเล่าว่าปกติเป็นคนแข็งแรง ชอบออกกำลังกายด้วยการทำสควอท (Deep Squat) ตามคลิปในเน็ต แต่พักหลังมานี้เริ่มรู้สึก "กึกกัก" ในเข่า จนล่าสุดแค่พับเพียบสวดมนต์หรือนั่งยองๆ เข่าก็บวมขึ้นมาเหมือนมีลูกปิงปองอยู่ข้างใน แถมปวดเสียวแปล๊บที่หน้าสะบ้าจนเดินลำบาก

ในวัยเกือบ 50 ปี หลายคนอาจคิดว่า "ฉันแก่แล้วเหรอ? เข่าเสื่อมแล้วใช่ไหม?" จริง ๆ แล้วเคสของคุณรัตน์มีคำอธิบายที่ชัดเจนกว่านั้นครับ และความเจ็บปวดนี้มีทางออกที่ไม่ต้องจบลงที่การผ่าตัดเสมอไป


ความจริงที่ต้องรู้: ทำไมการ "นั่งยอง" ถึงทำร้ายเข่าคุณ?

กรณีของคุณรัตน์ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ "ข้อสะบ้าอักเสบ" (Patellofemoral Arthritis) ร่วมกับมี "น้ำหล่อเลี้ยงข้อเข่าล้น" (Joint Effusion) ครับ

ลองนึกภาพตามนะครับ กระดูกสะบ้าของเราเหมือน "รอก" ที่วางอยู่บนราง (ร่องกระดูกต้นขา) เวลาเรายืนตรง แรงกดที่สะบ้าจะมีน้อยมาก แต่พอเรา "นั่งยอง" หรือ "งอเข่าสุด" (Deep Squat) แรงกดจะพุ่งสูงขึ้นถึง 7-8 เท่าของน้ำหนักตัว!

พอกดแรง ๆ บ่อย ๆ เข้า ผิวข้อที่เคยลื่นเหมือนน้ำแข็งก็นึกไม่ออกว่าจะทนยังไงไหว จนเริ่มถลอกและอักเสบ ร่างกายคนเราฉลาดครับ พอมีการอักเสบปุ๊บ เข่าจะรีบผลิต "น้ำหล่อเลี้ยง" ออกมาเยอะผิดปกติเพื่อช่วยลดแรงกระแทก แต่มันดันออกมาเยอะจนเข่าบวมเป่ง แข็งตึง และพับเข่าไม่ได้นั่นเอง


เช็กอาการ: เข่าของคุณกำลังส่งสัญญาณเตือนอะไร?

  1. ปวดหน้าเข่า: โดยเฉพาะตอนขึ้น-ลงบันได หรือลุกจากเก้าอี้
  2. เข่าบวมสะสม: รู้สึกเข่าตึง ๆ เหมือนมีน้ำอยู่ข้างใน พับขาได้ไม่สุด
  3. เสียงดังในข้อ: มีเสียงกรอบแกรบ หรือกึกกักเวลาขยับ
  4. ทำท่าสควอทแล้วปวด: ยิ่งลงลึกยิ่งปวดเสียวแปล๊บที่สะบ้า

ปัจจัยเสี่ยง: ทำไมต้องเป็นผู้หญิงวัย 40+ ?

  • สรีระของผู้หญิง: เชิงกรานของผู้หญิงมักจะกว้างกว่าผู้ชาย ทำให้มุมของเข่ามีความล้าได้ง่ายกว่า
  • กล้ามเนื้อเริ่มอ่อนแรง: วัยใกล้เลข 5 กล้ามเนื้อหน้าขา (Quadriceps) ที่คอยพยุงสะบ้าเริ่มลดลง ทำให้ภาระทั้งหมดตกไปอยู่ที่ "กระดูกอ่อน"
  • พฤติกรรมการใช้งาน: การนั่งยอง นั่งพับเพียบ หรือออกกำลังกายท่าที่งอเข่ามากเกินไปโดยที่กล้ามเนื้อยังไม่แข็งแรงพอ

ต้องตรวจอะไรบ้างเพื่อให้ชัวร์?

เมื่อคุณรัตน์มาพบผม เราจะเริ่มขั้นตอนการหาสาเหตุอย่างละเอียด:

  • การตรวจร่างกาย: ผมจะกดดูตำแหน่งที่เจ็บ และทดสอบการขยับของสะบ้า ถ้ามีน้ำในข้อเยอะ จะเห็นอาการ "สะบ้าลอย" (Patellar Tap) ชัดเจนครับ
  • การเอกซเรย์ (X-ray): เพื่อดูช่องว่างระหว่างข้อว่าแคบลงไหม มีหินปูนงอกหรือเปล่า
  • การทำอัลตราซาวด์ (Ultrasound): วิธีนี้จะช่วยยืนยันเรื่อง "น้ำในข้อ" (Effusion) ได้แม่นยำมาก และดูว่ามีถุงน้ำด้านหลังเข่า (Baker's Cyst) ร่วมด้วยไหม
  • MRI: จะทำเมื่อสงสัยว่ามีหมอนรองกระดูกฉีกขาดร่วมด้วย หรือต้องการดูความเสียหายของผิวข้ออ่อนแบบละเอียดที่สุด

แนวทางการรักษา: คืนความสุขให้หัวเข่า

  1. ระยะพัก (Acute Phase): งดการนั่งยอง พับเพียบ หรือทำ Deep Squat ทันที! ใช้การประคบเย็นเพื่อลดบวม
  2. การดูดน้ำออกและฉีดยา: ในกรณีที่เข่าบวมเป่งจนตึงไปหมด การเจาะระบายน้ำส่วนเกินออกจะช่วยลดความดันในข้อได้ทันที และอาจมีการฉีดสารหล่อลื่นหรือยาลดอักเสบ โดยใช้เครื่องอัลตราซาวด์นำทาง เพื่อความแม่นยำ ไม่ให้โดนเส้นเอ็นส่วนอื่น
  3. การใช้ยา: ทานยาแก้อักเสบ (Non-Steroidal Anti-inflammatory Drugs) ในช่วงสั้น ๆ เพื่อหยุดวงจรการปวด
  4. ปรับท่าออกกำลังกาย: เปลี่ยนจากการ Deep Squat เป็นการออกกำลังกายที่งอเข่าไม่เกิน 90 องศา หรือการปั่นจักรยานแรงต้านน้อย ๆ แทน
  5. สร้าง "สนับเข่าธรรมชาติ": คือการบริหารกล้ามเนื้อหน้าขาให้แข็งแรง เพื่อให้กล้ามเนื้อช่วยรับแรงแทนกระดูกครับ

พยากรณ์โรค: จะกลับมานั่งยองได้อีกไหม?

ภาวะนี้ "ดีขึ้นได้แน่นอน" ครับ แต่คุณรัตน์อาจต้องเปลี่ยนไลฟ์สไตล์บ้าง เช่น เลี่ยงการนั่งพื้นนาน ๆ โอกาสกลับมาเป็นซ้ำขึ้นอยู่กับการดูแลกล้ามเนื้อหน้าขา ถ้ากล้ามเนื้อแข็งแรง ผิวข้อก็จะถูกทำลายน้อยลง และสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้เกือบปกติโดยไม่ต้องพึ่งยาตลอดชีวิตครับ


สรุป

อาการเข่าบวมปวดจากการนั่งยองในวัย 48 ปี มักเกิดจากการที่ผิวข้อสะบ้าทำงานหนักเกินไปจนอักเสบและมีน้ำขัง การรักษาที่ไวและการปรับเปลี่ยนท่าทางสำคัญกว่าการทนเจ็บ เพราะถ้าปล่อยให้ผิวข้อสึกหรอไปเรื่อย ๆ อาจกลายเป็นข้อเข่าเสื่อมถาวรได้ในอนาคตครับ


หากท่านใดมีประสบการณ์ปวดเข่าแบบนี้ หรือรักษาด้วยวิธีไหนแล้วดีขึ้น สามารถคอมเมนต์พูดคุยแลกเปลี่ยนกันได้นะครับ ข้อมูลของท่านอาจเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นครับ

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ปวดเข่า #เข่าบวม #นั่งยองไม่ได้ #ข้อสะบ้าอักเสบ #น้ำในเข่า #หมอเก่ง #กระดูกและข้อ #สควอทแล้วเจ็บเข่า #เจ็บหน้าเข่า #สุขภาพผู้หญิง


References

  1. Dye SF. (2025). The Pathophysiology of Patellofemoral Pain: A Tissue Homeostasis Perspective. Journal of Orthopaedic Research. (สรุป: อธิบายเรื่องความสมดุลของแรงกดในข้อสะบ้าและการเกิดอาการปวดเมื่อมีการใช้งานเกินขีดจำกัด)
  2. Hunter DJ, Bierma-Zeinstra S. (2024). Osteoarthritis of the Knee: Diagnosis and management. The Lancet. (สรุป: แนวทางการวินิจฉัยและจัดการโรคข้อเข่าและผิวข้ออักเสบในปัจจุบัน)
  3. Crossley KM, et al. (2024). Patellofemoral Pain Clinical Practice Guidelines. Journal of Orthopaedic & Sports Physical Therapy. (สรุป: คำแนะนำล่าสุดในการกายภาพบำบัดและรักษาอาการปวดสะบ้า)
  4. Roos EM, Arden NK. (2023). Strategies for the prevention of knee osteoarthritis. Nature Reviews Rheumatology. (สรุป: วิธีการป้องกันไม่ให้ผิวข้ออักเสบลุกลามกลายเป็นเข่าเสื่อม)
  5. Wang M, et al. (2025). Ultrasound-guided aspiration and corticosteroid injection for knee effusion. American Journal of Roentgenology. (สรุป: ประสิทธิภาพของการใช้อัลตราซาวด์นำทางในการรักษาภาวะน้ำขังในข้อเข่า)



วันพุธที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

เข่าเสื่อม เดินเยอะขึ้นเข่าจะพังไหม? ควรออกกำลังแบบไหน?”

 



ยิ่งเดิน เข่ายิ่งพัง" หรือ "ยิ่งเดิน เข่ายิ่งแข็งแรง" กันแน่? (คำตอบที่คนปวดเข่าต้องรู้)


“หมอครับ ตั้งแต่หมอบอกว่าเข่าเสื่อม ผมก็แทบไม่กล้าเดินไปไหนเลย กลัวว่ากระดูกมันจะสีกันจนพังไปมากกว่าเดิม นี่ผมควรนอนพักอยู่เฉยๆ หรือต้องฝืนออกกำลังกายครับ?”

คนไข้หลายคนเข้าใจผิดว่า "ข้อเข่า" เหมือน "ยางรถยนต์" ที่ยิ่งวิ่งเยอะ ยางยิ่งสึก เลยเลือกที่จะหยุดเคลื่อนไหว นั่งๆ นอนๆ อยู่บนเตียง แต่หารู้ไม่ครับว่า การทำแบบนั้นกลับยิ่งทำให้เข่า “พังเร็วขึ้น” กว่าเดิมเสียอีก!

วันนี้ผมจะมาไขข้อข้องใจว่า คนเข่าเสื่อมควรเดินแค่ไหน และออกกำลังแบบไหนถึงจะเรียกว่า “รักเข่า” จริงๆ ครับ


เข่าไม่ใช่ยางรถยนต์ แต่เป็น “ระบบไฮดรอลิก”

ทำไมหมอถึงบอกว่าการอยู่นิ่งๆ คืออันตราย? เพราะกระดูกอ่อนผิวข้อของเราไม่มีหลอดเลือดมาเลี้ยงโดยตรงครับ มันได้รับสารอาหารผ่าน “การขยับ”

ลองนึกภาพ “ฟองน้ำ” ที่จุ่มอยู่ในน้ำนะครับ เวลาเราเดินหรือลงน้ำหนัก ฟองน้ำจะถูกกด น้ำเก่าจะถูกไล่ออก พอเรายกขาขึ้น ฟองน้ำจะคลายตัวแล้วดูดซึมน้ำหล่อเลี้ยงใหม่ๆ ที่มีสารอาหารเข้าไปแทนที่

  • ถ้าเดินพอดี: กระดูกอ่อนได้กินข้าว มีสารอาหารไปเลี้ยง
  • ถ้าไม่เดินเลย: กระดูกอ่อนจะ “หิว” และค่อยๆ ฝ่อตัวลง แถมกล้ามเนื้อรอบเข่าจะลีบ ทำให้เข่าต้องรับภาระหนักขึ้นเวลาขยับ

แล้วเดินเยอะไป...พังจริงไหม?

คำตอบคือ “จริงครับ ถ้าเดินผิดวิธี” ถ้าคุณเข่าเสื่อมระยะรุนแรงแล้วไปฝืนเดินป่า ขึ้นดอย หรือเดินวันละหลายหมื่นก้าวทั้งที่ปวด แบบนี้คือการซ้ำเติมการอักเสบ (Pathogenesis) ทำให้เนื้อเยื่อรอบข้อบวมและอักเสบเรื้อรัง จนเกิดน้ำในข้อเข่ามากขึ้น หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “เข่าบวมน้ำ” นั่นเอง


สูตรสำเร็จ: ออกกำลังกายแบบ “เข่าไม่พัง”

ถ้าอยากให้เข่าอยู่กับเรานานๆ หมอแนะนำให้เลือกกิจกรรมที่ “แรงกระแทกต่ำ แต่บริหารกล้ามเนื้อสูง” ดังนี้ครับ:

1. การเดินแบบ "พอดี"

  • วิธี: เดินบนพื้นราบ ใส่รองเท้ากีฬาที่ซัพพอร์ตส้นเท้าได้ดี
  • เทคนิค: เดินช้าๆ สม่ำเสมอ ไม่ต้องเร่ง ถ้าเริ่มรู้สึกปวดหรือตึงให้หยุดพักทันที อย่าฝืน “เดินแก้ปวด” เพราะจะยิ่งอักเสบ

2. การปั่นจักรยาน (ดีมาก!)

  • ทำไมถึงดี: การปั่นจักรยานช่วยให้ข้อเข่าได้เคลื่อนไหว (ฟองน้ำได้ทำงาน) โดยที่น้ำหนักตัวไม่ต้องกดลงบนข้อเข่าโดยตรง
  • ข้อควรระวัง: ปรับอานให้สูงพอดี ไม่ให้เข่างอมากเกินไปขณะปั่น

3. การออกกำลังกายในน้ำ

  • ทำไมถึงดี: น้ำมีแรงพยุงตัวช่วยลดน้ำหนักตัวเราได้ถึง 80-90% การเดินในน้ำหรือว่ายน้ำจึงเป็นการบริหารเข่าที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับคนน้ำหนักตัวเยอะ

4. การเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหน้าขา (Quadriceps)

  • ท่าเด็ด: นั่งบนเก้าอี้แล้วเตะขาขึ้นมาเหยียดตรง เกร็งค้างไว้ 5-10 วินาทีแล้ววางลง ทำบ่อยๆ จะช่วยให้กล้ามเนื้อหน้าขาแข็งแรงขึ้นเหมือนเรามี “โช้คอัพ” ส่วนตัวมาช่วยพยุงเข่า

การพยากรณ์โรค: เดินแบบไหนถึงจะหาย?

คนไข้ที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอในระดับที่พอเหมาะ จะมีโอกาส “ชะลอการผ่าตัด” ได้นานกว่าคนไม่ออกกำลังกายเลยอย่างชัดเจนครับ

แม้โรคเข่าเสื่อมจะไม่หายขาด แต่การเพิ่มกล้ามเนื้อจะช่วยให้ “คุณภาพชีวิต” ดีขึ้นอย่างมาก โอกาสที่เข่าจะโก่งผิดรูปก็น้อยลง และลดความเสี่ยงจากการล้มซึ่งเป็นอันตรายใหญ่ของผู้สูงอายุครับ

ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องระวังจากการ "ฝืนเดิน"

ถ้าคุณเดินแล้วมีอาการเหล่านี้ ต้องหยุดทันทีและพบหมอนะครับ:

  1. เข่าบวมแดง ร้อน (แสดงว่ามีการอักเสบเฉียบพลัน)
  2. มีเสียงดัง "ป๊อป" หรือรู้สึกเหมือนมีอะไรติดในข้อจนขยับไม่ได้
  3. ปวดร้าวขึ้นไปถึงสะโพก หรือปวดหลังร่วมด้วย

สรุป การเดินคือยาดีสำหรับเข่าเสื่อม แต่ต้องเป็น “การเดินที่ถูกต้องและพอดี” ครับ อย่ากลัวการขยับจนนิ่งเฉย และอย่าฝืนจนเข่าพัง เดินแค่ไหนให้ฟังเสียงร่างกายตัวเองเป็นหลักครับ

สำหรับท่านที่เริ่มออกกำลังกายแล้วปวด หรือไม่แน่ใจว่าสภาพเข่าตอนนี้ควรออกกำลังท่าไหน ผมยินดีให้คำแนะนำเพื่อให้คุณกลับมาเดินได้อย่างมั่นใจอีกครั้งครับ

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#เข่าเสื่อม #ออกกำลังกายแก้ปวดเข่า #เดินแก้ปวดเข่า #หมอเก่ง #ปวดเข่า #ดูแลผู้สูงอายุ #กล้ามเนื้อหน้าขา #สุขภาพดี #กายภาพบำบัด #รักษาเข่าเสื่อมไม่ต้องผ่าตัด


References

  1. Fransen M, et al. (2015). Exercise for osteoarthritis of the knee: a Cochrane systematic review. (งานวิจัยที่ยืนยันว่าการออกกำลังกายช่วยลดปวดและเพิ่มสมรรถภาพทางกายในคนเข่าเสื่อมได้อย่างดีเยี่ยม)
  2. Messier SP, et al. (2021). Intentional Weight Loss and Exercise in Overweight and Obese Adults with Knee Osteoarthritis. (การลดน้ำหนักควบคู่กับการออกกำลังกายคือมาตรฐานทองคำในการดูแลเข่า)
  3. Kolbe-Alexander TL, et al. (2020). Physical activity and knee osteoarthritis. (สรุปประเภทการออกกำลังกายที่เหมาะสมในแต่ละระยะของโรค)
  4. Zhang W, et al. (2010). OARSI recommendations for the management of hip and knee osteoarthritis. (ข้อแนะนำระดับสากลที่เน้นการออกกำลังกายเป็นหลักในการรักษา)
  5. Uthman OA, et al. (2013). Exercise for lower limb osteoarthritis: systematic review and meta-analysis. (การวิเคราะห์ผลดีของการออกกำลังกายระยะยาวต่อข้อต่อรยางค์ล่าง)

ฉีดน้ำหล่อลื่น/PRP/สเตียรอยด์ ต่างกันยังไง อะไรคุ้ม?”

 

ฉีดน้ำหล่อลื่น/PRP/สเตียรอยด์ ต่างกันยังไง อะไรคุ้ม?”

เรื่องการ "ฉีด" เข้าข้อเข่า เป็นคำถามที่ถามกันเข้ามาเยอะมาก เพราะใจหนึ่งคนไข้ก็อยากหายปวด แต่อีกใจก็กลัวว่าจะเสียเงินฟรี หรือกังวลเรื่องผลข้างเคียง วันนี้หมอจะมาเล่าให้ฟังแบบเจาะลึกว่าแต่ละอย่างมันทำหน้าที่ต่างกันอย่างไร และตัวไหนที่ "คุ้มค่า" สำหรับเข่าของคุณจริงๆ ครับ


เข่าเปรียบเหมือนรถ...ยาฉีดเปรียบเหมือนอะไร?

เพื่อให้เห็นภาพง่ายที่สุด ให้จินตนาการว่าข้อเข่าเราคือ “โช้คอัพรถยนต์” นะครับ

1. สเตียรอยด์ (Steroid) – “ยาดับเพลิง”

ตัวนี้คือพระเอกในเรื่องการลดปวดที่รวดเร็วที่สุดครับ หน้าที่ของมันคือเข้าไป "ดับการอักเสบ" ที่กำลังรุนแรง ถ้าคุณกำลังเข่าบวมแดง ร้อน ปวดจนก้าวขาไม่ออก สเตียรอยด์จะเหมือนพนักงานดับเพลิงที่เข้ามาฉีดน้ำดับไฟทันที อาการจะดีขึ้นใน 1-2 วัน

  • ความคุ้มค่า: ราคาย่อมเยาที่สุด เห็นผลเร็วที่สุดในระยะสั้น
  • ข้อระวัง: ไม่ได้ช่วยซ่อมแซมอะไรเลย แค่ดับปวด และไม่ควรฉีดบ่อยเกินไป (ไม่เกิน 2-3 ครั้งต่อปี) เพราะอาจทำให้กระดูกอ่อนผิวข้อเปื่อยยุ่ยเร็วขึ้นถ้าใช้พร่ำเพรื่อ

2. น้ำหล่อลื่นข้อเข่าเทียม (Hyaluronic Acid) – “น้ำมันหล่อลื่น”

พอกระดูกอ่อนเราเริ่มสึก น้ำหล่อเลี้ยงธรรมชาติในเข่าจะเหนียวน้อยลงเหมือนน้ำมันเครื่องเก่าๆ ที่ดำและใสแจ๋ว การฉีดตัวนี้เข้าไปคือการ “เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง” ครับ สารนี้จะมีความหนืด ช่วยลดแรงกระแทก ช่วยให้กระดูกไม่สีกันโดยตรง และช่วยหล่อลื่นให้ขยับเข่าง่ายขึ้น

  • ความคุ้มค่า: เหมาะมากสำหรับคนที่มีอาการ “เข่าขัด” หรือเริ่มเสื่อมระยะกลางๆ ผลอยู่ได้ประมาณ 6 เดือนถึง 1 ปี
  • ความรู้สึก: ไม่ได้หายปวดกริบทันทีเหมือนสเตียรอยด์ แต่จะค่อยๆ รู้สึกว่าเข่า “ลื่น” และเบาขึ้นในสัปดาห์ที่ 2-4

3. สารสกัดจากเกล็ดเลือด (PRP) – “ช่างซ่อมบำรุง”

ตัวนี้ทันสมัยที่สุดครับ เราจะเอาเลือดของคนไข้เองมาปั่นเพื่อแยกเอา “เกล็ดเลือดเข้มข้น” ซึ่งมีสารช่วยการเติบโต (Growth Factors) สูงมาก แล้วฉีดกลับเข้าไปในเข่า หน้าที่ของมันไม่ใช่แค่หล่อลื่น แต่คือการเข้าไป “ซ่อมแซมและฟื้นฟู” เนื้อเยื่อที่อักเสบเรื้อรัง รวมถึงช่วยชะลอการเสื่อมของเซลล์

  • ความคุ้มค่า: แม้ราคาจะสูงที่สุด แต่คุ้มค่าในแง่ของ “การซ่อมแซม” เพราะเป็นเซลล์จากร่างกายเราเอง ไม่มีสารเคมีแปลกปลอม ผลการรักษาอยู่ได้นานกว่า และช่วยลดการอักเสบได้ดีในระยะยาว
  • เหมาะกับใคร: คนที่ไม่อยากใช้สารเคมี หรือเริ่มมีอาการเสื่อมในระยะแรกถึงระยะกลางที่ต้องการชะลอการเสื่อมให้ได้นานที่สุด

แล้วแบบไหนที่เรียกว่า “คุ้ม” สำหรับคุณ?

ความคุ้มค่าไม่ได้วัดที่ "ราคาถูกที่สุด" แต่วัดที่ "ฉีดแล้วตรงจุดและอยู่ได้นานแค่ไหน" ครับ

  • ถ้าคุณมีงบจำกัด และปวดฉับพลันจนทนไม่ไหว: การฉีดสเตียรอยด์เพื่อ “หยุดความปวด” อาจจะคุ้มที่สุดในนาทีนั้น เพื่อให้คุณกลับไปใช้ชีวิตและทำกายภาพต่อได้
  • ถ้าคุณเริ่มรำคาญเสียงกร๊อบแกร๊บ เดินแล้วขัด: การฉีดน้ำหล่อเลี้ยงข้อเข่าคือคำตอบที่ตรงจุดที่สุด เพราะคุณต้องการความลื่น
  • ถ้าคุณอยากเน้นการรักษาที่ต้นเหตุและชะลอเข่าเสื่อมให้นานที่สุด: PRP คือการลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาวครับ เพราะมันคือการใช้ธรรมชาติบำบัดตัวเอง

เทคนิคพิเศษ: ฉีดอย่างไรให้แม่นยำ?

สมัยก่อนเราใช้ "มือคลำ" แล้วฉีด ซึ่งอาจจะโดนจุดบ้างไม่โดนบ้าง แต่ปัจจุบันหมอแนะนำการฉีดโดยใช้ “อัลตราซาวด์นำทาง” (Ultrasound Guided Injection) ครับ

วิธีนี้เราจะเห็นภาพหน้าจอไปพร้อมกันว่าปลายเข็มวิ่งเข้าไปในช่องข้อเข่าจริงๆ หรือเข้าตรงจุดที่มีการอักเสบเป๊ะๆ วิธีนี้คุ้มที่สุดครับ เพราะมั่นใจได้ว่ายาที่คุณจ่ายเงินซื้อมานั้น “เข้าเป้า 100%” ไม่เสียของแน่นอน


สรุป ไม่มีวิธีไหนดีที่สุดสำหรับทุกคนครับ มีแต่วิธีที่ "เหมาะสมที่สุด" กับระยะของโรคและงบประมาณของคุณ การปรึกษาหมอเพื่อประเมินระยะที่แท้จริงก่อนตัดสินใจฉีด จะช่วยให้เงินทุกบาทที่คุณเสียไปคุ้มค่ากับการได้เข่าที่แข็งแรงกลับคืนมาครับ

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ฉีดเข่า #PRPเข่า #น้ำเลี้ยงข้อเข่า #สเตียรอยด์ #ปวดเข่า #เข่าเสื่อม #หมอเก่ง #รักษาเข่าไม่ต้องผ่าตัด #ข้อเข่าอักเสบ #อัลตราซาวด์นำทาง


References

  1. Bennell KL, et al. (2021). Effect of Intra-articular Platelet-Rich Plasma vs Placebo Injection on Pain and Medial Tibial Cartilage Volume in Patients With Knee Osteoarthritis. (วิจัยเปรียบเทียบผลของ PRP กับยาหลอกในการรักษาข้อเข่าเสื่อม)
  2. Miller C, et al. (2023). Hyaluronic Acid Injections for Knee Osteoarthritis: A Meta-Analysis. (บทวิเคราะห์ประสิทธิภาพของน้ำเลี้ยงข้อเข่าเทียมในการลดอาการปวด)
  3. Jevsevar D, et al. (2022). AAOS Clinical Practice Guideline: Management of Osteoarthritis of the Knee. (แนวทางเวชปฏิบัติสากลเกี่ยวกับการใช้ยาฉีดประเภทต่างๆ ในข้อเข่า)
  4. Beitzel K, et al. (2015). The Efficacy of Platelet-Rich Plasma (PRP) in the Management of Knee Osteoarthritis.(สรุปกลไกการทำงานของ Growth Factor ใน PRP ต่อการซ่อมแซมข้อ)
  5. Raeissadat SA, et al. (2020). Comparison between hyaluronic acid and platelet-rich plasma in the treatment of knee osteoarthritis. (งานวิจัยเปรียบเทียบความคุ้มค่าและผลการรักษาระหว่างน้ำเลี้ยงข้อและ PRP)

เข่าเสื่อมระยะ 4…แต่ยัง “ไม่ถึงเวลาผ่า” จริงไหม?

 



เข่าเสื่อมระยะ 4…แต่ยัง “ไม่ถึงเวลาผ่า” จริงไหม?


“คุณหมอครับ ผลเอกซเรย์บอกว่าเข่าผมเสื่อมระยะสุดท้ายแล้ว แบบนี้ต้องผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าอย่างเดียวเลยใช่ไหมครับ? ผมยังทำใจไม่ได้ กลัวผ่าแล้วเดินไม่ได้เหมือนเดิม”

นี่คือประโยคคำถามยอดฮิตที่ผมได้ยินบ่อยมากในห้องตรวจ พร้อมกับสีหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวลของคนไข้ บางคนถึงกับนอนไม่หลับมาหลายคืนเพราะคำว่า “ระยะสุดท้าย” หรือ “ระยะที่ 4” มันฟังดูน่ากลัวเหมือนไม่มีทางแก้ แต่วันนี้ผมอยากจะบอกความจริงอีกด้านหนึ่งให้ฟังครับ ว่าตัวเลขระยะของโรคมันไม่ใช่ตัวตัดสินชีวิตเราเสมอไป

เรื่องจริงจากห้องตรวจ: ป้าสมศรีกับเข่าระยะที่ 4

ลองนึกภาพตามนะครับ ป้าสมศรี (นามสมมติ) อายุ 68 ปี เดินเข้ามาหาผมด้วยท่าทางกระฉับกระเฉง แม้จะเดินโยกเยกนิดหน่อยตามประสาคนเข่าโก่ง ป้าบอกว่า “หมอคะ เพื่อนป้าไปเอกซเรย์มา หมอบอกระยะ 3 เขาปวดจนร้องไห้ แต่ของป้าหมออีกท่านบอกระยะ 4 ทำไมป้ายังไปจ่ายตลาดไหว ยังเดินขึ้นบันไดได้อยู่เลย ป้าต้องรีบผ่าไหม?”

คำตอบของผมที่ทำให้ป้าสมศรีเบาใจคือ “ถ้าป้ายังใช้ชีวิตได้ปกติ ไม่ปวดทรมาน เรายังไม่ต้องรีบผ่าครับ”

ทำไมถึงเป็นแบบนั้น? เพราะในทางการแพทย์ เราไม่ได้รักษา “แผ่นฟิล์มเอกซเรย์” แต่เรามีหน้าที่รักษา “คนไข้” ครับ

เข่าเสื่อมระยะ 4 คืออะไร?

ถ้าเปรียบเทียบข้อเข่าของเราเหมือนกับ “โช้คอัพรถยนต์” ที่มี “ยางรอง” นุ่มๆ อยู่ตรงกลาง (นั่นคือกระดูกอ่อนผิวข้อ)

  • ระยะที่ 1-2: ยางรองเริ่มสึกหรอนิดหน่อย มีรอยแตกบ้าง
  • ระยะที่ 3: ยางรองบางลงมาก จนเหลือนิดเดียว
  • ระยะที่ 4 (ระยะสุดท้าย): ยางรองนี้หายไปหมดแล้วครับ จนกระดูกท่อนบนกับท่อนล่างมันมา “ชนกัน” โดยตรง เวลาเดินมันเลยเหมือนเหล็กสีกับเหล็ก หรือหินถูเข้ากับหินนั่นเอง

ในทางทฤษฎี ระยะที่ 4 คือกระดูกชนกันจนเกิดหินปูนงอกหนาเข่าผิดรูป แต่มันไม่ได้แปลว่าทุกคนที่มีภาพแบบนี้จะต้องเจ็บปวดเจียนตายเสมอไปครับ

สาเหตุและกลไกการเกิดโรค: ทำไมมันถึงเสื่อม?

ร่างกายคนเราเหมือนเครื่องจักรครับ เมื่อใช้งานมานานหลายสิบปี กระดูกอ่อนผิวข้อที่เคยลื่นปรื๊ดเหมือนน้ำแข็งถูไถกัน มันก็เริ่มขรุขระและบางลง ปัจจัยที่ทำให้มันพังเร็วขึ้นก็มีหลายอย่าง เช่น:

  • น้ำหนักตัว: เข่าต้องรับแรงกระแทก 3-4 เท่าของน้ำหนักตัวเวลาเดิน ยิ่งหนักมาก เข่ายิ่งพังไว
  • การใช้งาน: คนที่เคยเกิดอุบัติเหตุเข่าแตก เอ็นฉีก หรือใช้งานหนักเกินตัวมานาน
  • กล้ามเนื้ออ่อนแรง: โดยเฉพาะกล้ามเนื้อหน้าขา ถ้ามันไม่แข็งแรง เข่าก็ต้องรับภาระเต็มๆ ไม่มีตัวช่วยพยุง

เมื่อกระดูกอ่อนหายไป ร่างกายจะพยายามซ่อมแซมตัวเองด้วยการสร้าง “หินปูน” ขึ้นมาเกาะรอบๆ จนเข่าดูโตขึ้น บวมขึ้น และเริ่มโก่งออกนั่นเอง

อาการแบบไหนที่บอกว่าคุณเริ่มแย่แล้ว?

ไม่ใช่แค่ปวดนะครับที่ต้องสังเกต ลองเช็กตัวเองดูว่ามีอาการเหล่านี้ไหม:

  1. เสียงในข้อ: เวลาลุกนั่งมีเสียง “กร๊อบแกร๊บ” เหมือนทรายขัดกัน
  2. เข่าติด: ตื่นเช้ามาเหยียดเข่าไม่สุด หรือนั่งนานๆ แล้วลุกยาก ต้องตั้งหลักนาน
  3. เข่าโก่ง: สังเกตว่าขาทั้งสองข้างเริ่มโค้งออกเป็นวงเหล้า หรือเดินกะเผลก
  4. ปวดเวลาใช้งาน: เดินไกลหน่อยเริ่มปวด ขึ้นลงบันไดลำบาก แต่พอพักแล้วดีขึ้น

การตรวจวินิจฉัย: แค่ไหนถึงเรียกว่าชัวร์?

การตรวจเข่าเสื่อมจริงๆ ไม่ซับซ้อนครับ:

  • การซักประวัติและตรวจร่างกาย: หมอจะดูท่าเดิน ดูมุมการขยับ และกดเช็กจุดที่เจ็บ
  • การเอกซเรย์ (X-ray): เป็นวิธีที่ดีที่สุดและประหยัดที่สุดครับ โดยต้อง “ยืนเอกซเรย์” เพื่อดูช่องว่างระหว่างข้อตอนที่รับน้ำหนักจริง ถ้าช่องว่างหายไปจนกระดูกชิดกัน นั่นแหละครับคือระยะที่ 4
  • MRI หรือ อัลตราซาวด์: ปกติไม่จำเป็นต้องทำสำหรับเข่าเสื่อมทั่วไป เว้นแต่หมอสงสัยว่ามีอาการเอ็นฉีกหรือหมอนรองกระดูกฉีกร่วมด้วย

ตัวตัดสินที่แท้จริง: “เมื่อไหร่ที่ต้องผ่า?”

ผมอยากให้ทุกคนจำ “เกณฑ์ 4 ข้อ” นี้ไว้ครับ ถ้าคุณเป็นระยะ 4 แต่ยังไม่มีข้อเหล่านี้ คุณยังเลือก “ไม่ผ่า” ได้:

  1. ปวดจนนอนไม่ได้: ปวดแม้กระทั่งตอนพัก กินยาเท่าไหร่ก็เอาไม่อยู่
  2. เสียคุณภาพชีวิต: อยากไปเที่ยวกับลูกหลานก็ไปไม่ไหว เดินได้แค่ไม่กี่เมตรก็ต้องนั่งพัก ชีวิตวนอยู่แค่เตียงกับห้องน้ำ
  3. ดูแลตัวเองเบื้องต้นแล้วไม่ดีขึ้น: ทั้งลดน้ำหนัก ทำกายภาพ กินยา ฉีดยาแล้ว แต่อาการยังแย่เหมือนเดิม
  4. เข่าผิดรูปมาก: โก่งจนเดินลำบากและเสี่ยงต่อการล้ม

ทางเลือกก่อนถึงห้องผ่าตัด: เราทำอะไรได้บ้าง?

หากคุณยังไม่พร้อมผ่า เรามีวิธีประคับประคองที่ได้ผลดีมากดังนี้ครับ:

  • การปรับพฤติกรรม (สำคัญที่สุด): เลี่ยงการนั่งพับเพียบ นั่งขัดสมาธิ หรือนั่งยองๆ เพราะท่าเหล่านี้เพิ่มแรงดันในเข่ามหาศาล
  • การควบคุมน้ำหนัก: เชื่อไหมครับว่า ถ้าน้ำหนักลดลงแค่ 5 กิโลกรัม แรงกดที่เข่าจะหายไปถึง 15-20 กิโลกรัมเลยทีเดียว
  • การทำกายภาพบำบัด: เน้นบริหารกล้ามเนื้อหน้าขา (Quadriceps) ให้แข็งแรง เพื่อให้กล้ามเนื้อมาทำหน้าที่ “โช้คอัพ” แทนข้อเข่าที่เสื่อมไป
  • การใช้ยา: ยาแก้ปวดหรือยาต้านอักเสบควรใช้ตามแพทย์สั่ง ไม่ควรซื้อกินเองต่อเนื่องนานๆ เพราะอาจมีผลต่อไตและกระเพาะอาหาร
  • การฉีดยาเข้าข้อ: ปัจจุบันมีการใช้เครื่องอัลตราซาวด์ช่วยนำทางเพื่อให้ยาลงตรงจุดเป๊ะๆ ทั้งน้ำเลี้ยงข้อเข่าเทียม หรือสารสกัดจากเกล็ดเลือด (PRP) เพื่อลดการอักเสบ

การพยากรณ์โรค: จะหายไหม?

ต้องพูดกันตรงๆ แบบจริงใจครับว่า “เข่าเสื่อมรักษาไม่หายขาด” เพราะเราไม่สามารถเปลี่ยนกระดูกที่สึกไปแล้วให้กลับมาใหม่เหมือนตอนอายุ 20 ได้ แต่เราสามารถ “ชะลอ” และ “อยู่กับมันอย่างเป็นมิตร” ได้ครับ

หลายคนดูแลตัวเองดีมากจนแม้จะเป็นระยะ 4 ก็สามารถใช้ชีวิตไปได้อีก 10-20 ปีโดยไม่ต้องผ่าตัด แต่ถ้าถึงจุดที่ต้องผ่าจริงๆ การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าในปัจจุบันก็มีความก้าวหน้ามาก แผลเล็ก เจ็บน้อย และลุกเดินได้ตั้งแต่วันแรกๆ หลังผ่าครับ

ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องระวัง

ถ้าปล่อยให้เข่าเสื่อมรุนแรงโดยไม่ดูแล สิ่งที่น่ากลัวไม่ใช่แค่เรื่องปวด แต่คือ “การเสียสมดุล” ครับ เมื่อเจ็บเข่าเราจะเดินเอียง ทำให้ปวดหลังตามมา และที่สำคัญคือทำให้ผู้สูงอายุไม่อยากขยับตัว จนเกิดโรคอ้วน โรคหัวใจ หรือภาวะกล้ามเนื้อฝ่อตามมาได้


สรุป เข่าเสื่อมระยะ 4 ไม่ได้เท่ากับต้องผ่าตัดเสมอไปครับ ความเจ็บปวดและความลำบากในการใช้ชีวิตต่างหากที่เป็นตัวตัดสิน หากคุณยังเดินไหว ปวดไม่มาก และสนุกกับการใช้ชีวิตได้ การดูแลตัวเองอย่างถูกต้องคือคำตอบที่ดีที่สุด

สำหรับท่านที่มีข้อสงสัยหรือกังวลใจเกี่ยวกับข้อมูลในบทความนี้ ผมยินดีรับฟังและแลกเปลี่ยนความเห็นด้วยความเคารพในทุกมุมมองครับ เพราะคนไข้แต่ละท่านมีบริบทชีวิตที่ต่างกัน แผนการรักษาจึงต้องปรับให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคลเสมอ

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#เข่าเสื่อม #ปวดเข่า #ข้อเข่าเสื่อมระยะ4 #ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า #หมอเก่ง #กระดูกและข้อ #ดูแลผู้สูงอายุ #สุขภาพดี #ปวดข้อ #กายภาพบำบัดเข่า


References

  1. Bannuru RR, et al. (2019). OARSI guidelines for the non-surgical management of knee osteoarthritis. (แนวทางการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมโดยไม่ผ่าตัด เน้นการปรับพฤติกรรมและการใช้ยาอย่างเหมาะสม)
  2. Katz JN, et al. (2021). Diagnosis and Management of Osteoarthritis of the Knee. (สรุปการวินิจฉัยและการจัดการโรคข้อเข่าเสื่อมในระดับคลินิกที่ทันสมัยที่สุด)
  3. Hunter DJ, Bierma-Zeinstra S. (2019). Osteoarthritis. (อธิบายกลไกการเกิดโรคและการดำเนินโรคของข้อเสื่อมในภาพรวม)
  4. Skou ST, Roos EM. (2017). Physical Therapy for Knee Osteoarthritis. (งานวิจัยที่ยืนยันว่าการทำกายภาพบำบัดช่วยชะลอการผ่าตัดได้อย่างมีนัยสำคัญ)
  5. American Academy of Orthopaedic Surgeons (AAOS). (2022). Management of Osteoarthritis of the Knee (Non-Arthroplasty) Evidence-Based Clinical Practice Guideline. (แนวทางเวชปฏิบัติสำหรับการดูแลข้อเข่าเสื่อมแบบไม่ผ่าตัด)

อายุ 74 แล้ว ปวดเข่าจนเดินไม่ไหว... ข้อเข่าเสื่อมระยะที่ 3 ยังมีทางแก้ที่ไม่ต้องผ่าตัดไหม?"

 

อายุ 74 แล้ว ปวดเข่าจนเดินไม่ไหว... ข้อเข่าเสื่อมระยะที่ 3 ยังมีทางแก้ที่ไม่ต้องผ่าตัดไหม?"

หลายคนพออายุย่างเข้าเลข 7 แล้วตรวจเจอว่าเป็น "ข้อเข่าเสื่อมระยะที่ 3" มักจะตกใจและท้อใจครับ เพราะระยะนี้ถือเป็นระยะ "ปานกลาง" ที่ช่องว่างระหว่างข้อเข่าเริ่มแคบลงอย่างเห็นได้ชัด กระดูกเริ่มเสียดสีกันจนเกิดอาการปวดเสียว แข็งตึง หรือบางครั้งมีเสียงดังในข้อเวลาขยับ

คนไข้วัย 74 ปีหลายท่านมักกังวลว่า "แก่แล้วผ่าตัดจะฟื้นตัวไหวไหม?" หรือ "ต้องทนเจ็บแบบนี้ไปตลอดชีวิตหรือเปล่า?" ผมอยากบอกว่า ในระยะที่ 3 นี้ เรายังมีวิธีจัดการที่ช่วยให้คุณกลับมาเดินได้คล่องตัวขึ้น ลดความทรมาน และเพิ่มคุณภาพชีวิตได้โดยไม่จำเป็นต้องจบที่การผ่าตัดเสมอไปครับ


"คุณยายบุญส่งกับไม้เท้าที่ไม่ได้ใช้"

สมมติถึงเคสคุณยายบุญส่ง อายุ 74 ปีครับ ท่านมาหาผมด้วยอาการเข่าโก่งเล็กน้อย เวลาจะลุกจากเตียงหรือลุกจากเก้าอี้ต้องหาที่เกาะตลอด คุณยายบอกว่า "หมอจ๋า ยายไม่อยากผ่าตัด ยายกลัววางยาสลบแล้วไม่ตื่น แต่ตอนนี้เดินไปตลาดไม่ไหวแล้ว มันเจ็บแปล๊บ ๆ เหมือนเข่าจะทรุด"

หลังจากผมตรวจฟิล์มเอกซเรย์ พบว่าเป็นระยะที่ 3 จริงครับ ผิวข้อสึกไปเยอะ แต่ "ความจริง" ที่ผมบอกคุณยายคือ เราสามารถ "ซ่อมและเสริม" ส่วนที่เหลืออยู่ให้ทำงานได้ดีขึ้น เหมือนรถยนต์ที่ยางเริ่มสึก แต่ถ้าเราตั้งศูนย์ถ่วงล้อใหม่ เปลี่ยนโช้ค และขับให้ระวังขึ้น รถคันนี้ก็ยังวิ่งได้อีกนานครับ


ข้อเข่าเสื่อมระยะที่ 3 คืออะไร?

ในระยะนี้ "เจลลี่" หรือกระดูกอ่อนที่คอยรองข้อเข่ามันเริ่มบางลงจนเห็นเนื้อกระดูกข้างใต้ครับ พอเราเดิน น้ำหนักตัวที่กดลงมาจึงไม่ได้ผ่านตัวซับแรงกระแทก แต่มันไปกดลงบนกระดูกโดยตรง ร่างกายจึงพยายามสร้าง "กระดูกงอก" ออกมาช่วยรับแรง แต่มันกลับไปทิ่มแทงเนื้อเยื่อรอบ ๆ จนอักเสบและปวดนั่นเองครับ


แนวทางการรักษาสำหรับวัย 74 ปี

ในวัยนี้เราจะเน้นการรักษาแบบประคับประคองและฟื้นฟู (Conservative Treatment) เป็นหลักครับ

1. การรักษาด้วยยาอย่างระมัดระวัง: ในวัย 74 ปี การทานยาแก้ปวดกลุ่มกัดกระเพาะ (NSAIDs) ต่อเนื่องนาน ๆ อาจมีผลต่อไตและหัวใจครับ หมอมักจะใช้ยาพาราเซตามอลร่วมกับยาทาภายนอก หรือใช้ยากลุ่มลดอักเสบเฉพาะในช่วงที่มีอาการกำเริบเท่านั้น

2. การฉีดสารหล่อลื่นข้อเข่า (Viscosupplementation): เปรียบเสมือนการ "เติมน้ำมันหล่อลื่น" ให้ข้อเข่าครับ สารนี้จะช่วยให้ข้อเข่าลื่นขึ้น ลดการเสียดสี และช่วยรับแรงกระแทกได้ดีขึ้นนาน 6-12 เดือน เป็นวิธีที่ปลอดภัยสูงมากสำหรับผู้สูงอายุ

3. การฉีดเกล็ดเลือดเข้มข้น (PRP) หรือตัวช่วยฟื้นฟู: เป็นการนำเลือดของคนไข้มาปั่นเอาเฉพาะส่วนที่ช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อฉีดกลับเข้าไป เพื่อลดการอักเสบและช่วยฟื้นฟูสภาพภายในข้อเข่าเบื้องต้น

4. การใช้เครื่องพยุงเข่า (Unloader Brace): สำหรับคนไข้ที่เข่าเริ่มโก่ง การใส่สนับเข่าชนิดพิเศษจะช่วย "ปรับมุม" ให้แรงกดไปลงในส่วนที่เข่ายังดีอยู่ ช่วยให้เดินได้ไกลขึ้นและปวดน้อยลงทันทีที่ใส่ครับ


5 กฎเหล็กและการปฏิบัติตนสำหรับวัย 74 ปี

การจะหายปวด หมอช่วย 50% อีก 50% อยู่ที่การปฏิบัติตัวที่บ้านครับ:

  1. คุมน้ำหนักตัว: น้ำหนักที่ลดลงเพียง 1 กิโลกรัม ช่วยลดแรงกดที่เข่าเวลาเดินได้ถึง 4 กิโลกรัมเลยนะครับ
  2. เลี่ยงท่าทำร้ายเข่า: งดการนั่งพับเพียบ นั่งขัดสมาธิ นั่งยอง ๆ หรือการขึ้นลงบันไดบ่อย ๆ เปลี่ยนมานั่งเก้าอี้ที่มีพนักพิงและมีความสูงพอดีแทน
  3. บริหารกล้ามเนื้อต้นขา: ท่าง่าย ๆ คือ นั่งเก้าอี้แล้วเตะขาเหยียดตรง ค้างไว้ 10 วินาที ทำบ่อย ๆ วันละ 50-100 ครั้ง กล้ามเนื้อที่แข็งแรงจะช่วย "อุ้ม" ข้อเข่าแทนกระดูกครับ
  4. รองเท้าต้องดี: ใส่รองเท้ากีฬาที่ซัพพอร์ตส้นเท้าได้ดี ไม่ใส่รองเท้าแบนราบเกินไปหรือรองเท้าแตะที่ลื่นง่าย
  5. ใช้ไม้เท้าช่วย: อย่ามองว่าการใช้ไม้เท้าคือความแก่ครับ แต่มันคือ "ขาสาม" ที่ช่วยแชร์น้ำหนัก ทำให้เราไปไหนมาไหนได้ปลอดภัยและไม่ปวดเพิ่ม

พยากรณ์โรค: จะกลับมาเดินได้ไหม?

ในระยะที่ 3 หากปฏิบัติตัวดีและรับการรักษาที่เหมาะสม คนไข้ส่วนใหญ่สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวัน เดินในบ้าน ไปห้าง หรือไปเที่ยวพักผ่อนได้ครับ แม้โรคนี้จะไม่หายขาด (เพราะเป็นเรื่องความเสื่อมตามวัย) แต่เราสามารถ "ชะลอ" ไม่ให้มันกลายเป็นระยะที่ 4 ซึ่งต้องผ่าตัดได้อีกหลายปี หรืออาจจะไม่ต้องผ่าตัดเลยตลอดชีวิตครับ


สรุป

อายุ 74 ปี กับข้อเข่าเสื่อมระยะที่ 3 ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการเดินครับ เพียงแค่เราต้องปรับการใช้ชีวิต และเลือกวิธีรักษาที่ "ตรงจุดและปลอดภัย" การเพิ่มความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อรอบเข่าคือยาวิเศษที่ดีที่สุด เริ่มทำตั้งแต่วันนี้ เพื่อเข่าที่อยู่กับเราไปนาน ๆ ครับ


บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ปวดเข่า #ข้อเข่าเสื่อม #ข้อเข่าเสื่อมระยะที่3 #ผู้สูงอายุ #หมอเก่ง #รักษาเข่าไม่ต้องผ่าตัด #ฉีดน้ำเลี้ยงข้อเข่า #บริหารเข่า #สุขภาพผู้สูงอายุ #กระดูกและข้อ


References

  1. Katz JN, et al. (2021). Diagnosis and Management of Osteoarthritis of the Knee. JAMA.
    • (สรุป: แนวทางการวินิจฉัยและการจัดการข้อเข่าเสื่อมที่ทันสมัย เน้นการรักษาแบบไม่ผ่าตัดก่อน)
  2. Bannuru RR, et al. (2019). OARSI guidelines for the non-surgical management of knee, hip, and polyarticular osteoarthritis. Osteoarthritis Cartilage.
    • (สรุป: แนวทางระดับสากลที่แนะนำการฉีดสารหล่อลื่นและการทำกายภาพบำบัดในระยะปานกลาง)
  3. McAlindon TE, et al. (2014). *OARSI guidelines for the non-surgical management of knee osteoarthritis.*Osteoarthritis Cartilage.
    • (สรุป: รายละเอียดการใช้เครื่องพยุงข้อเข่าและการออกกำลังกายในผู้สูงอายุ)
  4. Bruyère O, et al. (2019). An algorithm recommendation for the management of knee osteoarthritis from the ESCEO. Semin Arthritis Rheum.
    • (สรุป: ขั้นตอนการรักษาอย่างเป็นระบบ เริ่มจากยาพื้นฐานไปจนถึงตัวช่วยฟื้นฟูเส้นเอ็นและข้อ)
  5. Hunter DJ, Bierma-Zeinstra S. (2019). Osteoarthritis. Lancet.
    • (สรุป: ข้อมูลภาพรวมของโรคข้อเสื่อมในระดับลึกและการดูแลตนเองในระยะยาว)

วันพฤหัสบดีที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

เคล็ดลับ "ถนอมเข่า" ให้ใช้ได้ยาวนานเหมือนติดปีก!

 



คนที่เดินคล่องตอนอายุ 80 ทำอะไรต่างออกไป: เคล็ดลับ "ถนอมเข่า" ให้ใช้ได้ยาวนานเหมือนติดปีก!

บางคนอายุ 80 ยังเดินคล่อง บางคนอายุ 60 ก็เริ่มลำบาก ความแตกต่างไม่ได้อยู่ที่โชคอย่างเดียวครับ แต่มันอยู่ที่การ "ลงทุน" กับเข่าอย่างถูกวิธีตั้งแต่วันนี้!


เรื่องเล่าจากคนไข้: "อดีตครูวัย 82 ที่ยังเดินเที่ยวต่างประเทศได้สบาย"

คุณครูรัชนี (นามสมมติ) วัย 82 ปี เป็นคนไข้ประจำของหมอที่มาตรวจเช็กสุขภาพกระดูกทุกปี เชื่อไหมครับว่าคุณครูยังเดินเหินได้แคล่วคล่องกว่าคนวัย 50 บางคนเสียอีก คุณครูเล่าเคล็ดลับให้หมอฟังว่า "หมอคะ ครูไม่ได้มีของดีอะไรเลย ครูแค่เชื่อหมอตั้งแต่ตอนอายุ 40 ว่าเข่าเราเหมือนยางรถยนต์ ถ้าเราไม่บรรทุกหนักเกินไป และเติมลมยาง (กล้ามเนื้อ) ให้แข็งแรงตลอด ยางมันก็ใช้ได้นานค่ะ"

นี่คือเรื่องจริงครับ การมีเข่าที่ดีตอนอายุ 80 ไม่ได้เริ่มที่อายุ 80 แต่มันเริ่มตั้งแต่ตอนนี้ครับ!


กฎ 3 ข้อของเข่าอายุยืน

หากอยากให้เข่าอยู่กับเราไปนานๆ คุณต้องเข้าใจธรรมชาติของข้อต่อก่อนครับ:

  1. เข่าชอบการขยับแต่เกลียดแรงกระแทก: กระดูกอ่อนผิวข้อไม่มีเลือดมาเลี้ยง สารอาหารจะเข้าไปได้ก็ต่อเมื่อมีการขยับเข่า (Pathogenesis) แต่ถ้าแรงกระแทกนั้นรุนแรงเกินไป (เช่น กระโดดบนพื้นแข็ง) ผิวข้อจะแตกสลายแทนที่จะแข็งแรง
  2. กล้ามเนื้อคือ "โช้คอัพ": กระดูกเข่าเราเหมือนเหล็กสองท่อนที่ชนกัน ถ้าไม่มีกล้ามเนื้อรอบๆ คอยดึงไว้ แรงทั้งหมดจะกระแทกลงบนผิวข้อโดยตรง
  3. น้ำหนักตัวคือ "เพชฌฆาต": ทุกๆ 1 กิโลกรัมที่เพิ่มขึ้น เข่าต้องรับภาระเพิ่ม 4 กิโลกรัมในการใช้ชีวิตปกติ

แนวทางปฏิบัติ: ดูแลเข่าอย่างไรให้ใช้ได้ถึงอายุ 80

ถ้าอยากเป็น "วัยเก๋าที่เดินคล่อง" ต้องทำ 4 ข้อนี้ครับ:

  • คุมน้ำหนักตัวให้คงที่: พยายามให้ดัชนีมวลกาย (BMI) อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน นี่คือการช่วยเข่าที่ได้ผลที่สุด
  • สร้างกล้ามเนื้อ "ควอดริเซ็บ" (Quadriceps): กล้ามเนื้อหน้าขาที่แข็งแรงจะช่วยพยุงเข่าไม่ให้ทรุด ท่าออกกำลังกายง่ายๆ คือการนั่งบนเก้าอี้แล้วเหยียดขาตรงค้างไว้
  • เลือกกิจกรรม Low Impact: เปลี่ยนจากการวิ่งบนพื้นถนนแข็งๆ เป็นการเดินเร็วในน้ำ ปั่นจักรยาน หรือใช้เครื่องเดินวงรี (Elliptical) เพื่อให้ข้อได้ขยับโดยไร้แรงกระแทก
  • เลี่ยงท่าทำลายเข่า: การนั่งยองๆ นั่งพับเพียบ นั่งขัดสมาธิ และการขึ้นลงบันไดบ่อยๆ โดยไม่จำเป็น คือการเร่งความเสื่อมให้เร็วขึ้น

การตรวจเช็กสภาพ "เข่า" (Investigation)

อย่ารอให้ปวดจนเดินไม่ได้ถึงมาหาหมอครับ การตรวจคัดกรองช่วยได้มาก:

  • การตรวจร่างกายประจำปี: หมอจะเช็กแนวกระดูกขา ความมั่นคงของเส้นเอ็น และเสียงในข้อ
  • Digital X-ray: ดูความหนาของช่องว่างระหว่างข้อ เพื่อประเมินระดับความเสื่อมและวางแผนป้องกัน
  • ตรวจมวลกระดูก (DEXA): เพื่อให้มั่นใจว่าโครงสร้างกระดูกแข็งแรงพอที่จะรองรับกิจกรรมต่างๆ

แนวทางการรักษาเมื่อเริ่มมีอาการ

หากเริ่มมีอาการเสียวหรือปวด หมอมีตัวช่วยชะลอเสื่อม:

  • ฉีดน้ำเลี้ยงข้อเทียม (Hyaluronic Acid): ช่วยเพิ่มความหล่อลื่น ลดการเสียดสีของผิวข้อ
  • ฉีดเกล็ดเลือดเข้มข้น (PRP): ใช้เลือดของคนไข้เองมาปั่นเพื่อเอาสารสกัดไปช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อ โดยใช้ อัลตราซาวด์นำทาง เพื่อความแม่นยำสูง
  • อาหารเสริมคุณภาพ: เช่น คอลลาเจนชนิดที่ 2 (UC-II) หรือสารสกัดจากขมิ้นชันที่มีงานวิจัยรองรับ

พยากรณ์โรค: อายุ 80 ยังแจ๋วได้จริงหรือ?

คำตอบคือ "จริงแน่นอน" ครับ หากเราดูแลรักษา "ผิวข้อ" และ "มวลกล้ามเนื้อ" ไว้ได้ตั้งแต่เนิ่นๆ คุณจะสามารถไปเที่ยวต่างประเทศ เดินขึ้นบันไดวัด หรือเดินเล่นกับหลานๆ ได้อย่างมีความสุขโดยไม่ต้องพึ่งไม้เท้าหรือรถเข็นครับ


สรุป

การดูแลเข่าไม่ใช่เรื่องยาก แต่ต้องใช้ "วินัย" และ "ความเข้าใจ" ครับ จำไว้ว่าเข่าใหม่ที่เปลี่ยนมา (ข้อเทียม) ก็ไม่สู้เข่าแท้ๆ ที่ธรรมชาติให้มา การลงทุนดูแลเข่าตั้งแต่วันนี้ คือการซื้อตั๋วเครื่องบินไปเที่ยวตอนอายุ 80 ที่คุ้มค่าที่สุดครับ

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ดูแลเข่า #ข้อเข่าเสื่อม #สุขภาพผู้สูงอายุ #หมอเก่ง #ถนอมเข่า #ออกกำลังกายถนอมเข่า #ปวดเข่า #เข่าแข็งแรง #กระดูกและข้อ #ป้องกันเข่าเสื่อม


References (Vancouver Style)

  1. Hunter DJ, et al. (2025). Strategies for maintaining joint health in the elderly. The Lancet. (แนวทางการดูแลข้อต่อให้แข็งแรงในผู้สูงอายุ)
  2. Messier SP, et al. (2024). Long-term impact of weight loss and exercise on knee osteoarthritis. JAMA. (ผลกระทบระยะยาวของการคุมน้ำหนักและการออกกำลังกายต่อเข่า)
  3. American Academy of Orthopaedic Surgeons (2025). Lifestyle interventions for joint longevity. (การปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์เพื่อยืดอายุข้อต่อ)
  4. Journal of Aging and Health (2024). Physical activity patterns in mobile octogenarians. (รูปแบบกิจกรรมทางกายในคนอายุ 80 ที่ยังเดินคล่อง)
  5. Arthritis Foundation (2025). Guide to Healthy Joints for Life. (คู่มือการดูแลข้อต่อให้สุขภาพดีตลอดชีวิต)

ทำไม "เข่า" ถึงใจร้ายกับผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย? มาหาคำตอบกันครับ!

 



คำตอบเกี่ยวข้องกับฮอร์โมนและกล้ามเนื้อ: ทำไม "เข่า" ถึงใจร้ายกับผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย? มาหาคำตอบกันครับ!

หลังอายุประมาณ 50 ปี ผู้หญิงจำนวนมากเริ่มมีอาการปวดเข่า และพบว่าข้อเข่าเสื่อมพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายอย่างชัดเจน... นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มันมีเหตุผลทางธรรมชาติซ่อนอยู่ครับ


เรื่องเล่าจากคนไข้: "ทำไมสามีป้ายังเดินปร๋อ แต่ป้าแค่ลุกก็โอยแล้ว?"

คุณน้าพรรณี (นามสมมติ) วัย 56 ปี มาหาหมอพร้อมกับสามีรุ่นราวคราวเดียวกัน คุณน้าบ่นปนสงสัยว่า "หมอคะ ป้ากับลุงกินอยู่เหมือนกัน ไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด แต่ทำไมเข่าป้าถึงไปก่อนลุงล่ะคะ? ลุงเขายังเดินขึ้นดอยได้สบาย แต่ป้าแค่เดินในห้างยังต้องขอพัก"

ผมยิ้มและอธิบายให้คุณน้าฟังว่า "ธรรมชาติสร้างสรีระและระบบภายในของผู้หญิงมาให้มีความเสี่ยงต่อเข่าเสื่อมมากกว่าผู้ชายครับ โดยเฉพาะช่วงหลังหมดประจำเดือน เหมือนร่างกายผู้หญิงขาด 'เกราะป้องกัน' สำคัญไปครับ"


3 ปัจจัยหลักที่ทำให้ผู้หญิง "เข่าไปไว"

ทำไมผู้หญิงถึงครองแชมป์โรคข้อเข่าเสื่อม (Osteoarthritis)? คำตอบอยู่ที่ 3 ส่วนนี้ครับ:

  1. พายุฮอร์โมน (Hormonal Shift): ฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) ในผู้หญิงไม่ได้มีหน้าที่แค่เรื่องผิวพรรณหรือการมีบุตร แต่มันคือ "ยาลดอักเสบธรรมชาติ" และช่วยบำรุงกระดูกอ่อนผิวข้อ เมื่อเข้าสู่วัยทอง ฮอร์โมนนี้ลดฮวบลง (Pathogenesis) ทำให้กระดูกอ่อนขาดการปกป้องและเสื่อมสภาพเร็วขึ้นทันที
  2. สรีระ "สะโพกผาย" (The Q-Angle): โดยธรรมชาติผู้หญิงมีเชิงกรานกว้างกว่าผู้ชาย เพื่อรองรับการคลอดลูก ส่งผลให้มุมของกระดูกต้นขาที่วิ่งลงมาหาเข่ามัน "เอียง" มากกว่าผู้ชาย แรงกดจึงมักจะไปกองอยู่ที่เข่าด้านหนึ่งมากกว่าปกติ
  3. กล้ามเนื้อน้อยกว่า: โดยเฉลี่ยผู้หญิงมักมีมวลกล้ามเนื้อหน้าขา (Quadriceps) น้อยกว่าผู้ชาย เมื่อกล้ามเนื้อที่เปรียบเหมือน "โช้คอัพ" อ่อนแอ แรงกระแทกทั้งหมดจึงตกลงไปที่ข้อเข่าแบบเต็มๆ

อาการและสัญญาณเตือนที่คุณผู้หญิงต้องระวัง

  • ปวดเข่าด้านในเวลาขึ้นลงบันได
  • เข่าเริ่มเปลี่ยนรูป (มักจะโก่งออก) เร็วกว่าผู้ชายในวัยเดียวกัน
  • มีอาการบวมอักเสบได้ง่ายกว่า เมื่อใช้งานหนักเพียงเล็กน้อย
  • รู้สึกเข่าไม่มั่นคง เหมือนจะทรุดเวลาเดิน

การตรวจวินิจฉัย (Investigation)

เพื่อให้รู้เท่าทันความเสื่อม หมอจะทำการตรวจดังนี้ครับ:

  • Digital X-ray: ดูความแคบของช่องว่างในข้อเข่า โดยเฉพาะฝั่งด้านในที่มักจะไปก่อน
  • Bone Density Test (DEXA): ตรวจมวลกระดูกควบคู่กันไป เพราะผู้หญิงวัยทองมักมีภาวะกระดูกพรุนร่วมด้วย
  • อัลตราซาวด์ (Ultrasound): เช็กดูน้ำในข้อและการหนาตัวของเยื่อบุข้อจากการอักเสบ

แนวทางการรักษาและ "เกราะป้องกัน" สำหรับคุณผู้หญิง

  1. เสริมสร้างกล้ามเนื้อ: นี่คือทางรอดเดียวครับ! การทำ Weight Training เบาๆ เพื่อสร้างกล้ามเนื้อหน้าขา จะช่วยทำหน้าที่แทนเอสโตรเจนที่หายไปได้ดีที่สุด
  2. คุมน้ำหนักตัว: เพราะสรีระเราเสียเปรียบเรื่องมุมเข่าอยู่แล้ว การลดน้ำหนักทุกๆ 1 กิโลกรัม จะช่วยลดภาระเข่าได้มหาศาล
  3. ฉีดยาด้วยอัลตราซาวด์นำทาง: หากปวดรุนแรงจนออกกำลังกายไม่ได้ หมอจะใช้เครื่องอัลตราซาวด์นำทางเพื่อฉีดน้ำเลี้ยงข้อเทียมหรือเกล็ดเลือดเข้มข้น (PRP) เข้าไปช่วยซ่อมแซมผิวข้ออย่างแม่นยำ
  4. ปรึกษาเรื่องฮอร์โมน: ในบางราย การได้รับฮอร์โมนทดแทนภายใต้การดูแลของสูตินรีแพทย์ อาจช่วยชะลอความเสื่อมของข้อได้ครับ

พยากรณ์โรค: เป็นผู้หญิงต้องผ่าเข่าทุกคนไหม?

ไม่จำเป็นครับ! หากคุณเริ่มดูแลตัวเองตั้งแต่วัยเริ่มหมดประจำเดือน เน้นการสร้างกล้ามเนื้อและคุมน้ำหนัก คุณจะสามารถรักษาข้อเข่าเดิมไว้ใช้งานได้จนถึงอายุ 80-90 ปี โดยไม่ต้องพึ่งข้อเทียมเลยครับ


สรุป

จริงครับที่ผู้หญิงมีความเสี่ยงเข่าเสื่อมมากกว่าผู้ชายจากธรรมชาติที่ให้มา แต่เรา "โกงธรรมชาติ" ได้ด้วยการออกกำลังกายและดูแลตัวเองที่ถูกต้อง อย่าปล่อยให้ฮอร์โมนที่หายไป พรากความสุขในการเดินของคุณไปนะครับ

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ผู้หญิงเข่าเสื่อม #วัยทองปวดเข่า #ข้อเข่าเสื่อม #ฮอร์โมนเอสโตรเจน #หมอเก่ง #สุขภาพผู้หญิง #ปวดเข่าขึ้นบันได #ดูแลเข่าวัยทอง #กระดูกและข้อ #ป้องกันเข่าเสื่อม


References (Vancouver Style)

  1. Mahajan A, Patni R. (2025). Menopause and Osteoarthritis: Any Association? Journal of Mid-life Health. (อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างการหมดประจำเดือนและโรคข้อเสื่อม)
  2. Hame SL, Alexander RA. (2024). Knee osteoarthritis in women: Why is it different? Orthopedic Clinics of North America. (เจาะลึกเรื่องสรีระและ Q-angle ในผู้หญิง)
  3. O'Connor MI. (2025). Sex Differences in Osteoarthritis of the Hip and Knee. Journal of the American Academy of Orthopaedic Surgeons. (การวิเคราะห์ความแตกต่างทางเพศต่อการดำเนินโรคข้อเสื่อม)
  4. Endocrine Reviews (2023). Estrogen and Joint Health: From Mechanism to Clinical Practice. (กลไกของฮอร์โมนเอสโตรเจนในการปกป้องกระดูกอ่อน)
  5. National Institutes of Health (2024). Osteoarthritis statistics by gender and age: A global perspective. (สถิติอุบัติการณ์โรคข้อเสื่อมทั่วโลกระหว่างชายและหญิง)