เคยไหมครับ อายุยังไม่ถึง 50 แต่เริ่มมีอาการ "ปวดเข่า" เวลาขึ้นบันได ลุกจากเก้าอี้ หรือนั่งยองนานๆ แล้วเข่ารู้สึก "ฝืด" คล้ายมีอะไรติดอยู่ข้างใน
หลายคนคิดว่า "ข้อเข่าเสื่อม" เป็นโรคของคนอายุ 60 ปีขึ้นไป จึงปล่อยทิ้งไว้ หาซื้อยาแก้ปวดมารับประทานเอง พอผ่านไปไม่กี่ปี อาการกลับหนักขึ้นจนกระทบการทำงานและคุณภาพชีวิต
ความจริงคือ "ข้อเข่าเสื่อมระยะเริ่มต้น" สามารถเกิดได้ตั้งแต่อายุ 40 ปี โดยเฉพาะในคนที่เคยบาดเจ็บเข่า น้ำหนักเกิน หรือใช้งานเข่าหนักมาตลอด
ข่าวดีคือ ถ้ารู้ตัวเร็ว ดูแลถูกวิธี เราสามารถ "ชะลอ" ความเสื่อม และคุณภาพชีวิตจะกลับมาเหมือนเดิมได้ครับ
บทความนี้หมอเก่งจะอธิบายแบบเข้าใจง่าย ว่าคนอายุ 40-50 ปีที่เริ่มปวดเข่า ควรดูแลอย่างไรให้เข่าอยู่กับเราไปอีก 30-40 ปี โดยไม่ต้องผ่าตัด
―――――――――――――――――――――――
แนวทางการดูแลคนไข้ข้อเข่าเสื่อมระยะเริ่มต้น ในผู้ป่วยอายุ 40-50 ปี
―――――――――――――――――――――――
เรื่องของคุณสมศักดิ์ (สมมุติชื่อ)
คุณสมศักดิ์ อายุ 47 ปี เป็นผู้จัดการบริษัทแห่งหนึ่งในเชียงใหม่ น้ำหนัก 82 กิโลกรัม สูง 170 เซนติเมตร ชอบเล่นแบดมินตันมาตั้งแต่หนุ่ม เคยเจ็บเข่าซ้ายตอนอายุ 28 แต่ไม่เคยรักษาจริงจัง
เริ่มสังเกตว่าเข่าซ้ายปวดเวลาลงบันได ฝืดตอนเช้าราว 10 นาที พอเดินไปสักพักก็หาย นั่งดูหนังในโรงนานๆ ลุกแล้วเข่ายึด
คุณสมศักดิ์เคยไปคลินิกใกล้บ้าน หมอบอก "ยังไม่หนัก แค่อายุเริ่มมา" ให้ยาแก้ปวดกินบ้าง ก็พออยู่ได้
แต่ภายในใจรู้ว่า ถ้าปล่อยไว้แบบนี้ อีก 10 ปีคงต้องผ่าตัด คำถามคือ ตอนนี้ทำอะไรได้บ้าง
นี่คือสถานการณ์ที่หมอเก่งเจอบ่อยมากในคนไข้วัย 40-50 ปี และเป็นช่วงทอง "หน้าต่างแห่งโอกาส" ที่การดูแลถูกวิธีจะเปลี่ยนเส้นทางของโรคได้จริง
―――――――――――――――――――――――
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อย
"ข้อเข่าเสื่อม เป็นโรคของคนแก่" ไม่จริงครับ ข้อเข่าเสื่อมสามารถเริ่มได้ตั้งแต่อายุ 40 ปี โดยเฉพาะคนที่เคยบาดเจ็บเข่า น้ำหนักเกิน หรือทำงานที่ต้องนั่งยอง คุกเข่าบ่อย
"ปวดแล้วต้องพักไม่ขยับเข่า" ผิดเลยครับ การพักนานเกินไปทำให้กล้ามเนื้อรอบเข่าอ่อนแอ ยิ่งเสื่อมเร็วขึ้น สิ่งที่ถูกคือ "ขยับให้พอดี ออกกำลังกายให้ถูก"
"ต้องรอจนปวดมาก ค่อยรักษา" ไม่ครับ ระยะเริ่มต้นคือช่วงที่ดูแลได้ผลที่สุด ปล่อยจนระยะ 3-4 จึงรักษา ผลจะไม่ดีเท่า
"กลูโคซามีนกินแล้วเข่าหายแน่นอน" ไม่ใช่ครับ แนวทาง OARSI 2019 และ ACR/AF 2019 ไม่แนะนำให้ใช้กลูโคซามีนเป็นการรักษาหลัก เพราะหลักฐานยังไม่หนักแน่นพอ [1] [2]
"ฉีดยาเข้าเข่าคือคำตอบ" สำหรับระยะเริ่มต้น 1-2 การฉีดยาไม่ใช่ขั้นตอนแรก ควรเริ่มจากการออกกำลังกาย ลดน้ำหนัก ก่อนเสมอ
―――――――――――――――――――――――
ข้อเข่าเสื่อมระยะเริ่มต้นคืออะไร
ลองนึกภาพข้อเข่าเป็น "บานพับประตู" ที่มีน้ำมันหล่อลื่น มีแผ่นยางกันกระแทกอยู่ตรงกลาง
แผ่นยางตรงกลางคือ "กระดูกอ่อนผิวข้อ" (articular cartilage) ทำหน้าที่ลดแรงกระแทกและช่วยให้ข้อเคลื่อนไหวเรียบ
เมื่อเรามีอายุมากขึ้น ใช้งานหนัก หรือเคยบาดเจ็บ แผ่นยางนี้จะค่อยๆ บางลง สึกหรอ พื้นผิวเริ่มขรุขระ น้ำหล่อลื่นในข้อเปลี่ยนคุณภาพ
ในระยะ "เริ่มต้น" หรือ "ระยะที่หนึ่งถึงสอง" ภาพเอกซเรย์จะเห็นเพียง
• ช่องว่างของข้อเริ่มแคบลงเล็กน้อย
• อาจมีกระดูกงอกเล็กๆ ที่ขอบข้อ
• โครงสร้างหลักของข้อยังคงปกติ
ระยะนี้เปรียบได้กับ "รถยนต์ที่เริ่มมีรอยขีดข่วนบนยาง" ยังขับได้ปกติ แต่ถ้าไม่ดูแล จะเสื่อมเร็วขึ้น [7]
―――――――――――――――――――――――
การแบ่งระยะของข้อเข่าเสื่อม
ระยะ 0 — เข่าปกติ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางเอกซเรย์
ระยะ 1 — เห็นกระดูกงอกเล็กๆ ที่ขอบข้อ ช่องว่างยังปกติ
ระยะ 2 — กระดูกงอกชัดเจน ช่องว่างของข้อแคบลงเล็กน้อย
ระยะ 3 — ช่องว่างแคบลงชัดเจน กระดูกใต้ผิวข้อแข็งขึ้น
ระยะ 4 — ช่องว่างแคบมาก กระดูกชนกระดูก โครงสร้างผิดรูป
บทความนี้พูดถึงคนไข้ในระยะ 1-2 ซึ่งเป็นช่วงที่การดูแลถูกวิธีให้ผลดีที่สุด
―――――――――――――――――――――――
อาการสำคัญที่บอกว่าเริ่มเข้าสู่ระยะเริ่มต้น
• ปวดเข่าเวลาขึ้น-ลงบันได โดยเฉพาะตอนลง
• ฝืดตอนเช้าราว 5-30 นาที พอขยับสักพักก็คลาย
• เสียง "ก๊อกแก๊ก" เวลาเหยียดงอเข่า
• ปวดหลังนั่งนานหรือยืนนาน
• เข่าบวมเล็กน้อยเป็นพักๆ ไม่ถาวร
• ปวดมากขึ้นเมื่อใช้งานหนัก พักแล้วดีขึ้น
สังเกตว่าระยะนี้ "อาการมากกว่าภาพถ่าย" คือคนไข้รู้สึกปวดชัดเจน แต่ภาพเอกซเรย์ยังดูไม่หนัก
―――――――――――――――――――――――
ปัจจัยเสี่ยงในคนวัย 40-50 ปี
[1] ประวัติบาดเจ็บเข่า เช่น เอ็นไขว้หน้าฉีก (ACL injury) หมอนรองเข่าฉีก (meniscal tear) หรืออุบัติเหตุที่กระดูกผิวข้อ
[2] น้ำหนักเกินหรืออ้วน ทุก 1 กิโลกรัมที่เพิ่มขึ้น เพิ่มแรงกดที่เข่าราว 3-4 กิโลกรัมเวลาเดิน
[3] อาชีพที่ใช้เข่าหนัก เช่น นั่งยอง คุกเข่าบ่อย ยกของหนัก ขึ้นลงบันไดทั้งวัน
[4] เพศหญิงในวัยใกล้หมดประจำเดือน การลดลงของฮอร์โมนเอสโตรเจนมีผลต่อกระดูกอ่อนและเอ็น
[5] พันธุกรรม มีคนในครอบครัวเป็นข้อเข่าเสื่อมก่อนวัย โอกาสเป็นจะสูงขึ้น
―――――――――――――――――――――――
การวินิจฉัย
หมอเก่งใช้ 3 วิธีร่วมกันครับ
[1] ซักประวัติและตรวจร่างกาย ดูลักษณะการเดิน คลำหาจุดกดเจ็บ ทดสอบช่วงการเคลื่อนไหว ฟังเสียงในข้อ
[2] เอกซเรย์เข่าในท่ายืน ดูช่องว่างของข้อ กระดูกงอก การจัดเรียงตัว ใช้แบ่งระยะของข้อเข่าเสื่อม
[3] อัลตราซาวด์ที่คลินิก ใช้ดูน้ำในข้อ การอักเสบของเยื่อบุข้อ ความหนาของกระดูกอ่อน ทำได้ทันทีในห้องตรวจ ไม่เจ็บ ไม่มีรังสี
บางกรณีอาจต้องส่งตรวจ MRI ถ้าสงสัยว่ามีหมอนรองเข่าฉีกร่วมด้วย โดยเฉพาะในคนวัย 40-50 ที่ยังใช้งานเข่าหนัก [7]
―――――――――――――――――――――――
แนวทางการรักษา ใช้หลัก "ขั้นบันได"
ขั้นพื้นฐาน คือสิ่งที่ทุกคนต้องทำ ไม่ว่าจะเป็นระยะใด
• ให้ความรู้เกี่ยวกับโรคและการดูแลตนเอง
• ออกกำลังกายที่ออกแบบมาเฉพาะเข่า (โดยเฉพาะกล้ามเนื้อต้นขา quadriceps)
• ลดน้ำหนัก ถ้าน้ำหนักเกิน เป้าหมายลดอย่างน้อย 5-10 เปอร์เซ็นต์
• ปรับกิจกรรมในชีวิตประจำวันให้เข่าไม่ต้องรับภาระมากเกินไป
ขั้นที่สอง ใช้ยา
• ยาทาเฉพาะที่กลุ่มยาแก้อักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (เช่น diclofenac gel) เป็นทางเลือกแรกที่ปลอดภัย
• ยาแก้อักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ชนิดรับประทาน ใช้ในช่วงสั้น เมื่ออาการกำเริบ ระวังผลข้างเคียงในกระเพาะ ไต และหัวใจ
• ยาพาราเซตามอลมีบทบาทจำกัด ใช้เป็นยาเสริมได้ในบางคน [1] [2]
ขั้นที่สาม การฉีดยาเข้าข้อ พิจารณาเมื่อขั้นพื้นฐานและขั้นที่สองยังไม่เพียงพอ
• ฉีดสเตียรอยด์เข้าข้อ ใช้บรรเทาอาการระยะสั้น 4-6 สัปดาห์ ไม่ควรฉีดบ่อย
• ฉีดน้ำเลี้ยงไขข้อ (hyaluronic acid) อาจช่วยในบางคน ผลแตกต่างกันตามแต่ละกรณี
• ฉีดอัลตราซาวด์นำทาง เพิ่มความแม่นยำในการฉีด ลดความเสี่ยง
ขั้นที่สี่ การผ่าตัด พิจารณาเฉพาะเมื่อผ่านขั้น 1-3 มาแล้วและอาการยังกระทบคุณภาพชีวิตอย่างมาก สำหรับคนไข้วัย 40-50 ปี ที่ยังอยู่ในระยะ 1-2 แทบไม่จำเป็น
―――――――――――――――――――――――
เมื่อไหร่ควรพิจารณาขั้นที่สูงขึ้น
สำหรับคนไข้วัย 40-50 ปี ในระยะ 1-2 ควรอยู่ใน "ขั้นพื้นฐาน + ขั้นที่สอง" อย่างน้อย 3-6 เดือนก่อน หากอาการไม่ดีขึ้นจริงๆ แม้ทำตามคำแนะนำเต็มที่ จึงพิจารณาการฉีดยาเข้าข้อ
สิ่งที่ "ไม่ใช่" สัญญาณว่าต้องผ่าตัด
• ปวดเป็นพักๆ ไม่ต่อเนื่อง
• ภาพเอกซเรย์ระยะ 1-2
• ยังทำงานและใช้ชีวิตประจำวันได้
―――――――――――――――――――――――
พยากรณ์โรค
[1] คนไข้ที่ดูแลถูกวิธีในระยะ 1-2 ส่วนใหญ่อาการคงที่หรือดีขึ้นภายใน 12 สัปดาห์
[2] การลดน้ำหนัก 10 เปอร์เซ็นต์ ร่วมกับการออกกำลังกาย ลดอาการปวดและเพิ่มการทำงานของข้อได้อย่างชัดเจน [4]
[3] การออกกำลังกายแบบ neuromuscular หรือ resistance training สม่ำเสมอ ช่วยชะลอความเสื่อมของข้อได้
[4] คนไข้ที่ปล่อยทิ้งไว้ ไม่ปรับพฤติกรรม มีโอกาสเข้าสู่ระยะ 3-4 ภายใน 5-10 ปี
[5] คนไข้ที่ได้รับการดูแลในระยะเริ่มต้น โอกาสต้องผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าในอนาคตลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
―――――――――――――――――――――――
ภาวะแทรกซ้อนถ้าไม่รักษา
[1] ความเสื่อมลุกลามเข้าสู่ระยะ 3-4 จนต้องผ่าตัด
[2] กล้ามเนื้อต้นขาฝ่อ ทำให้การทรงตัวแย่ลง เสี่ยงล้ม
[3] ขาเริ่มผิดรูป เช่น เข่าโก่งหรือเข่าฉิ่ง
[4] เกิด chronic pain ส่งผลต่อการนอนและสุขภาพจิต
[5] คุณภาพชีวิตลดลง ไม่สามารถทำกิจกรรมที่รักได้
―――――――――――――――――――――――
วิธีดูแลตัวเอง การ์ดป้องกันที่ทำได้ทุกวัน
[1] ออกกำลังกายเพิ่มกล้ามเนื้อต้นขา ทำ quadriceps strengthening เช่น straight leg raise วันละ 10-15 ครั้ง 3 เซ็ต
[2] คุมน้ำหนัก ถ้าน้ำหนักเกิน ตั้งเป้าลด 5-10 เปอร์เซ็นต์ใน 6 เดือน ด้วยการลดอาหารหวาน-มัน-ทอด และเดินวันละ 30 นาที
[3] เลือกกิจกรรมที่ดีต่อเข่า เช่น ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน เดินบนพื้นเรียบ หลีกเลี่ยงนั่งยอง คุกเข่า ขึ้นลงบันไดบ่อย
[4] ใส่รองเท้าที่รองรับน้ำหนักได้ดี มีพื้นซับแรงกระแทก ห้ามใส่ส้นสูงทั้งวัน
[5] พักผ่อนให้พอ นอน 7-8 ชั่วโมง การพักผ่อนช่วยให้กระบวนการซ่อมแซมของร่างกายทำงานได้ดี
―――――――――――――――――――――――
คำถามที่พบบ่อย
ถาม "ปวดเข่าเริ่มต้น ควรกินกลูโคซามีนไหมครับ"
ตอบ "แนวทางสากลล่าสุดไม่แนะนำให้ใช้เป็นการรักษาหลัก เพราะหลักฐานยังไม่ชัดเจนพอ ถ้าจะลองใช้ ให้ใช้ควบคู่ไปกับการออกกำลังกายและลดน้ำหนัก ไม่ใช่ใช้แทนครับ" [1] [2]
ถาม "เล่นกีฬาต่อได้ไหมครับ"
ตอบ "ได้ครับ แต่เลือกกีฬาที่กระแทกเข่าน้อย เช่น ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน โยคะ เลี่ยงกีฬาที่ต้องกระโดดบ่อยหรือเปลี่ยนทิศทางเร็ว และต้องอบอุ่นร่างกายก่อนเล่นเสมอ"
ถาม "ฉีดยาเข้าเข่าเหมือนใช้สเตียรอยด์ อันตรายไหมครับ"
ตอบ "สเตียรอยด์ใช้บ่อยมีผลข้างเคียงต่อกระดูกอ่อน จึงไม่ควรฉีดเกิน 3-4 ครั้งต่อปี ส่วนน้ำเลี้ยงไขข้อปลอดภัยกว่า แต่ผลในแต่ละคนต่างกัน ในระยะ 1-2 อาจยังไม่จำเป็นต้องฉีด ขอเริ่มจากออกกำลังกายและลดน้ำหนักก่อน"
ถาม "เคยเข่าบาดเจ็บเมื่อ 20 ปีก่อน วันนี้ปวดเข่า ใช่ข้อเข่าเสื่อมไหมครับ"
ตอบ "ใช่ครับ การบาดเจ็บเข่าในอดีตเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ควรมาตรวจให้แน่ใจ แต่ข่าวดีคือถ้าจับได้ในระยะ 1-2 ดูแลถูกวิธี อาการดีขึ้นได้แน่นอน"
ถาม "ถ้าทำตามคำแนะนำแล้ว 3 เดือน อาการยังไม่ดี ควรทำอย่างไรครับ"
ตอบ "ควรกลับมาพบหมอเพื่อทบทวนแผนการรักษา อาจต้องปรับชนิดของการออกกำลังกาย เพิ่มยาทาเฉพาะที่ หรือพิจารณาการฉีดยาเข้าข้อ ถ้ามีข้อบ่งชี้ที่เหมาะสม"
―――――――――――――――――――――――
สรุปสำคัญ
[1] ข้อเข่าเสื่อมในวัย 40-50 ปี ระยะ 1-2 คือ "หน้าต่างแห่งโอกาส" ที่การดูแลถูกวิธีให้ผลดีที่สุด
[2] การรักษาหลักไม่ใช่ยา ไม่ใช่การฉีด แต่คือ "ออกกำลังกาย + ลดน้ำหนัก + ปรับพฤติกรรม"
[3] ยาทาแก้อักเสบเป็นยาทางเลือกแรกที่ปลอดภัยกว่ายาแบบกิน
[4] กลูโคซามีนไม่ใช่คำตอบหลัก หลักฐานยังไม่ชัดเจนพอตามแนวทางสากล
[5] ถ้าดูแลถูกวิธีตั้งแต่ระยะ 1-2 โอกาสที่ต้องผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าในอนาคตลดลงอย่างมาก
―――――――――――――――――――――――
บทความนี้เป็นข้อมูลทางการแพทย์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่การวินิจฉัยรายบุคคล หากมีอาการปวดเข่า ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อรับการตรวจและวางแผนการรักษาที่เหมาะสมกับตนเอง
ปรึกษาหมอเก่งและทีมงาน
หมอเก่ง กระดูกและข้อ ธนินนิตย์คลินิก เชียงใหม่
Line OA "@doctorkeng"
โทร 088-252-3466
เว็บไซต์ doctorkeng.com
"ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ"
―――――――――――――――――――――――
#ข้อเข่าเสื่อม #ปวดเข่า #ข้อเข่าเสื่อมระยะเริ่มต้น #รักษาปวดเข่า #เข่าเสื่อมวัย40 #ดูแลเข่า #ลดน้ำหนักลดปวดเข่า #ออกกำลังกายเพื่อเข่า #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ธนินนิตย์คลินิก #KneeOsteoarthritis #EarlyKneeOA #KneePain #NonSurgicalTreatment #OrthopedicCare
―――――――――――――――――――――――
เอกสารอ้างอิง
[1] Bannuru RR, Osani MC, Vaysbrot EE, Arden NK, Bennell K, Bierma-Zeinstra SM, et al. OARSI guidelines for the non-surgical management of knee, hip, and polyarticular osteoarthritis. Osteoarthritis Cartilage. 2019;27(11):1578-89. doi:10.1016/j.joca.2019.06.011
[2] Kolasinski SL, Neogi T, Hochberg MC, Oatis C, Guyatt G, Block J, et al. 2019 American College of Rheumatology/Arthritis Foundation guideline for the management of osteoarthritis of the hand, hip, and knee. Arthritis Rheumatol. 2020;72(2):220-33. doi:10.1002/art.41142
[3] Brophy RH, Fillingham YA. AAOS clinical practice guideline summary: management of osteoarthritis of the knee (nonarthroplasty), third edition. J Am Acad Orthop Surg. 2022;30(9):e721-9. doi:10.5435/JAAOS-D-21-01233
[4] Messier SP, Mihalko SL, Legault C, Miller GD, Nicklas BJ, DeVita P, et al. Effects of intensive diet and exercise on knee joint loads, inflammation, and clinical outcomes among overweight and obese adults with knee osteoarthritis: the IDEA randomized clinical trial. JAMA. 2013;310(12):1263-73. doi:10.1001/jama.2013.277669
[5] Katz JN, Arant KR, Loeser RF. Diagnosis and treatment of hip and knee osteoarthritis: a review. JAMA. 2021;325(6):568-78. doi:10.1001/jama.2020.22171