"เข่าฝืด เดินมีเสียงก๊อบแก๊บ ฉีดน้ำเลี้ยงข้อเข่าแล้วจะหายไหม? ทำไมบางคนฉีดแล้วดีขึ้นทันตา แต่บางคนกลับบอกว่าไม่ได้ผลเลย"
เคยสงสัยไหมครับว่า ทำไมเวลาเราไปหาหมอเรื่องเข่าเสื่อม บางคนถึงแนะนำให้ "ฉีดน้ำเลี้ยงข้อ" แล้วน้ำที่ว่านี้มันคืออะไร? มันคือยาแก้ปวดหรือเปล่า? หรือเป็นแค่การหล่อลื่นเฉย ๆ? วันนี้ผมจะมาเล่าความจริงเรื่องนี้ให้ฟังแบบหมดเปลือกครับ
"หมอครับ... ฉีดน้ำเลี้ยงไปแล้วทำไมป้ายังปวดอยู่?"
มีคนไข้ท่านหนึ่ง ชื่อป้าสมพร (นามสมมติ) เดินกะเผลกเข้ามาหาผมในห้องตรวจ ป้ามีปัญหาข้อเข่าเสื่อมมาหลายปีครับ ป้าเล่าด้วยสีหน้ากังวลว่า "หมอเก่ง ป้าไปฉีดน้ำเลี้ยงข้อจากที่อื่นมาเมื่อเดือนก่อน เสียเงินไปก็ไม่น้อย แต่วันนี้ป้ายังปวดจนนอนไม่หลับเลย มันเกิดอะไรขึ้นคะ?"
เคสของป้าสมพรเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนมากครับ เพราะหลายคนเข้าใจว่าการฉีดน้ำเลี้ยงข้อเข่าคือ "ยาสารพัดนึก" ที่จะทำให้เข่ากลับมาเหมือนตอนอายุ 20 แต่ความจริงแล้ว น้ำเลี้ยงข้อเข่าเทียมมี "จังหวะ" และ "กลุ่มคนที่เหมาะสม" ของมันอยู่ครับ ถ้าใช้ถูกคน ถูกเวลา ผลลัพธ์จะดีมาก แต่ถ้าใช้ไม่ถูกจุด ก็เหมือนเราเอาน้ำมันเครื่องไปเติมในเครื่องยนต์ที่พังจนลูกสูบติดไปแล้วนั่นเองครับ
น้ำเลี้ยงข้อเข่าเทียมคืออะไรกันแน่?
ในข้อเข่าปกติของเราจะมีน้ำหล่อเลี้ยงตามธรรมชาติที่ชื่อว่า "กรดไฮยาลูโรนิก" (Hyaluronic Acid) เจ้าตัวนี้ทำหน้าที่เหมือน "จารบี" และ "โช้คอัพ" ครับ
- ตอนเราเดิน: มันช่วยให้ผิวข้อกระดูกลื่นไหล ไม่เสียดสีกัน
- ตอนเรากระโดดหรือลงน้ำหนัก: มันจะเปลี่ยนสภาพเป็นเจลหนืดเพื่อรับแรงกระแทก ไม่ให้กระดูกชนกันแรงเกินไป
แต่พอเราอายุมากขึ้น หรือเริ่มมี "ข้อเข่าเสื่อม" น้ำในข้อนี้จะเริ่ม "ใสและเจือจาง" เหมือนน้ำเปล่าครับ ความหนืดหายไป การหล่อลื่นก็ลดลง แถมยังมีสารอักเสบในข้อเพิ่มขึ้น ทำให้เราเจ็บแปลบเวลาเดินนั่นเองครับ
การฉีดน้ำเลี้ยงข้อเข่าเทียม คือการเติมสารที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับน้ำในข้อตามธรรมชาติกลับเข้าไป เพื่อหวังผลให้เข่ากลับมาลื่นและลดการอักเสบนั่นเอง
ใครที่ฉีดแล้ว "ได้ผลดี" (กลุ่มเป้าหมายหลัก)
จากการศึกษาและประสบการณ์การรักษา คนกลุ่มที่จะได้ประโยชน์สูงสุดคือ:
- ข้อเข่าเสื่อมระยะเริ่มต้นถึงปานกลาง: กลุ่มนี้กระดูกอ่อนยังพอมีเหลืออยู่บ้าง การเติมน้ำเลี้ยงเข้าไปจะช่วยลดการเสียดสีได้ดีมาก
- คนที่กินยาแล้วไม่ดีขึ้น หรือแพ้ยาแก้ปวด: สำหรับใครที่กระเพาะบาง กินยาแก้ปวดไม่ได้ หรือมีโรคไตที่ต้องเลี่ยงยาอักเสบ การฉีดน้ำเลี้ยงเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่ามากครับ
- คนไข้ที่ยังไม่พร้อมผ่าตัด: อาจจะด้วยเรื่องสุขภาพด้านอื่น หรือยังทำใจไม่ได้ การฉีดน้ำเลี้ยงช่วยยืดระยะเวลาและประคองอาการได้ดี
ใครที่ฉีดแล้ว "มักไม่ได้ผล" (ต้องระวัง)
นี่คือเหตุผลที่ป้าสมพรผิดหวังครับ เพราะกลุ่มนี้มักจะไม่เห็นผลชัดเจน:
- ข้อเข่าเสื่อมระยะรุนแรง: คือกลุ่มที่ "กระดูกชนกระดูก" แล้วครับ ผิวข้อหายไปหมดแล้ว การเติมน้ำเลี้ยงเข้าไปก็เหมือนเอาสารหล่อลื่นไปทาบนถนนที่ขรุขระเป็นหลุมเป็นบ่อขนาดใหญ่ มันไม่สามารถช่วยรองรับแรงได้อีกต่อไป
- มีการอักเสบเฉียบพลันอย่างรุนแรง: ถ้าเข่ากำลังบวมแดงร้อน มีน้ำขังในข้อเยอะมาก การฉีดน้ำเลี้ยงเข้าไปทันทีอาจไม่ได้ผล เพราะน้ำเลี้ยงจะถูกสารอักเสบกัดกร่อนจนเสื่อมสภาพอย่างรวดเร็ว (ต้องเจาะเอาน้ำเสียออกและลดอักเสบก่อนครับ)
- น้ำหนักตัวที่มากเกินไป: หากน้ำหนักตัวสูงมาก แรงกดที่กระทำต่อข้อเข่าจะสูงเกินกว่าที่ตัวยาจะรับไหว ทำให้ผลการรักษาสั้นลงครับ
ปัจจัยที่ทำให้การฉีด "เห็นผล" หรือ "แป้ก"
นอกจากระยะของโรคแล้ว ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่สำคัญมากครับ:
- ตำแหน่งการฉีด: อันนี้สำคัญที่สุดครับ! ข้อเข่ามีช่องว่างที่แคบมาก หากหมอฉีดเข้าไปในไขมันรอบ ๆ หรือไม่เข้าในช่องข้อโดยตรง ยาจะกระจายตัวได้ไม่ดีและไม่ลดปวด ปัจจุบันเราจึงนิยมใช้ อัลตราซาวด์ (Ultrasound Guide) ช่วยนำทางเพื่อดูว่าหัวเข็มอยู่ในช่องว่างจริง ๆ หรือไม่ เพื่อความแม่นยำสูงสุดครับ
- คุณภาพและโมเลกุลของยา: ยามีหลายเกรดครับ บางชนิดโมเลกุลเล็ก (อยู่นานน้อยหน่อย) บางชนิดโมเลกุลใหญ่และมีความหนืดสูง (ช่วยรองรับแรงกระแทกได้ดีกว่า)
- กิจกรรมหลังฉีด: ถ้าฉีดเสร็จแล้วไปเดินห้างนาน ๆ หรือไปวิ่งทันที ยาอาจจะถูกขับออกจากข้อได้เร็วขึ้นครับ
ฉีดแล้วอยู่ได้นานแค่ไหน?
เป็นคำถามยอดฮิตเลยครับ โดยทั่วไปน้ำเลี้ยงข้อเข่าเทียมจะให้ผลดีประมาณ 6 เดือน ถึง 1 ปี ครับ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ:
- ยี่ห้อของยาที่เลือกใช้ (แบบฉีดเข็มเดียวครั้งเดียว มักจะมีความเข้มข้นสูงกว่าแบบฉีดหลายครั้ง)
- การถนอมเข่าหลังฉีด เช่น การบริหารกล้ามเนื้อรอบเข่าให้แข็งแรง จะช่วยให้ผลการรักษาอยู่ได้นานขึ้น
ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องระวัง
แม้การฉีดน้ำเลี้ยงข้อจะปลอดภัยสูง แต่ก็มีความเสี่ยงเล็กน้อยที่ต้องทราบครับ:
- อาการระคายเคืองหลังฉีด: บางคนอาจรู้สึกตึง ๆ หรือปวดเพิ่มขึ้นในช่วง 1-2 วันแรก ซึ่งมักหายเองได้
- การติดเชื้อ: แม้จะพบน้อยมาก (ไม่ถึง 1 ใน 1,000) แต่การฉีดต้องทำในสถานที่ที่สะอาดและใช้เทคนิคปราศจากเชื้ออย่างเคร่งครัดครับ
สรุป
การฉีดน้ำเลี้ยงข้อเข่าเทียมไม่ใช่การรักษาเพื่อให้กระดูกงอกใหม่ แต่เป็นการ "ปรับสภาพแวดล้อมในข้อเข่า" ให้ดีขึ้น ลดการเสียดสี และลดการอักเสบ หากคุณมีอาการเข่าเสื่อมในระยะเริ่มแรกถึงปานกลาง การรักษานี้ถือว่าคุ้มค่าและช่วยให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นมากครับ แต่หากเป็นระยะรุนแรง การปรึกษาเรื่องการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าอาจเป็นทางออกที่ตรงจุดมากกว่า
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์
สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666
#ข้อเข่าเสื่อม #ฉีดน้ำเลี้ยงข้อเข่า #ปวดเข่า #น้ำไขข้อเทียม #หมอเก่ง #กระดูกและข้อ #เข่าเสื่อมไม่ต้องผ่าตัด #ดูแลข้อเข่า #สุขภาพผู้สูงอายุ #ออฟฟิศซินโดรม
References
- Bannuru RR, et al. OARSI guidelines for the non-surgical management of knee osteoarthritis. Osteoarthritis and Cartilage. 2019;27(11):1578-1589. (สรุป: แนวทางล่าสุดยืนยันว่าการฉีดน้ำเลี้ยงข้อเข่ามีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในการลดปวดในผู้ป่วยบางกลุ่ม)
- Henrotin Y, et al. Intra-articular hyaluronic acid in knee osteoarthritis: a review of current evidence. Arthritis Research & Therapy. 2024;26:54. (สรุป: อธิบายกลไกการทำงานของน้ำเลี้ยงข้อในระดับโมเลกุลและการคงอยู่ของยาในข้อ)
- American Academy of Orthopaedic Surgeons (AAOS). Management of Osteoarthritis of the Knee (Non-Arthroplasty) Evidence-Based Clinical Practice Guideline. 3rd Edition. 2021. (สรุป: ข้อแนะนำการเลือกใช้การฉีดสารหล่อลื่นร่วมกับการบริหารกล้ามเนื้อ)
- Concoff A, et al. Clinical Outcomes of Ultrasound-Guided vs Blind Intra-articular Injections: A Systematic Review. AJR Am J Roentgenol. 2021. (สรุป: การใช้เทคนิคอัลตราซาวด์ช่วยนำทางเพิ่มความแม่นยำและลดภาวะแทรกซ้อนได้มากกว่าการฉีดแบบคลำตำแหน่ง)
- Miller LE, et al. Efficacy of intra-articular hyaluronic acid injections in knee osteoarthritis: a meta-analysis. Cartilage. 2023. (สรุป: ยืนยันว่าการฉีดน้ำเลี้ยงข้อเข่าช่วยยืดเวลาการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าออกไปได้เฉลี่ย 1-2 ปี ในกลุ่มที่เหมาะสม)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น