วันอาทิตย์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

ทำไมรักษาเข่าเสื่อมมานาน... แต่ทำไมยังไม่หายปวดสักที?”

 

ทำไมรักษาเข่าเสื่อมมานาน... แต่ทำไมยังไม่หายปวดสักที?”

เชื่อไหมครับว่า นี่คือคำถามยอดฮิตที่คุณหมอกระดูกทุกคนต้องเจอ โดยเฉพาะกับคนไข้วัย 60 ปีขึ้นไป ที่พยายามดูแลตัวเองอย่างดี กินยาก็แล้ว ฉีดยาก็แล้ว แต่อาการปวดเข่าเจ้ากรรมก็ยังวนเวียนอยู่เหมือนเงาตามตัว

ลองมาดูเรื่องราวของ "ป้าสมศรี" (นามสมมติ) อายุ 63 ปี กันครับ

ป้าสมศรีเดินกะเผลกเข้ามาในห้องตรวจด้วยสีหน้าเพลียๆ แล้วบ่นกับหมอว่า “คุณหมอคะ ป้าเป็นข้อเข่าเสื่อมระยะที่ 3 รักษามาหลายที่แล้ว ทั้งกินยา ทั้งทำกายภาพ แต่มันก็ยังปวดเสียวในข้อเข่าอยู่เรื่อยๆ โดยเฉพาะตอนเดินขึ้นบันไดหรือลุกจากเก้าอี้ ป้าเริ่มท้อแล้วค่ะ หรือว่าป้าจะไม่มีทางหายปวดแล้วจริงๆ?”

คำถามของป้าสมศรีสะท้อนใจคนเป็นเข่าเสื่อมหลายล้านคนครับ วันนี้ผมเลยอยากมาชวนคุยว่า "ปัจจัยลึกๆ" ที่ทำให้เข่าเราไม่หายปวดสักทีมีอะไรบ้าง และเราจะแก้ไขมันได้อย่างไร


ข้อเข่าเสื่อมระยะที่ 3 คืออะไร?

ถ้าเปรียบเทียบข้อเข่าของเราเหมือนกับ "โช้คอัพรถยนต์" กระดูกอ่อนผิวข้อก็คือ "ยางรองกันกระแทก" ครับ

ในระยะที่ 3 นี้ ยางรองที่เคยหนานุ่มมันเริ่มสึกหรอจนบางลงมาก พื้นผิวที่เคยเรียบลื่นก็เริ่มขรุขระเหมือนถนนลูกรัง แถมยังมี "กระดูกงอก" แหลมๆ ออกมาเขี่ยเนื้อเยื่อรอบๆ ให้เกิดการอักเสบ นี่คือสาเหตุที่ทำให้เวลาเดินแล้วรู้สึกกึกกัก หรือปวดเสียวข้างในข้อนั่นเองครับ

ทำไมรักษาแล้วยังปวด? (ปัจจัยที่หลายคนมองข้าม)

การรักษาด้วยยาหรือการฉีดสารหล่อลื่นเป็นเพียง "ตัวช่วย" ครับ แต่ตัวตัดสินจริงๆ ว่าจะหายปวดไหม ขึ้นอยู่กับ 5 ปัจจัยหลักในชีวิตประจำวัน ดังนี้ครับ

1. น้ำหนักตัว: พลังทำลายล้างที่คาดไม่ถึง รู้ไหมครับว่า ทุกๆ 1 กิโลกรัมของน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น จะสร้างแรงกดทับลงบนหัวเข่าเพิ่มขึ้นถึง 3-4 เท่าเวลาเราเดิน!

  • ถ้าป้าสมศรีน้ำหนักเกินมาตรฐานไป 5 กิโลกรัม เข่าป้าต้องรับภาระหนักขึ้นถึง 15-20 กิโลกรัมในทุกก้าวที่เดิน

  • ต่อให้ใช้ยาดีแค่ไหน แต่ถ้า "เครื่องจักรยังรับภาระหนักเกินกำลัง" ยังไงเข่าก็ประท้วงด้วยความปวดครับ

2. กิจกรรม "ทำร้ายเข่า" โดยไม่รู้ตัว คนไทยเรามีไลฟ์สไตล์ที่ทำร้ายเข่าสะสมมานานครับ เช่น

  • การนั่งพับเพียบ นั่งขัดสมาธิ หรือนั่งเก้าอี้เตี้ยๆ: ท่าเหล่านี้ทำให้ข้อเข่าต้องงอมากกว่าปกติ แรงดันในข้อจะพุ่งสูงปรี๊ดจนกระดูกอ่อนรับไม่ไหว

  • การทำงานบ้าน: การถูพื้นแบบคุกเข่า หรือการก้มๆ เงยๆ ยกของหนักบ่อยๆ คือศัตรูตัวฉกาจของเข่าเสื่อมระยะที่ 3 เลยครับ

3. กล้ามเนื้อต้นขา "พยุงไม่ไหว" ข้อเข่าไม่ได้ทำงานโดดเดี่ยวครับ เขามี "กล้ามเนื้อหน้าขา" เป็นผู้ช่วยพยุง ถ้ากล้ามเนื้อส่วนนี้ลีบหรืออ่อนแรง แรงกระแทกทั้งหมดจะตกไปอยู่ที่ "กระดูกอ่อน" โดยตรง

  • คนไข้ส่วนใหญ่มักกลัวปวดเลยไม่กล้าขยับขา ผลที่ตามมาคือกล้ามเนื้อลีบลง ยิ่งลีบก็ยิ่งปวด เป็นวงจรไม่จบสิ้นครับ

4. การเดินและการยืนที่ผิดวิธี การใส่รองเท้าส้นสูง หรือรองเท้าที่พื้นแข็งกระด้างเกินไป ทำให้แรงสะเทือนจากพื้นส่งตรงถึงข้อเข่า รวมถึงการเดินนานๆ บนพื้นแข็งโดยไม่พัก ก็ทำให้การอักเสบไม่ยอมหายไปเสียที

5. ภาวะอักเสบเรื้อรังจากภายใน บางครั้งความปวดไม่ได้มาจากโครงสร้างกระดูกอย่างเดียว แต่มาจาก "เยื่อหุ้มข้ออักเสบ" ซึ่งอาจถูกกระตุ้นจากอาหารบางประเภทที่มีโซเดียมสูง หรืออาหารที่ส่งเสริมการอักเสบในร่างกาย รวมถึงการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอด้วยครับ


แนวทางการตรวจวินิจฉัยที่คุณควรรู้

เมื่อมาพบแพทย์ แพทย์จะไม่ได้แค่ถามอาการ แต่จะมีการตรวจที่สำคัญดังนี้ครับ:

  • การตรวจร่างกาย: หมอจะดูแนวขาว่าโก่งไหม กดเจ็บตรงไหน และเช็กความมั่นคงของเส้นเอ็น

  • เอกซเรย์ (X-ray): เป็นวิธีหลักในการยืนยันระยะของโรค เพื่อดูว่าช่องว่างระหว่างข้อแคบลงแค่ไหน และมีกระดูกงอกมากน้อยเพียงใด

  • อัลตราซาวด์ (Ultrasound): ช่วยให้หมอเห็นการอักเสบของเยื่อหุ้มข้อ หรือน้ำในข้อเข่าที่มากผิดปกติได้ชัดเจนขึ้น

  • MRI: มักทำในรายที่สงสัยว่ามีหมอนรองกระดูกฉีกขาดร่วมด้วย หรือการรักษาเบื้องต้นแล้วไม่ดีขึ้น เพื่อดูรายละเอียดเชิงลึกที่เอกซเรย์มองไม่เห็น


แนวทางการรักษา: ปรับ เปลี่ยน และประคอง

ในระยะที่ 3 เราเน้นการรักษาแบบ "ผสมผสาน" เพื่อชะลอการผ่าตัดให้ได้นานที่สุดครับ

  1. การปรับพฤติกรรม (สำคัญที่สุด 70%): ลดน้ำหนัก, เลี่ยงการนั่งยอง/พับเพียบ, ใช้ไม้เท้าช่วยพยุงในวันที่ปวดมาก

  2. การใช้ยา: ยาแก้ปวดและยาต้านการอักเสบควรใช้ภายใต้การดูแลของหมอ เพื่อป้องกันผลข้างเคียงต่อไตและกระเพาะอาหาร

  3. การฉีดยาด้วยอัลตราซาวด์ (Targeted Injection): ปัจจุบันเราใช้เครื่องอัลตราซาวด์ช่วยนำทางเพื่อให้ตัวยา (เช่น สารหล่อลื่นข้อเข่า หรือสารสกัดจากเกล็ดเลือด) เข้าไปตรงจุดที่มีการอักเสบมากที่สุด เพิ่มความแม่นยำและลดอาการเจ็บจากการฉีดได้ดีมากครับ

  4. กายภาพบำบัด: เน้นการบริหารกล้ามเนื้อหน้าขา (Quadriceps) ให้แข็งแรง เพื่อช่วยรับแรงแทนข้อเข่า

  5. การผ่าตัด: หากรักษาทุกวิธีแล้วยังเดินไม่ได้ ใช้ชีวิตลำบาก หรือปวดตลอดเวลาแม้ตอนพัก การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมก็เป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพสูงในปัจจุบันครับ

พยากรณ์โรค: จะหายไหม?

ข้อเข่าเสื่อมเป็น "โรคความเสื่อมตามวัย" ครับ เราอาจจะทำให้เข่ากลับไปเด้งเหมือนเด็กอายุ 20 ไม่ได้ 100% แต่เราสามารถ "ทำให้อยู่กับมันได้อย่างมีความสุขและไม่ปวด" ได้ครับ

  • ถ้าดูแลตัวดี อาการจะสงบและกลับไปใช้ชีวิตปกติได้ยาวนาน

  • แต่ถ้ากลับไปมีพฤติกรรมเดิม (น้ำหนักเยอะ, นั่งยอง, ไม่บริหารกล้ามเนื้อ) อาการปวดจะกลับมาเป็นซ้ำแน่นอนครับ

ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องระวัง: หากปล่อยให้ปวดเรื้อรังจนไม่ยอมเดิน จะเสี่ยงต่อโรคอ้วน, กล้ามเนื้อขาฝ่อลีบ, และอาจลามไปถึงอาการปวดหลังเพราะท่าทางการเดินที่ผิดเพี้ยนไปครับ


สรุป

การรักษาข้อเข่าเสื่อมระยะที่ 3 ให้ได้ผล ไม่ใช่แค่การฝากความหวังไว้ที่ "ยา" หรือ "หมอ" เท่านั้น แต่คือการที่คนไข้ร่วมมือเป็น "ทีมเดียวกัน" กับหมอ โดยเริ่มจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ ในบ้าน ลดน้ำหนัก และบริหารกล้ามเนื้ออย่างสม่ำเสมอ เพียงเท่านี้เข่าคู่เดิมของคุณก็จะอยู่รับใช้คุณไปได้อีกนานแสนนานครับ


บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ข้อเข่าเสื่อม #ปวดเข่า #รักษาข้อเข่าเสื่อม #หมอเก่ง #กระดูกและข้อ #ลดน้ำหนักลดปวดเข่า #สุขภาพผู้สูงอายุ #กายภาพบำบัด #ฉีดข้อเข่า #ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า


References

  1. Katz JN, et al. (2021). Diagnosis and Management of Osteoarthritis of the Knee. JAMA. สรุปเนื้อหาเกี่ยวกับการวินิจฉัยและการจัดการโรคข้อเข่าเสื่อมตามแนวทางปัจจุบัน เน้นการรักษาแบบไม่ผ่าตัด

  2. Bannuru RR, et al. (2019). OARSI guidelines for the non-surgical management of knee, hip, and polyarticular osteoarthritis. Osteoarthritis and Cartilage. แนวทางเวชปฏิบัติระดับสากลที่เน้นการปรับพฤติกรรมและการลดน้ำหนักเป็นหัวใจสำคัญ

  3. Hunter DJ, Bierma-Zeinstra S. (2019). Osteoarthritis. The Lancet. อธิบายถึงกลไกการเกิดโรค (Pathogenesis) และปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่ส่งผลต่อการดำเนินโรค

  4. AAOS (2022). Management of Osteoarthritis of the Knee (Non-Arthroplasty) Evidence-Based Clinical Practice Guideline. สรุปหลักฐานทางการแพทย์เรื่องการรักษาโดยไม่ใช้การผ่าตัด เช่น การออกกำลังกายและการใช้ยา

  5. Vincent KR, et al. (2012). Resistance exercise, orthotics, and systemic inflammation in knee osteoarthritis. PM&R Journal. อธิบายถึงความสำคัญของการออกกำลังกายแบบแรงต้านเพื่อลดการอักเสบในข้อเข่า

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น