ปวดเข่า... อย่าเพิ่งรีบจ่ายเงินหลักแสน! ถ้ายังไม่รู้ว่าเข่าคุณ "เสื่อมระยะไหน"
"เสียเงินสามแสน... แต่เดินไม่ได้เหมือนเดิม" นี่คือประโยคสุดช้ำใจที่ผมได้ยินจากคนไข้บ่อยครั้งครับ ปัญหาปวดเข่าในผู้สูงอายุไม่ใช่แค่เรื่องความเจ็บปวด แต่มันคือช่องว่างที่ทำให้ "โฆษณาเกินจริง" เข้ามาจู่โจมความกลัวของคนไข้ โดยเฉพาะความกลัวที่ว่า "ต้องผ่าตัดไหม?" จนสุดท้ายยอมจ่ายเงินก้อนโตเพื่อวิธีที่ไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ยืนยัน
"หมอคะ... ป้าฉีดสเต็มเซลล์มาเข็มละแสน ทำไมยังปวดจนลุกไม่ขึ้น?"
ผมมีเคสตัวอย่างที่อยากเล่าให้ฟังเพื่อเป็นอุทาหรณ์ครับ คุณยายประณีต (นามสมมติ) อายุ 84 ปี คุณยายมีอาการปวดเข่ารุนแรงมาหลายปี เดินกะเผลกจนใช้ชีวิตลำบาก ลูกหลานพาไปหาหมอที่โรงพยาบาล ผลเอกซเรย์ชัดเจนว่าเป็น "ข้อเข่าเสื่อมระยะที่ 4" ซึ่งเป็นระยะสุดท้ายที่กระดูกชนกันแล้ว
แต่ด้วยความที่คุณยายอายุเยอะและกลัวการผ่าตัดมาก พอไปเห็นโฆษณาในโซเชียลว่า "ฉีด Stem Cell (สเต็มเซลล์) ฟื้นฟูเข่าให้เหมือนใหม่ ไม่ต้องผ่าตัด" คุณยายเลยตัดสินใจไปลองครับ ปรากฏว่าฉีดไปทั้งหมด 3 ครั้ง หมดเงินไปร่วม 300,000 บาท! หลังจากรักษาอยู่หลายสัปดาห์ อาการกลับไม่ดีขึ้นเลย แถมเข่ายังบวมอักเสบกว่าเดิม สุดท้ายคุณยายต้องกลับมาหาหมอเพื่อรักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมในที่สุดครับ
ความจริงที่ต้องรู้: ข้อเข่าเสื่อมมี 4 ระยะ (คุณอยู่ระยะไหน?)
ก่อนจะเลือกวิธีรักษา คุณต้องรู้ก่อนว่าเข่าของคุณเสื่อมอยู่ในระดับไหน เพราะแต่ละระยะรักษา "ได้ผล" และ "ไม่ได้ผล" ต่างกันครับ
- ระยะที่ 1 (เริ่มเสื่อม): ผิวข้อเริ่มนิ่มลงเล็กน้อย อาจจะมีอาการเสียวเข่าบางครั้ง
- ระยะที่ 2 (เสื่อมปานกลาง): ช่องว่างระหว่างข้อเริ่มแคบลง มีหินปูนงอกเล็กน้อย ปวดเวลาขึ้นลงบันได
- ระยะที่ 3 (เสื่อมรุนแรง): ช่องว่างข้อแคบลงชัดเจน กระดูกเริ่มชนกัน เข่าเริ่มผิดรูป
- ระยะที่ 4 (ระยะสุดท้าย): กระดูกชนกันจนไม่เหลือช่องว่าง ผิวข้อหายไปหมดแล้ว เข่าโก่งผิดรูปชัดเจน
ทำไมการฉีด Stem Cell ถึง "ไม่ได้ผล" ในข้อเข่าเสื่อมระยะสุดท้าย?
ผมต้องขอย้ำตรงนี้ชัด ๆ ตามหลักวิชาการครับว่า "ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือเพียงพอว่าการฉีด Stem Cell สามารถรักษาข้อเข่าเสื่อมให้หายขาดหรือสร้างกระดูกอ่อนใหม่ขึ้นมาได้"
โดยเฉพาะในคนไข้ระยะที่ 4 ที่กระดูกชนกันแล้ว เหมือนถนนที่คอนกรีตหลุดร่อนออกไปจนถึงชั้นดิน การจะเอาเซลล์ไปหยอดเพียงไม่กี่หยดแล้วหวังให้มันงอกเป็นถนนใหม่นั้นเป็นไปไม่ได้ครับ เงิน 300,000 บาทที่คุณจ่ายไป จึงมักเป็นการซื้อ "ความหวัง" ที่ไม่มีอยู่จริง
ท่ามกลางกระแสความนิยมของการใช้ "สเต็มเซลล์" (Stem Cells) ในการรักษาข้อเข่าเสื่อมที่แพร่หลายอย่างมากในปัจจุบัน Arshi A, Petrigliano FA, Williams RJ, et al. Stem cell treatment for knee osteoarthritis: Separating hope from hype. Bone Joint Res. 2020;9(7):389-397.
นี่คือสรุปประเด็นสำคัญและคำอธิบายเพิ่มเติม เพื่อช่วยแยกแยะระหว่าง "ความหวังที่มีหลักฐานรองรับ" กับ "การโฆษณาที่เกินจริง" ครับ
1. ปัญหาของ "Hype" (การโฆษณาที่เกินจริง)
บทความระบุว่าปัจจุบันมีการทำตลาดในเชิงพาณิชย์สูงมาก โดยมักจะใช้คำโฆษณาที่ทำให้ผู้ป่วยเข้าใจผิด เช่น:
- "ไม่ต้องผ่าตัด": โฆษณาว่าสเต็มเซลล์สามารถทดแทนการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าได้ในทุกระยะ
- "สร้างกระดูกอ่อนใหม่ได้ 100%": อ้างว่าฉีดแล้วกระดูกอ่อนจะงอกกลับมาเหมือนใหม่ ซึ่งในทางคลินิกยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าสเต็มเซลล์ที่ฉีดเข้าไปสามารถสร้างเนื้อเยื่อกระดูกอ่อนที่มีโครงสร้างสมบูรณ์ (Hyaline cartilage) ขึ้นมาใหม่ได้จริงในมนุษย์
2. ข้อเท็จจริงด้านวิทยาศาสตร์ (Hope)
แม้จะมีการโฆษณาเกินจริง แต่สเต็มเซลล์ก็ยังมีความหวังในฐานะ "ยาระงับการอักเสบชีวภาพ":
- กลไกการทำงาน: ความหวังที่แท้จริงไม่ใช่การไป "งอกกระดูกใหม่" แต่คือการที่สเต็มเซลล์ปล่อยสารสัญญาณ (Paracrine signaling) เพื่อ ลดการอักเสบ และปรับสภาพแวดล้อมภายในข้อเข่าให้ดีขึ้น
- ผลการรักษา: ช่วยลดอาการปวดและเพิ่มการใช้งานของข้อเข่าได้ในระยะสั้นถึงระยะกลาง (ประมาณ 6-12 เดือน) ในผู้ป่วยบางกลุ่ม
3. สเต็มเซลล์ที่ใช้กันอยู่... อาจไม่ใช่สเต็มเซลล์บริสุทธิ์
บทความให้ความรู้ว่า สิ่งที่ฉีดกันส่วนใหญ่ในคลินิกคือ BMAC (Bone Marrow Aspirate Concentrate) หรือ SVF (Stromal Vascular Fraction) จากไขมัน:
- สารเหล่านี้คือการนำเลือดไขกระดูกหรือไขมันมาปั่นแยก ซึ่งมีเซลล์หลายชนิดผสมกันอยู่ และมี สเต็มเซลล์จริง ๆ ปนอยู่เพียงน้อยนิด (0.001% - 0.01%)
- ดังนั้น ผลการรักษาที่เกิดขึ้นอาจมาจากสารตัวกลางอื่น ๆ ในเลือดหรือไขมัน ไม่ใช่จากตัวสเต็มเซลล์โดยตรงทั้งหมด
4. ข้อสรุปและคำแนะนำจากบทความ
- ยังไม่ใช่มาตรฐานหลัก: การรักษานี้ยังถูกจัดว่าเป็น "การรักษาทางเลือก" หรือ "การรักษาเชิงทดลอง" (Experimental) ไม่ใช่มาตรฐานหลักเหมือนการทำกายภาพบำบัด หรือการผ่าตัดในรายที่เสื่อมรุนแรง
- ราคาสูงแต่ผลลัพธ์ไม่แน่นอน: บทความเตือนว่าผู้ป่วยต้องแบกรับค่าใช้จ่ายที่สูงมาก (Out-of-pocket cost) ในขณะที่ผลลัพธ์การรักษายังมีความแปรปรวนสูง (บางคนดีขึ้นมาก บางคนไม่รู้สึกอะไรเลย)
- ความปลอดภัย: แม้การฉีดเซลล์ตัวเองจะค่อนข้างปลอดภัย แต่การปั่นแยกในห้องแล็บที่ไม่ได้มาตรฐานอาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อหรือการกลายพันธุ์ของเซลล์
บทความนี้ไม่ได้บอกว่าสเต็มเซลล์ "ไม่ดี" แต่บอกว่า "อย่าเชื่อโฆษณาที่อ้างว่ามันเป็นยาวิเศษที่ทำให้เข่ากลับมาหนุ่มสาวได้อีกครั้ง" หากคุณกำลังพิจารณารักษาวิธีนี้ ควรคุยกับแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกและข้อ (Orthopedics) ที่มีจริยธรรม เพื่อประเมินว่าสภาพเข่าของคุณอยู่ในระยะที่ "คุ้มค่า" ต่อการลงทุนรักษานี้หรือไม่ครับ
การวินิจฉัยที่ถูกต้อง: จุดเริ่มต้นของการรักษาที่คุ้มค่า
ก่อนจะเสียเงินรักษาใด ๆ ท่านควรได้รับการตรวจอย่างเป็นระบบดังนี้:
- ซักประวัติและตรวจร่างกาย: หมอจะดูท่าทางการเดิน การเหยียด-งอเข่า และจุดที่ปวด
- เอกซเรย์ (X-ray): เป็นวิธีที่ดีที่สุดและประหยัดที่สุดในการดูระยะของโรค โดยต้องเอกซเรย์ใน "ท่ายืนลงน้ำหนัก" เท่านั้นถึงจะเห็นช่องว่างข้อที่แท้จริง
- MRI: จะทำก็ต่อเมื่อหมอสงสัยความผิดปกติของหมอนรองกระดูกหรือเอ็นไขว้หน้าควบคู่ไปด้วย
รักษาแบบไหน "ได้ผล" และ "ไม่ได้ผล"?
✅ วิธีที่ได้ผล (ตามระยะของโรค):
- ระยะ 1-2: ลดน้ำหนัก, ทำกายภาพสร้างกล้ามเนื้อต้นขา, กินยากลุ่มกลูโคซามีน หรือฉีดน้ำเลี้ยงข้อเข่า (เพื่อหล่อลื่น)
- ระยะ 3: ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม, ฉีดยาลดการอักเสบ (ใช้ Ultrasound นำทางเพื่อความแม่นยำ), การส่องกล้องล้างข้อเข่า (ในบางกรณี)
- ระยะ 4: การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม คือวิธีที่ได้ผลดีที่สุดและคุ้มค่าที่สุด ช่วยให้คนไข้กลับมาเดินได้ตรงและหายปวดอย่างชัดเจน
❌ วิธีที่ไม่ได้ผล (หรือยังไม่มีหลักฐานยืนยัน):
- การฉีด Stem Cell เพื่อหวังให้กระดูกอ่อนงอกใหม่ (โดยเฉพาะระยะที่ 3-4)
- การกินอาหารเสริมราคาแพงที่อ้างว่า "รักษาได้ทุกระยะ"
- การนวดดัดดึงเข่าที่รุนแรง เพราะจะทำให้กระดูกที่อักเสบอยู่ยิ่งเสียหาย
พยากรณ์โรค: ผ่าตัดแล้วจะเป็นอย่างไร?
สำหรับคนไข้ระยะที่ 4 เช่นคุณยายประณีต เมื่อตัดสินใจผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมด้วยเทคโนโลยีปัจจุบัน แผลจะเล็กลงมากและสามารถลุกเดินได้ภายใน 24 ชม. หลังผ่าตัด ข้อเข่าจะกลับมาตรง เดินได้มั่นคง และใช้งานได้นานกว่า 15-20 ปี ซึ่งคุ้มค่ากว่าการเสียเงินหลักแสนไปกับการรักษาที่ไม่ได้ผลครับ
ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องระวัง: หากเป็นระยะสุดท้ายแล้วยังฝืนฉีดสารต่าง ๆ เข้าไปบ่อย ๆ อาจทำให้เกิดการติดเชื้อในข้อเข่า ซึ่งจะทำให้การผ่าตัดในอนาคตยากขึ้นและเสี่ยงมากขึ้นครับ
สรุป
อย่าให้ "ความกลัวผ่าตัด" และ "คำโฆษณา" มาทำให้ท่านเสียเงินและเสียเวลาครับ การรักษาข้อเข่าเสื่อมต้องเริ่มจาก การวินิจฉัยที่ถูกต้อง ว่าท่านอยู่ระยะไหน หากเป็นระยะที่ 4 การผ่าตัดคือทางออกที่ปลอดภัยและให้ชีวิตใหม่ได้ดีที่สุดครับ
"บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666
#ข้อเข่าเสื่อม #ฉีดสเต็มเซลล์ #StemCell #ผ่าตัดเข่าเทียม #ปวดเข่า #วินิจฉัยโรค #หมอเก่ง #สุขภาพผู้สูงอายุ #หลอกลวงสุขภาพ #กระดูกและข้อ
References (Vancouver)
- Jevotovsky SD, Alfonso AR, Einhorn TA, et al. Osteoarthritis and stem cell therapy in 2023: What is the evidence? J Bone Joint Surg Am. 2023;105(15):1201-1212. (สรุป: การทบทวนหลักฐานล่าสุดพบว่าการใช้สเต็มเซลล์รักษายังไม่มีข้อมูลยืนยันประสิทธิภาพในการสร้างกระดูกอ่อนใหม่ชัดเจน)
- Katz JN, Arant KR, Loeser RF. Diagnosis and Management of Osteoarthritis of the Knee and Hip: A Review. JAMA. 2021;325(6):568-578. (สรุป: แนวทางการวินิจฉัยและจัดการข้อเข่าเสื่อมตามระยะของโรคอย่างเหมาะสม)
- Arshi A, Petrigliano FA, Williams RJ, et al. Stem cell treatment for knee osteoarthritis: Separating hope from hype. Bone Joint Res. 2020;9(7):389-397. (สรุป: บทความวิเคราะห์ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการโฆษณาสเต็มเซลล์ที่เกินจริงในปัจจุบัน)
- Price AJ, Alvand S, Troelsen A, et al. Knee replacement. Lancet. 2018;392(10158):1662-1674. (สรุป: งานวิจัยที่ยืนยันว่าการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าคือมาตรฐานการรักษาที่ได้ผลดีที่สุดในระยะสุดท้าย)
- Royal Thai College of Orthopaedic Surgeons. Clinical Practice Guideline for Management of Osteoarthritis of Knee. 2023. (สรุป: แนวทางเวชปฏิบัติของราชวิทยาลัยแพทย์ออร์โธปิดิกส์แห่งประเทศไทยเรื่องการดูแลข้อเข่าเสื่อม)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น