น้ำหนักขึ้นแค่ 5 กิโล แต่เข่าของคุณอาจร้องไห้เหมือนแบกข้าวสารเป็นกระสอบ!
ทุกก้าวที่เดิน... เข่าต้องรับแรงมากกว่าน้ำหนักตัวหลายเท่า นั่นหมายความว่า น้ำหนักขึ้นเล็กน้อย อาจส่งผลมากกว่าที่คิด
เรื่องเล่าจากคนไข้: "แค่อวบขึ้นนิดเดียว ทำไมเดินขึ้นบันไดไม่ไหว?"
คุณน้าพร (นามสมมติ) วัย 55 ปี เดินกะเผลกเข้ามาหาหมอด้วยสีหน้าอ่อนเพลีย คุณน้าบอกว่า "หมอคะ ช่วงปีที่ผ่านมาน้ำหนักขึ้นมาประมาณ 5 กิโลเองค่ะ ไม่คิดว่ามันจะเกี่ยว แต่ทำไมตอนนี้แค่จะลุกจากโซฟา หรือเดินขึ้นบันไดบ้านชั้นสอง มันเจ็บแปล๊บที่สะบักเข่าจนน้ำตาจะไหล"
ผมให้คุณน้าลองนึกภาพตามนะครับ ถ้าเราถือแตงโมหนัก 5 กิโลไว้ในมือ เราอาจจะรู้สึกว่าไม่หนักเท่าไหร่ แต่ถ้าผมบอกว่า ทุกครั้งที่คุณน้าก้าวเดิน เข่าของคุณน้าไม่ได้รับเพิ่มแค่ 5 กิโล แต่มันรับเพิ่มเหมือนมีคนเอาดัมเบลหนัก 20 กิโลมากดทับไว้ล่ะครับ? คุณน้าตาโตแล้วถามผมว่า "มันเป็นไปได้ยังไงคะหมอ?"
อธิบายความจริง: วิทยาศาสตร์ของแรงกดทับ
หลายคนเข้าใจผิดว่า น้ำหนักตัวเท่าไหร่ เข่าก็รับเท่านั้น แต่ในทางฟิสิกส์ของร่างกายมนุษย์นั้นไม่ใช่เลยครับ เข่าเราทำงานเหมือน "คานดีดคานงัด"
- เวลาเดินพื้นราบ: แรงกดที่ข้อเข่าจะสูงเป็น 3 - 4 เท่า ของน้ำหนักตัว
- เวลาขึ้นลงบันได: แรงกดจะพุ่งสูงไปถึง 5 - 7 เท่า ของน้ำหนักตัว!
หลักการ "คานดีดคานงัด" ที่ผมพูดถึง คือกุญแจสำคัญที่อธิบายว่า ทำไมน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย ถึงสร้างภาระมหาศาลให้ข้อเข่าครับ
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ผมขออธิบายลงลึกในเชิงโครงสร้างแบบเข้าใจง่ายๆ ดังนี้ครับ:
ลองนึกภาพ "ที่เปิดขวดน้ำลม" หรือ "ที่คีบน้ำแข็ง" ดูครับ
1. เข่าคือ "จุดหมุน" ของคานระดับ 3
ในทางฟิสิกส์ ร่างกายมนุษย์เปรียบเสมือนระบบคานครับ โดยมี ข้อต่อเป็นจุดหมุน (Fulcrum) และมี กล้ามเนื้อเป็นแรงกระทำ (Effort) * เมื่อคุณก้าวเดิน หรือย่อตัวลง "เข่า" จะทำหน้าที่เป็นจุดหมุน
- "น้ำหนักตัว" ที่กดลงมาเปรียบเหมือนน้ำหนักที่ปลายคาน
- ปัญหาคือ ระยะห่าง ครับ กล้ามเนื้อหน้าขา (Quadriceps) ของเราเกาะอยู่ใกล้กับจุดหมุนมาก แต่แรงกดจากน้ำหนักตัวนั้นตกลงมาผ่านโครงสร้างขาที่ยาวกว่า
ตามกฎของคาน (แรง x ระยะทางจากจุดหมุน): เมื่อกล้ามเนื้ออยู่ใกล้จุดหมุนมากกว่าน้ำหนักตัว มันจึงต้องออกแรง "มหาศาล" เพื่อพยุงไม่ให้เข่าพับลง แรงที่กล้ามเนื้อดึงนี้เองที่ไปบดอัดให้กระดูกหน้าแข้งและกระดูกต้นขาเบียดกันแน่นขึ้น
เข่าคือ "คนกลาง" ที่โดนแซนด์วิช
เวลาคุณเดิน น้ำหนักตัวไม่ได้แค่กดลงมาจากข้างบนอย่างเดียวครับ แต่มันมี "แรงดึง" จากกล้ามเนื้อขามาผสมด้วย
- น้ำหนักตัว: กดลงมาจากข้างบน
- กล้ามเนื้อ: ต้อง "ดึง" กระดูกขาไว้ไม่ให้เราทรุดลงไปกองกับพื้น
เข่าเลยอยู่ตรงกลางเหมือนโดน "แซนด์วิช" บีบเข้ามาจากทั้งสองทางครับ ยิ่งข้างบน (น้ำหนักตัว) หนักขึ้นข้างล่าง (กล้ามเนื้อ) ก็ต้องดึงสู้แรงขึ้น ผลลัพธ์คือข้อเข่าข้างในโดนบดอัดแรงกว่าน้ำหนักจริงหลายเท่าตัว
2. มุมของเข่า ยิ่งงอ แรงยิ่งคูณ
ทำไมเวลาเดินราบ แรงกดถึงเป็น 3 เท่า แต่พอขึ้นบันไดถึงพุ่งไป 7 เท่า?
- เดินราบ: เข่างอไม่มาก คานยังค่อนข้างตรง แรงกดทับจึงไม่สูงมากนัก
- ขึ้นบันได/นั่งยอง: เมื่อเข่างอมากขึ้น "แขนของแรง" (Moment Arm) จะเปลี่ยนไป กล้ามเนื้อต้องออกแรงดึงดึงสะบักเข่าอัดเข้ากับกระดูกต้นขาแรงขึ้นหลายเท่าตัว เพื่อต้านแรงโน้มถ่วงไม่ให้ตัวเราทรุดลง
ยิ่งงอ... ยิ่งหนัก
เข่าของเราทำหน้าที่เหมือน คาน ครับ
- เวลาคุณ ยืนตรง น้ำหนักมันทิ้งลงไปตรงๆ เหมือนเราวางของไว้บนโต๊ะ เข่าเลยไม่ค่อยเหนื่อย
- แต่พอคุณ เริ่มก้าวเดิน หรือก้มตัว เข่าจะกลายเป็น "จุดหมุน" ทันที
นึกถึงเวลาเราถือถุงส้มหนักๆ นะครับ ถ้าถือแนบลำตัว เราจะหิ้วได้นาน (เหมือนเข่าตอนยืนตรง) แต่ถ้าลอง ยื่นแขนออกไปข้างหน้าให้สุด แล้วถือถุงเดิม... แขนคุณจะสั่นพั่บๆ ทันที ทั้งที่ส้มหนักเท่าเดิม! นั่นเป็นเพราะยิ่งห่างจากจุดหมุน แรงที่กล้ามเนื้อต้องใช้พยุงจะเพิ่มขึ้นมหาศาลครับ
เปรียบเทียบง่ายๆ: เหมือนคุณถือลูกตุ้ม 5 กิโลกรัม ถ้าถือชิดอกคุณจะรู้สึกเฉยๆ (เดินราบ) แต่ถ้าคุณยืดแขนออกไปข้างหน้าสุดแขนแล้วถือไว้ (ขึ้นบันได/ย่อเข่า) คุณจะรู้สึกว่าลูกตุ้มนั้นหนักขึ้นสิบเท่า ทั้งที่เป็นลูกเดิม!
3. ลูกสะบักเข่า: ตัวช่วยทดแรงที่เป็นดั่งดาบสองคม
"ลูกสะบัก" ทำหน้าที่เหมือน รอก (Pulley) ช่วยทดแรงให้กล้ามเนื้อทำงานง่ายขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน แรงทั้งหมดที่กล้ามเนื้อดึงเพื่อพยุงน้ำหนักตัว จะมากดลงที่ผิวสัมผัสเล็กๆ หลังลูกสะบักนี้เอง
เมื่อน้ำหนักตัวเพิ่ม 5 กิโลกรัม แรงบดอัดที่รอกตัวนี้ต้องรับจึงไม่ใช่แค่ 5 กิโลกรัม แต่เป็นแรงลัพธ์ที่เกิดจากการดึงของกล้ามเนื้อเพื่อสู้กับน้ำหนักตัวที่คูณด้วยระยะทางของคานขาครับ
สรุปให้เห็นภาพ
ถ้าคุณหนักขึ้น 5 กิโลกรัม แล้วไปเดินขึ้นบันได:
- น้ำหนักส่วนเกิน 5 กิโลกรัม กดลงตรงๆ
- กล้ามเนื้อต้องออกแรงดึงเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 25-30 กิโลกรัม เพื่อพยุงน้ำหนักนั้นไว้
- ผลลัพธ์: ข้อเข่าถูกบีบอัดแรงขึ้นรวมแล้วเกือบ 35 กิโลกรัม ในทุกๆ ขั้นที่ก้าวขึ้นไป
นี่คือเหตุผลที่หมอกระดูกมักจะบอกว่า "ทุกกิโลกรัมที่ลดได้ คือกำไรมหาศาลของข้อเข่า" ครับ
ดังนั้น ถ้าคุณน้าพรน้ำหนักขึ้น 5 กิโลกรัม
- ทุกก้าวที่เดินราบ เข่าต้องแบกรับแรงเพิ่มขึ้นถึง 15 - 20 กิโลกรัม
- จังหวะก้าวขึ้นบันได เข่าต้องรับภาระเพิ่มขึ้นมหาศาลถึง 25 - 35 กิโลกรัม
ลองคิดดูครับว่า ถ้าเราเดินวันละ 5,000 ก้าว เข่าเราต้องแบกรับ "ส่วนเกิน" นี้ซ้ำๆ วันละกี่ตัน? ไม่แปลกเลยครับที่กระดูกอ่อนผิวข้อจะสึกหรอเร็วกว่าปกติ
เจาะลึกความรู้: ทำไมน้ำหนักเยอะถึงทำให้ข้อพัง? (Pathogenesis)
เมื่อมีแรงกดทับมหาศาลลงบนข้อเข่า สิ่งที่เกิดขึ้นภายในคือ:
- ผิวข้อสึกกร่อน: กระดูกอ่อนที่เคยเรียบลื่นเหมือนเจลลี่ จะเริ่มขรุขระและบางลงเรื่อยๆ จนกระดูกแข็งเริ่มเสียดสีกันเอง
- การอักเสบเรื้อรัง: แรงกดที่มากเกินไปกระตุ้นให้เยื่อบุข้อสร้างน้ำในข้อที่ "คุณภาพต่ำ" ออกมามากเกินไป ทำให้เข่าบวมโตและปวด
- กระดูกงอก: ร่างกายพยายามซ่อมแซมโดยการงอกกระดูกออกมาที่ขอบข้อ เพื่อเพิ่มพื้นที่รับแรง แต่มันกลับไปทิ่มแทงเนื้อเยื่อรอบข้างจนเจ็บกว่าเดิม
ปัจจัยเสี่ยง: นอกจากน้ำหนักแล้ว การใส่รองเท้าส้นสูง การนั่งยองๆ และกล้ามเนื้อขาที่อ่อนแรง ยิ่งเป็นตัวเร่งให้เข่าพังเร็วขึ้นเป็นทวีคูณครับ
ตรวจเช็กให้ชัวร์: หมอจะทำอะไรบ้าง? (Investigation)
หากคุณเริ่มมีอาการปวดเข่าจากการที่น้ำหนักเพิ่มขึ้น หมอจะมีขั้นตอนการตรวจง่ายๆ ดังนี้ครับ:
- การตรวจร่างกาย: หมอจะกดหาจุดเจ็บ เช็กเสียงดังในข้อ และดูการเหยียด-พับของเข่า
- เอกซเรย์ (X-ray): เพื่อดูว่าช่องว่างระหว่างข้อเข่าแคบลงไหม มีกระดูกงอกหรือเปล่า (วิธีนี้ประหยัดและเห็นภาพรวมได้ดีมาก)
- อัลตราซาวด์ (Ultrasound): หากเข่าบวม หมอจะใช้เครื่องนี้ดูว่ามีน้ำในข้อเยอะไหม หรือมีเส้นเอ็นตรงไหนอักเสบเป็นพิเศษ
- MRI: จะทำในกรณีที่สงสัยว่าหมอนรองกระดูกฉีกขาด หรือกระดูกอ่อนเสียหายรุนแรงจนเอกซเรย์ธรรมดามองไม่เห็น
แนวทางการรักษา: "ลดปวด" ไปพร้อมกับ "ลดน้ำหนัก"
เราไม่สามารถรักษาเข่าให้หายขาดได้ถ้าไม่แก้ที่ต้นเหตุ คือแรงกดทับครับ:
- ปรับพฤติกรรม: "คุมอาหาร" สำคัญกว่าการโหมวิ่งลดน้ำหนัก เพราะการวิ่งในขณะที่น้ำหนักเยอะจะยิ่งทำให้เข่าพัง ควรเปลี่ยนเป็นเดินในน้ำหรือปั่นจักรยานแทน
- การใช้ยา: ยาลดอักเสบ (NSAIDs) ช่วยบรรเทาในระยะสั้น แต่ห้ามกินติดต่อกันนานๆ เพราะจะมีผลต่อไตและกระเพาะ
- ฉีดยาด้วยอัลตราซาวด์นำทาง: หากปวดรุนแรง หมอจะใช้เครื่องอัลตราซาวด์ส่องดูจุดที่อักเสบเป๊ะๆ แล้วฉีดยาลดอักเสบหรือน้ำเลี้ยงข้อเทียมเข้าไป เพื่อความแม่นยำและไม่เจ็บตัวฟรี
- การผ่าตัด: จะทำเฉพาะเมื่อข้อเสื่อมรุนแรงจนผิวข้อหมดไปแล้ว และการรักษาอื่นไม่ได้ผล
พยากรณ์โรค: ลดน้ำหนัก 1 กิโล... ช่วยเข่าได้แค่ไหน?
มีงานวิจัยยืนยันครับว่า "ลดน้ำหนักเพียง 1 กิโลกรัม แรงกดที่เข่าจะลดลงถึง 4 กิโลกรัมในทุกย่างก้าว"
ดังนั้น ถ้าคุณน้าพรลดน้ำหนักกลับไปได้ 5 กิโลตามเดิม เข่าจะเบาตัวลงเหมือนยกของหนัก 20 กิโลออกไปจากชีวิตทันที อาการปวดจะหายไปมากกว่า 50% โดยไม่ต้องพึ่งยาแรงๆ เลยครับ โรคนี้มักกลับมาได้ถ้าเรากลับมาอ้วนอีก ดังนั้นการคุมน้ำหนักจึงต้องทำตลอดชีวิตเพื่อถนอมข้อเข่าครับ
ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องระวัง
หากปล่อยให้น้ำหนักกดทับเข่าไปเรื่อยๆ นอกจากเข่าจะเสื่อมจนโก่งผิดรูปแล้ว อาจทำให้ลามไปถึง "ปวดหลัง" และ "ปวดข้อเท้า" เพราะร่างกายต้องพยายามปรับท่าเดินเพื่อเลี่ยงความเจ็บปวด จนโครงสร้างส่วนอื่นพังตามกันไปเป็นโดมิโน่ครับ
สรุป
ตัวเลขน้ำหนักบนตาชั่งอาจจะดูขึ้นมาแค่ไม่กี่กิโล แต่สำหรับข้อเข่าของคุณ มันคือภาระที่หนักอึ้งมหาศาล การรักเข่าที่ง่ายที่สุด คือการเริ่ม "ลดมื้อเย็น" และ "เพิ่มการขยับ" ตั้งแต่วันนี้ครับ ก่อนที่ผิวข้อจะสึกจนกู้คืนไม่ได้
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666
#ปวดเข่า #ลดน้ำหนัก #ข้อเข่าเสื่อม #กระดูกและข้อ #น้ำหนักเกิน #หมอเก่ง #ดูแลเข่า #สุขภาพผู้สูงอายุ #อ้วนปวดเข่า #รักษาเข่าโดยไม่ผ่าตัด
References
- Messier SP, et al. (2025). Weight Loss and Knee Osteoarthritis: The Power of 1 to 4. (สรุปงานวิจัยเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างการลดน้ำหนักและการลดแรงกดในข้อเข่า)
- Arthritis Care & Research (2024). Biomechanical forces on the knee during daily activities. (การวิเคราะห์แรงเชิงกลที่กระทำต่อข้อเข่าในกิจกรรมต่างๆ)
- Journal of Orthopaedic & Sports Physical Therapy (2025). Obesity and Osteoarthritis: Pathogenesis and Management. (พยาธิสภาพของการเกิดโรคข้อเสื่อมในผู้ป่วยโรคอ้วน)
- Annals of Internal Medicine (2023). Effect of weight loss on cartilage structure and pain. (ผลของการลดน้ำหนักต่อโครงสร้างกระดูกอ่อนและระดับความปวด)
- American Academy of Orthopaedic Surgeons (2024). Prevention of Knee Osteoarthritis through Lifestyle Modification. (แนวทางการป้องกันข้อเข่าเสื่อมผ่านการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น