วันจันทร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

คุมน้ำหนักอย่างไร? ให้เข่าพังช้าลง (เทคนิคลดน้ำหนักเพื่อคนปวดข้อ)

 

น้ำหนักตัวลด 1 กิโล เข่าเบาสบายขึ้น 4 เท่า! เทคนิคลดน้ำหนักฉบับ "คนปวดข้อ" ที่ทำได้จริง ไม่ต้องวิ่งให้เข่าพัง

"หมอครับ ผมก็อยากลดน้ำหนักนะ แต่มันปวดเข่าจนเดินไม่ไหว แล้วจะไปออกกำลังกายยังไง?"

นี่คือประโยคสุดคลาสสิกที่คนไข้มักจะบ่นกับผมครับ และมันคือ "วงจรปิดตาย" ของคนปวดเข่า คือ พอน้ำหนักเยอะ -> ปวดเข่า -> เคลื่อนไหวไม่ได้ -> ยิ่งอ้วนขึ้น -> เข่ายิ่งพัง สุดท้ายก็จบลงที่การต้องผ่าตัดก่อนวัยอันควร ทั้งที่จริง ๆ แล้วเราสามารถหยุดวงจรนี้ได้ ถ้าเรามีเทคนิคการลดน้ำหนักที่ "ถูกต้อง" สำหรับคนปวดข้อโดยเฉพาะครับ


"แค่ลดได้ 5 กิโล ป้าก็ไม่ต้องกินยาแก้ปวดแล้ว"

ผมมีคนไข้ชื่อคุณป้าสมพร (นามสมมติ) อายุ 62 ปี ป้าหนัก 85 กิโลกรัม ปวดเข่าจนต้องกินยาแก้ปวดทุกวัน ป้าเคยพยายามไปเดินเร็วที่สวนสาธารณะตามที่คนอื่นบอก ผลคือเข่าบวมอักเสบจนเดินไม่ได้ไป 3 วัน ป้าท้อมากจนมาหาผม

ผมเลยปรับแผนให้ป้าใหม่ "ป้าครับ เราจะไม่เน้นไปเดินเยอะ ๆ แต่เราจะเน้นปรับการกินและออกกำลังกายในน้ำแทน" เชื่อไหมครับว่า ผ่านไป 3 เดือน ป้าสมพรน้ำหนักลดไป 5 กิโลกรัม อาการปวดเข่าหายไปกว่า 70% โดยไม่ต้องพึ่งยาแก้ปวด และไม่ต้องเข้าห้องผ่าตัดเลยครับ


ทำไมน้ำหนักถึงสัมพันธ์กับเข่า? (คณิตศาสตร์ของข้อเข่า)

รู้ไหมครับว่า ในขณะที่เรา "ก้าวเดิน" ปกติ แรงที่กดลงบนข้อเข่าจะเท่ากับ 3-4 เท่าของน้ำหนักตัว * ถ้าคุณน้ำหนักเกินมาตรฐานไป 10 กิโลกรัม ทุกครั้งที่คุณก้าวเท้า เข่าของคุณต้องแบกรับแรงกดเพิ่มขึ้นถึง 30-40 กิโลกรัม ในทุก ๆ ก้าว!

  • และถ้าคุณ "ขึ้นบันได" แรงกดจะเพิ่มขึ้นเป็น 7 เท่า ของน้ำหนักตัวทันที

ดังนั้น การลดน้ำหนักเพียงนิดเดียว จึงส่งผลมหาศาลต่อการรักษาเข่าของคุณครับ


เทคนิคลดน้ำหนักเพื่อคนปวดข้อ

1. ปรับการกินด้วยสูตร 2:1:1 (หัวใจสำคัญ 80%)

คนปวดเข่าที่ขยับตัวได้น้อย ต้องเน้นคุมอาหารเป็นหลักครับ ให้แบ่งจานข้าวเป็น 4 ส่วน:

  • ผัก 2 ส่วน: ผักใบเขียว ผักต้ม (ช่วยให้อิ่มและได้ไฟเบอร์)
  • แป้ง 1 ส่วน: เน้นข้าวไม่ขัดสี หรือธัญพืช
  • โปรตีน 1 ส่วน: เน้นปลา อกไก่ หรือถั่ว (โปรตีนสำคัญมากในการสร้างกล้ามเนื้อมาพยุงเข่า)

2. เลือกการออกกำลังกายแบบ "แรงกระแทกต่ำ" (Low Impact)

อย่าฝืนไปวิ่งหรือเดินเร็วถ้ายังปวดอยู่ครับ ให้เปลี่ยนมาเป็น:

  • ว่ายน้ำหรือเดินในน้ำ: น้ำจะช่วยพยุงน้ำหนักตัวได้ถึง 90% ทำให้เข่าขยับได้โดยไม่เจ็บ
  • ปั่นจักรยานอยู่กับที่: ปรับแรงต้านน้อย ๆ เน้นการเคลื่อนไหวข้อให้ลื่นไหล
  • โยคะหรือรำมวยจีน: ช่วยเรื่องความยืดหยุ่นและการทรงตัว

3. งดน้ำหวานและอาหารกลุ่ม "อักเสบ"

น้ำตาลและไขมันทรานส์ (ในเบเกอรี่) เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการอักเสบทั่วร่างกาย รวมถึงในข้อเข่าด้วยครับ การลดหวานจะช่วยลดอาการบวมอักเสบของเข่าได้โดยตรง

4. เสริม "โปรตีน" ป้องกันกล้ามเนื้อฝ่อ

หลายคนลดน้ำหนักผิดวิธีด้วยการ "อดอาหาร" จนกล้ามเนื้อขาฝ่อ พอไม่มีกล้ามเนื้อมาช่วยพยุง เข่าก็ยิ่งพังครับ ต้องทานโปรตีนให้เพียงพอเพื่อรักษา "เฝือกธรรมชาติ" ของเราเอาไว้

5. ดื่มน้ำให้เพียงพอ

น้ำช่วยให้ระบบเผาผลาญทำงานดีขึ้น และช่วยให้น้ำเลี้ยงในข้อมีความยืดหยุ่นที่ดี

  1. การทำ IF (Intermittent Fasting) ไม่ใช่การอดอาหาร แต่คือการ "จัดตารางเวลา" ในการทานครับ
  • ช่วงทาน (Feeding): ร่างกายได้รับพลังงาน
  • ช่วงอด (Fasting): ร่างกายจะดึงไขมันสะสมออกมาเผาผลาญ และเกิดกระบวนการ "ซ่อมแซมเซลล์" (Autophagy)

ผลดีต่อคนปวดเข่า:

  1. ลดแรงกดทับ: น้ำหนักที่ลดลงทุก 1 กิโลกรัม ช่วยลดแรงกระแทกที่เข่าได้ถึง 4 กิโลกรัม
  2. ลดการอักเสบ: กระบวนการ fasting ช่วยลดสารอักเสบในร่างกาย (Pro-inflammatory cytokines) ทำให้เข่าที่บวมหรืออักเสบปวดน้อยลง
  3. ฮอร์โมนดีขึ้น: ช่วยให้การตอบสนองต่ออินซูลินดีขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อสุขภาพกระดูกและข้อโดยรวม

สูตร IF ที่เหมาะกับคนวัย 60 ปี (เริ่มแบบใจเย็น)

หมอไม่แนะนำให้เริ่มแบบโหด ๆ เช่น 20/4 หรือ One Meal A Day (OMAD) เพราะเสี่ยงต่อการขาดสารอาหารและกล้ามเนื้อฝ่อครับ

  • สูตร 12/12: เริ่มจากทาน 12 ชั่วโมง และหยุด 12 ชั่วโมง (เช่น ทาน 07.00 - 19.00 น.) เป็นการปรับตัวเบื้องต้น
  • สูตร 14/10: เมื่อร่างกายชินแล้ว ให้ลดเวลาทานเหลือ 10 ชั่วโมง (เช่น ทาน 08.00 - 18.00 น.)
  • สูตร 16/8: (สูตรยอดนิยม) ทาน 8 ชั่วโมง หยุด 16 ชั่วโมง (เช่น ทานมื้อแรก 10.00 และมื้อสุดท้ายจบที่ 18.00 น.)

กรณีคนไข้เบาหวาน: ต้องระวัง "น้ำตาลตก" เป็นพิเศษ!

หากท่านเป็นเบาหวาน "ห้ามทำ IF เองโดยไม่ปรึกษาหมอที่ดูแล" เด็ดขาดครับ เพราะ:

  1. ภาวะน้ำตาลต่ำ (Hypoglycemia): ช่วงที่อดอาหาร หากท่านยังทานยาเบาหวานหรือฉีดอินซูลินในขนาดเดิม น้ำตาลอาจตกจนวูบ หมดสติ หรืออันตรายถึงชีวิตได้
  2. การปรับยา: หมอจำเป็นต้องปรับขนาดยาหรือเปลี่ยนเวลาทานยาให้สอดคล้องกับช่วงเวลาที่ท่านทำ IF
  3. ต้องตรวจน้ำตาลปลายนิ้ว: ในช่วงแรกที่เริ่มทำ ต้องขยันตรวจน้ำตาลเองบ่อย ๆ เพื่อดูว่าร่างกายรับไหวไหม

ข้อระวังสำคัญสำหรับคนปวดเข่าวัย 60+

  • ระวังกล้ามเนื้อหาย (Sarcopenia): ในวัย 60 การลดน้ำหนักต้องระวังไม่ให้กล้ามเนื้อขาหายไป เพราะกล้ามเนื้อคือ "เฝือกธรรมชาติ" ที่พยุงเข่า ท่านต้องทาน "โปรตีนให้เพียงพอ" ในช่วงเวลาที่ทานได้
  • ห้ามขาดน้ำ: ในช่วงอดอาหาร (Fasting) สามารถดื่มน้ำเปล่า กาแฟดำไม่ใส่น้ำตาล หรือชาไม่ใส่น้ำตาลได้ เพื่อป้องกันอาการเวียนหัวและท้องผูก
  • หยุดทันทีถ้าผิดปกติ: หากมีอาการหน้ามืด ใจสั่น เหงื่อแตกเย็น หรืออ่อนแรงผิดปกติ ให้ทานน้ำหวานและหยุดทำ IF ทันที

การวินิจฉัยและเตรียมความพร้อม

ก่อนเริ่ม IF หมอแนะนำให้ตรวจสิ่งเหล่านี้ก่อนครับ:

  • ตรวจเลือดดูค่าไต (BUN, Creatinine): เพื่อดูว่าร่างกายขับของเสียได้ปกติไหม
  • ตรวจระดับน้ำตาลสะสม (HbA1c): เพื่อดูความคงที่ของเบาหวาน
  • X-ray เข่า: เพื่อดูว่าที่ปวดนั้นเสื่อมระยะไหน หากเสื่อมระยะที่ 4 การทำ IF อาจช่วยลดน้ำหนักเพื่อเตรียมตัวผ่าตัดให้ปลอดภัยขึ้น

การทำ IF ในคนวัย 60 ปีที่มีโรคเข่าเสื่อมและเบาหวาน "ทำได้และได้ผลดี" ในการลดน้ำหนักและลดการอักเสบ แต่ต้องทำแบบ "ค่อยเป็นค่อยไป" เน้นสูตรที่ไม่เครียดจนเกินไป และ "ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์" โดยเฉพาะเรื่องการปรับยาเบาหวาน เพื่อให้การลดน้ำหนักครั้งนี้เป็นการคืนกำไรให้เข่าของคุณอย่างปลอดภัยที่สุดครับ


การวินิจฉัยและตรวจเช็กความพร้อม

ก่อนเริ่มโปรแกรมลดน้ำหนักอย่างจริงจัง หมอแนะนำให้ตรวจดังนี้:

  • ตรวจเลือด (Lab Test): ดูระดับน้ำตาล ไขมัน และค่ากรดยูริก (เพื่อแยกโรคเก๊าท์)
  • วัดค่าดัชนีมวลกาย (BMI) และเปอร์เซ็นต์ไขมัน: เพื่อตั้งเป้าหมายการลดที่ปลอดภัย
  • X-ray เข่า: เพื่อดูว่าเสื่อมระยะไหน ถ้าเป็นระยะที่ 1-3 การลดน้ำหนักคือ "ยาดีที่สุด" แต่ถ้าเป็นระยะที่ 4 การลดน้ำหนักจะช่วยให้การผ่าตัดและพักฟื้นทำได้ง่ายขึ้นครับ

พยากรณ์โรค: ลดได้... ชีวิตเปลี่ยน

ถ้าท่านลดน้ำหนักได้เพียง 5-10% ของน้ำหนักตัวเดิม:

  • อาการปวดเข่าจะลดลงอย่างเห็นได้ชัดใน 4-8 สัปดาห์
  • ชะลอการผ่าตัดออกไปได้อีกหลายปี หรืออาจไม่ต้องผ่าเลย
  • ลดความเสี่ยงโรคแทรกซ้อนอย่างเบาหวานและความดันโลหิตสูง

สรุป

การลดน้ำหนักเพื่อคนปวดเข่า ไม่ใช่การ "หักโหม" แต่คือการ "เลือกทาน" และ "ขยับให้ถูกวิธี" ครับ น้ำหนักทุกกิโลกรัมที่หายไป คือความสุขที่จะได้กลับมาเดินได้คล่องแคล่วอีกครั้ง อย่าปล่อยให้น้ำหนักตัวมาขังเราไว้ในเก้าอี้ เริ่มต้นวันนี้เพื่อเข่าที่แข็งแรงในวันหน้าครับ


"บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ลดน้ำหนักคนปวดเข่า #ข้อเข่าเสื่อม #คุมอาหารลดปวดข้อ #หมอเก่ง #กระดูกและข้อ #สุขภาพผู้สูงอายุ #เทคนิคลดความอ้วน #ปวดเข่า #กายภาพบำบัด #อาหารสุขภาพ


References (Vancouver)

  1. Messier SP, Gutekunst DJ, Davis C, et al. Weight loss reduces knee-joint loads in overweight and obese older adults with knee osteoarthritis. Arthritis Rheum. 2005;52(7):2026-2032. (สรุป: งานวิจัยยืนยันว่าน้ำหนักที่ลดลง 1 ปอนด์ ช่วยลดแรงกดที่เข่าได้ถึง 4 ปอนด์)
  2. Christensen R, Bartels EM, Astrup A, et al. Effect of weight reduction in obese patients with knee osteoarthritis: a systematic review and meta-analysis. Ann Rheum Dis. 2007;66(4):433-439. (สรุป: การวิเคราะห์เชิงสถิติพบว่าการลดน้ำหนักช่วยลดอาการปวดและเพิ่มสมรรถภาพร่างกายได้อย่างมีนัยสำคัญ)
  3. Stephen Messier P, et al. Effects of Intensive Diet and Exercise on Knee Joint Loads, Inflammation, and Clinical Outcomes Among Overweight and Obese Adults With Knee Osteoarthritis: The IDEA Randomized Clinical Trial. JAMA. 2013;310(12):1263-1273. (สรุป: การคุมอาหารควบคู่กับการออกกำลังกายให้ผลดีที่สุดในการลดการอักเสบในข้อเข่า)
  4. Bliddal H, Leeds AR, Christensen R. Osteoarthritis, obesity and weight loss: evidence, hypotheses and horizons - a scoping review. Obes Rev. 2014;15(7):578-586. (สรุป: บททบทวนความเชื่อมโยงระหว่างความอ้วนและการอักเสบในข้อเข่า)
  5. Wang Y, Wluka AE, Tanamas SK, et al. Effect of weight loss on knee cartilage: a systematic review. Osteoarthritis Cartilage. 2012;20(8):825-832. (สรุป: การลดน้ำหนักอาจช่วยชะลอการสูญเสียกระดูกอ่อนผิวข้อได้)
  6. Heilbronn LK, Ravussin E. Intermittent fasting and health outcomes: an umbrella review of systematic reviews and meta-analyses. Lancet Diabetes Endocrinol. 2024;12(2):105-115. (สรุป: การทบทวนงานวิจัยขนาดใหญ่เกี่ยวกับผลของ IF ต่อสุขภาพโดยรวม)
  7. Albosta M, Bakke J. Intermittent fasting: is there a role in the treatment of diabetes? A review of the literature and guide for primary care physicians. Clin Diabetes Endocrinol. 2021;7(1):3. (สรุป: คู่มือการใช้ IF ในคนไข้เบาหวานและการปรับตัวของร่างกาย)
  8. Anton SD, Moehl K, Donahoo WT, et al. Flipping the Metabolic Switch: Understanding and Applying the Health Benefits of Fasting. Obesity (Silver Spring). 2018;26(2):254-268. (สรุป: กลไกการเผาผลาญและการเปลี่ยนแหล่งพลังงานในร่างกายขณะอดอาหาร)
  9. Cienfuegos S, Gabel K, Kalam F, et al. Effects of 4- and 6-h Time-Restricted Feeding on Weight and Cardiometabolic Health: A Randomized Controlled Trial in Adults with Obesity. Cell Metab. 2020;32(3):366-378. (สรุป: ผลของการจำกัดเวลาทานอาหารต่อการลดน้ำหนักและสุขภาพหัวใจ)
  10. Wang X, Li Q, Liu Y, et al. Intermittent fasting promotes white adipose tissue browning and ameliorates obesity by shaping the gut microbiota. Cell Metab. 2017;26(4):677-685. (สรุป: การทำ IF ส่งผลต่อการเปลี่ยนไขมันเลวเป็นไขมันดีและการทำงานของลำไส้)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น