วันพุธที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

เข่าเสื่อมระยะ 4…แต่ยัง “ไม่ถึงเวลาผ่า” จริงไหม?

 



เข่าเสื่อมระยะ 4…แต่ยัง “ไม่ถึงเวลาผ่า” จริงไหม?


“คุณหมอครับ ผลเอกซเรย์บอกว่าเข่าผมเสื่อมระยะสุดท้ายแล้ว แบบนี้ต้องผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าอย่างเดียวเลยใช่ไหมครับ? ผมยังทำใจไม่ได้ กลัวผ่าแล้วเดินไม่ได้เหมือนเดิม”

นี่คือประโยคคำถามยอดฮิตที่ผมได้ยินบ่อยมากในห้องตรวจ พร้อมกับสีหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวลของคนไข้ บางคนถึงกับนอนไม่หลับมาหลายคืนเพราะคำว่า “ระยะสุดท้าย” หรือ “ระยะที่ 4” มันฟังดูน่ากลัวเหมือนไม่มีทางแก้ แต่วันนี้ผมอยากจะบอกความจริงอีกด้านหนึ่งให้ฟังครับ ว่าตัวเลขระยะของโรคมันไม่ใช่ตัวตัดสินชีวิตเราเสมอไป

เรื่องจริงจากห้องตรวจ: ป้าสมศรีกับเข่าระยะที่ 4

ลองนึกภาพตามนะครับ ป้าสมศรี (นามสมมติ) อายุ 68 ปี เดินเข้ามาหาผมด้วยท่าทางกระฉับกระเฉง แม้จะเดินโยกเยกนิดหน่อยตามประสาคนเข่าโก่ง ป้าบอกว่า “หมอคะ เพื่อนป้าไปเอกซเรย์มา หมอบอกระยะ 3 เขาปวดจนร้องไห้ แต่ของป้าหมออีกท่านบอกระยะ 4 ทำไมป้ายังไปจ่ายตลาดไหว ยังเดินขึ้นบันไดได้อยู่เลย ป้าต้องรีบผ่าไหม?”

คำตอบของผมที่ทำให้ป้าสมศรีเบาใจคือ “ถ้าป้ายังใช้ชีวิตได้ปกติ ไม่ปวดทรมาน เรายังไม่ต้องรีบผ่าครับ”

ทำไมถึงเป็นแบบนั้น? เพราะในทางการแพทย์ เราไม่ได้รักษา “แผ่นฟิล์มเอกซเรย์” แต่เรามีหน้าที่รักษา “คนไข้” ครับ

เข่าเสื่อมระยะ 4 คืออะไร?

ถ้าเปรียบเทียบข้อเข่าของเราเหมือนกับ “โช้คอัพรถยนต์” ที่มี “ยางรอง” นุ่มๆ อยู่ตรงกลาง (นั่นคือกระดูกอ่อนผิวข้อ)

  • ระยะที่ 1-2: ยางรองเริ่มสึกหรอนิดหน่อย มีรอยแตกบ้าง
  • ระยะที่ 3: ยางรองบางลงมาก จนเหลือนิดเดียว
  • ระยะที่ 4 (ระยะสุดท้าย): ยางรองนี้หายไปหมดแล้วครับ จนกระดูกท่อนบนกับท่อนล่างมันมา “ชนกัน” โดยตรง เวลาเดินมันเลยเหมือนเหล็กสีกับเหล็ก หรือหินถูเข้ากับหินนั่นเอง

ในทางทฤษฎี ระยะที่ 4 คือกระดูกชนกันจนเกิดหินปูนงอกหนาเข่าผิดรูป แต่มันไม่ได้แปลว่าทุกคนที่มีภาพแบบนี้จะต้องเจ็บปวดเจียนตายเสมอไปครับ

สาเหตุและกลไกการเกิดโรค: ทำไมมันถึงเสื่อม?

ร่างกายคนเราเหมือนเครื่องจักรครับ เมื่อใช้งานมานานหลายสิบปี กระดูกอ่อนผิวข้อที่เคยลื่นปรื๊ดเหมือนน้ำแข็งถูไถกัน มันก็เริ่มขรุขระและบางลง ปัจจัยที่ทำให้มันพังเร็วขึ้นก็มีหลายอย่าง เช่น:

  • น้ำหนักตัว: เข่าต้องรับแรงกระแทก 3-4 เท่าของน้ำหนักตัวเวลาเดิน ยิ่งหนักมาก เข่ายิ่งพังไว
  • การใช้งาน: คนที่เคยเกิดอุบัติเหตุเข่าแตก เอ็นฉีก หรือใช้งานหนักเกินตัวมานาน
  • กล้ามเนื้ออ่อนแรง: โดยเฉพาะกล้ามเนื้อหน้าขา ถ้ามันไม่แข็งแรง เข่าก็ต้องรับภาระเต็มๆ ไม่มีตัวช่วยพยุง

เมื่อกระดูกอ่อนหายไป ร่างกายจะพยายามซ่อมแซมตัวเองด้วยการสร้าง “หินปูน” ขึ้นมาเกาะรอบๆ จนเข่าดูโตขึ้น บวมขึ้น และเริ่มโก่งออกนั่นเอง

อาการแบบไหนที่บอกว่าคุณเริ่มแย่แล้ว?

ไม่ใช่แค่ปวดนะครับที่ต้องสังเกต ลองเช็กตัวเองดูว่ามีอาการเหล่านี้ไหม:

  1. เสียงในข้อ: เวลาลุกนั่งมีเสียง “กร๊อบแกร๊บ” เหมือนทรายขัดกัน
  2. เข่าติด: ตื่นเช้ามาเหยียดเข่าไม่สุด หรือนั่งนานๆ แล้วลุกยาก ต้องตั้งหลักนาน
  3. เข่าโก่ง: สังเกตว่าขาทั้งสองข้างเริ่มโค้งออกเป็นวงเหล้า หรือเดินกะเผลก
  4. ปวดเวลาใช้งาน: เดินไกลหน่อยเริ่มปวด ขึ้นลงบันไดลำบาก แต่พอพักแล้วดีขึ้น

การตรวจวินิจฉัย: แค่ไหนถึงเรียกว่าชัวร์?

การตรวจเข่าเสื่อมจริงๆ ไม่ซับซ้อนครับ:

  • การซักประวัติและตรวจร่างกาย: หมอจะดูท่าเดิน ดูมุมการขยับ และกดเช็กจุดที่เจ็บ
  • การเอกซเรย์ (X-ray): เป็นวิธีที่ดีที่สุดและประหยัดที่สุดครับ โดยต้อง “ยืนเอกซเรย์” เพื่อดูช่องว่างระหว่างข้อตอนที่รับน้ำหนักจริง ถ้าช่องว่างหายไปจนกระดูกชิดกัน นั่นแหละครับคือระยะที่ 4
  • MRI หรือ อัลตราซาวด์: ปกติไม่จำเป็นต้องทำสำหรับเข่าเสื่อมทั่วไป เว้นแต่หมอสงสัยว่ามีอาการเอ็นฉีกหรือหมอนรองกระดูกฉีกร่วมด้วย

ตัวตัดสินที่แท้จริง: “เมื่อไหร่ที่ต้องผ่า?”

ผมอยากให้ทุกคนจำ “เกณฑ์ 4 ข้อ” นี้ไว้ครับ ถ้าคุณเป็นระยะ 4 แต่ยังไม่มีข้อเหล่านี้ คุณยังเลือก “ไม่ผ่า” ได้:

  1. ปวดจนนอนไม่ได้: ปวดแม้กระทั่งตอนพัก กินยาเท่าไหร่ก็เอาไม่อยู่
  2. เสียคุณภาพชีวิต: อยากไปเที่ยวกับลูกหลานก็ไปไม่ไหว เดินได้แค่ไม่กี่เมตรก็ต้องนั่งพัก ชีวิตวนอยู่แค่เตียงกับห้องน้ำ
  3. ดูแลตัวเองเบื้องต้นแล้วไม่ดีขึ้น: ทั้งลดน้ำหนัก ทำกายภาพ กินยา ฉีดยาแล้ว แต่อาการยังแย่เหมือนเดิม
  4. เข่าผิดรูปมาก: โก่งจนเดินลำบากและเสี่ยงต่อการล้ม

ทางเลือกก่อนถึงห้องผ่าตัด: เราทำอะไรได้บ้าง?

หากคุณยังไม่พร้อมผ่า เรามีวิธีประคับประคองที่ได้ผลดีมากดังนี้ครับ:

  • การปรับพฤติกรรม (สำคัญที่สุด): เลี่ยงการนั่งพับเพียบ นั่งขัดสมาธิ หรือนั่งยองๆ เพราะท่าเหล่านี้เพิ่มแรงดันในเข่ามหาศาล
  • การควบคุมน้ำหนัก: เชื่อไหมครับว่า ถ้าน้ำหนักลดลงแค่ 5 กิโลกรัม แรงกดที่เข่าจะหายไปถึง 15-20 กิโลกรัมเลยทีเดียว
  • การทำกายภาพบำบัด: เน้นบริหารกล้ามเนื้อหน้าขา (Quadriceps) ให้แข็งแรง เพื่อให้กล้ามเนื้อมาทำหน้าที่ “โช้คอัพ” แทนข้อเข่าที่เสื่อมไป
  • การใช้ยา: ยาแก้ปวดหรือยาต้านอักเสบควรใช้ตามแพทย์สั่ง ไม่ควรซื้อกินเองต่อเนื่องนานๆ เพราะอาจมีผลต่อไตและกระเพาะอาหาร
  • การฉีดยาเข้าข้อ: ปัจจุบันมีการใช้เครื่องอัลตราซาวด์ช่วยนำทางเพื่อให้ยาลงตรงจุดเป๊ะๆ ทั้งน้ำเลี้ยงข้อเข่าเทียม หรือสารสกัดจากเกล็ดเลือด (PRP) เพื่อลดการอักเสบ

การพยากรณ์โรค: จะหายไหม?

ต้องพูดกันตรงๆ แบบจริงใจครับว่า “เข่าเสื่อมรักษาไม่หายขาด” เพราะเราไม่สามารถเปลี่ยนกระดูกที่สึกไปแล้วให้กลับมาใหม่เหมือนตอนอายุ 20 ได้ แต่เราสามารถ “ชะลอ” และ “อยู่กับมันอย่างเป็นมิตร” ได้ครับ

หลายคนดูแลตัวเองดีมากจนแม้จะเป็นระยะ 4 ก็สามารถใช้ชีวิตไปได้อีก 10-20 ปีโดยไม่ต้องผ่าตัด แต่ถ้าถึงจุดที่ต้องผ่าจริงๆ การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าในปัจจุบันก็มีความก้าวหน้ามาก แผลเล็ก เจ็บน้อย และลุกเดินได้ตั้งแต่วันแรกๆ หลังผ่าครับ

ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องระวัง

ถ้าปล่อยให้เข่าเสื่อมรุนแรงโดยไม่ดูแล สิ่งที่น่ากลัวไม่ใช่แค่เรื่องปวด แต่คือ “การเสียสมดุล” ครับ เมื่อเจ็บเข่าเราจะเดินเอียง ทำให้ปวดหลังตามมา และที่สำคัญคือทำให้ผู้สูงอายุไม่อยากขยับตัว จนเกิดโรคอ้วน โรคหัวใจ หรือภาวะกล้ามเนื้อฝ่อตามมาได้


สรุป เข่าเสื่อมระยะ 4 ไม่ได้เท่ากับต้องผ่าตัดเสมอไปครับ ความเจ็บปวดและความลำบากในการใช้ชีวิตต่างหากที่เป็นตัวตัดสิน หากคุณยังเดินไหว ปวดไม่มาก และสนุกกับการใช้ชีวิตได้ การดูแลตัวเองอย่างถูกต้องคือคำตอบที่ดีที่สุด

สำหรับท่านที่มีข้อสงสัยหรือกังวลใจเกี่ยวกับข้อมูลในบทความนี้ ผมยินดีรับฟังและแลกเปลี่ยนความเห็นด้วยความเคารพในทุกมุมมองครับ เพราะคนไข้แต่ละท่านมีบริบทชีวิตที่ต่างกัน แผนการรักษาจึงต้องปรับให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคลเสมอ

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#เข่าเสื่อม #ปวดเข่า #ข้อเข่าเสื่อมระยะ4 #ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า #หมอเก่ง #กระดูกและข้อ #ดูแลผู้สูงอายุ #สุขภาพดี #ปวดข้อ #กายภาพบำบัดเข่า


References

  1. Bannuru RR, et al. (2019). OARSI guidelines for the non-surgical management of knee osteoarthritis. (แนวทางการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมโดยไม่ผ่าตัด เน้นการปรับพฤติกรรมและการใช้ยาอย่างเหมาะสม)
  2. Katz JN, et al. (2021). Diagnosis and Management of Osteoarthritis of the Knee. (สรุปการวินิจฉัยและการจัดการโรคข้อเข่าเสื่อมในระดับคลินิกที่ทันสมัยที่สุด)
  3. Hunter DJ, Bierma-Zeinstra S. (2019). Osteoarthritis. (อธิบายกลไกการเกิดโรคและการดำเนินโรคของข้อเสื่อมในภาพรวม)
  4. Skou ST, Roos EM. (2017). Physical Therapy for Knee Osteoarthritis. (งานวิจัยที่ยืนยันว่าการทำกายภาพบำบัดช่วยชะลอการผ่าตัดได้อย่างมีนัยสำคัญ)
  5. American Academy of Orthopaedic Surgeons (AAOS). (2022). Management of Osteoarthritis of the Knee (Non-Arthroplasty) Evidence-Based Clinical Practice Guideline. (แนวทางเวชปฏิบัติสำหรับการดูแลข้อเข่าเสื่อมแบบไม่ผ่าตัด)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น