ปวดเข่าด้านใน... ไม่ได้แปลว่า "เข่าเสื่อม" เสมอไป!
รู้จัก "โรคถุงน้ำเอ็นตีนเป็ดอักเสบ" โรคฮิตของผู้หญิงวัย 50+ ที่หลายคนรักษาผิดจุด
"หมอคะ ป้าคงต้องผ่าตัดเข่าแล้วใช่ไหม? ปวดมากเลยค่ะ โดยเฉพาะตรงด้านในขาเนี่ย แค่นิ้วกดเบาๆ ก็สะดุ้งแล้ว เดินขึ้นบันไดแทบไม่ได้เลย"
นี่คือคำตัดพ้อของคุณดา (นามสมมติ) หญิงวัย 55 ปี ที่เดินกะเผลกเข้ามาในห้องตรวจด้วยใบหน้ากังวลใจ คุณดาเล่าว่าเธอชอบไปเต้นแอโรบิกกับเพื่อนๆ แต่ช่วงหลังเริ่มปวดเข่าด้านใน จนเพื่อนๆ ทักว่าเป็น "เข่าเสื่อม" แน่นอน ให้กินยาบำรุงข้อเท่าไหร่ก็ไม่หาย ยิ่งนวดยิ่งระบม จนเริ่มท้อใจคิดว่าชาตินี้คงเดินไม่ปกติแล้ว
หมอตรวจดูแล้วยิ้มให้กำลังใจ ก่อนจะบอกข่าวดีว่า "คุณดาครับ ใจเย็นๆ นะครับ เคสนี้หมอว่า ไม่ใช่เข่าเสื่อม ที่เป็นสาเหตุหลักครับ แต่มันคือโรคที่ชื่อน่ารักๆ ว่า เอ็นตีนเป็ดอักเสบ ครับ"
หลายคนอาจจะงงว่า "เอ็นตีนเป็ด" คืออะไร? เกี่ยวอะไรกับเข่า? วันนี้หมอเก่งจะมาไขความลับโรคฮิตของผู้หญิงวัยเลข 5 ที่หลายคนหลงทางรักษาผิด คิดว่าเป็นเข่าเสื่อมมาตลอดครับ
ความจริงของ "เข่าด้านใน": จุดนัดพบของความเจ็บปวด
ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนครับว่า บริเวณเข่าด้านใน (Medial side) ของเรา เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญมาก เพราะมีโครงสร้าง 2 ส่วนที่อยู่ใกล้กันมาก แต่มาจากคนละสาเหตุ
- ข้อเข่า (Knee Joint): คือกระดูกอ่อนที่อยู่ภายในรอยต่อ ถ้าส่วนนี้สึกหรอ เราเรียกว่า "ข้อเข่าเสื่อม" (Osteoarthritis - OA)
- เอ็นกล้ามเนื้อและถุงน้ำ (Tendons & Bursa): บริเวณหน้าแข้งด้านใน ต่ำกว่าข้อเข่าลงมาเล็กน้อย จะมีจุดเกาะของเอ็นกล้ามเนื้อ 3 เส้นมารวมกัน รูปร่างคล้าย "ตีนเป็ด" (Goose’s Foot) ทางการแพทย์เรียกว่า Pes Anserinus และใต้เอ็นนี้จะมีถุงน้ำรองกันเสียดสีอยู่
ปัญหาคือ... ในผู้หญิงวัย 50-60 ปี ที่กระดูกเชิงกรานผายกว้าง และเริ่มมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น จะทำให้มุมองศาของเข่าบิดเข้าด้านใน (Knock Knees) ทำให้เอ็นตีนเป็ดต้องรับแรงเสียดสีมหาศาล จนเกิดการอักเสบขึ้นมาครับ
โรคนี้มีชื่อเต็มๆ ว่า Pes Anserine Bursitis หรือ โรคถุงน้ำเอ็นตีนเป็ดอักเสบ นั่นเอง
แยกให้ออก! อาการแบบไหนคือ "เข่าเสื่อม" VS "เอ็นตีนเป็ดอักเสบ"
แม้จะปวดเข่าเหมือนกัน แต่ "จุดกำเนิด" และ "ลักษณะการปวด" ต่างกันครับ ถ้าแยกออก เราจะรักษาได้ตรงจุดและหายไวขึ้นมาก
กลุ่ม A: โรคข้อเข่าเสื่อม (Knee Osteoarthritis)
- ตำแหน่งปวด: ปวดลึกๆ ข้างในข้อ หรือปวดตามแนวรอยต่อกระดูก (Joint Line)
- ลักษณะปวด: ปวดตื้อๆ ปวดเมื่อย จะปวดมากขึ้นเมื่อ "ลงน้ำหนัก" เช่น ยืนนาน เดินไกล
- เสียง: มักมีเสียงกรอบแกรบในเข่าเวลาขยับ
- ข้อติด: ตื่นเช้ามาอาจรู้สึกข้อฝืดๆ เหยียดงอได้ไม่สุด
- รูปร่าง: เข่าอาจดูบวมเป่ง หรือขาโก่งผิดรูป
กลุ่ม B: โรคเอ็นตีนเป็ดอักเสบ (Pes Anserine Bursitis)
- ตำแหน่งปวด: ปวดบริเวณ "ต่ำกว่า" ข้อเข่าลงมาประมาณ 2-3 นิ้ว ที่ด้านในของหน้าแข้ง (ไม่ใช่ที่รอยต่อกระดูก)
- ลักษณะปวด:
- กดเจ็บมาก: แค่เอานิ้วกดเบาๆ ตรงจุดนั้นจะเจ็บจี๊ด หรือปวดแสบปวดร้อน
- ปวดตอนนอน: นี่คือจุดเด่น! หลายคนนอนตะแคงแล้วเข่าสองข้างชนกัน จะเจ็บจนตื่น (เพราะจุดอักเสบโดนกดทับ)
- ปวดตอนเริ่มขยับ: ลุกจากเก้าอี้ก้าวแรกจะเจ็บมาก แต่พอเดินๆ ไปสักพักอาจจะดีขึ้น
- ขึ้นลงบันได: จะเจ็บมากเพราะกล้ามเนื้อต้องออกแรงดึงรั้งจุดเกาะนี้
ข้อควรระวัง: 30-40% ของคนไข้ "เป็นทั้ง 2 โรคพร้อมกัน" ครับ! เพราะเมื่อเข่าเสื่อม ร่างกายจะเดินผิดท่า ทำให้เอ็นตีนเป็ดต้องทำงานหนักขึ้นจนอักเสบตามมา
หมอตรวจวินิจฉัยอย่างไร? (ไม่ต้องเจ็บตัว)
เมื่อมาถึงคลินิก หมอจะเริ่มจาก:
- การคลำจุดเจ็บ (Palpation): นี่คือวิธีที่แม่นยำที่สุด หมอจะกดหาจุด "Pes Anserinus" ถ้ากดปุ๊บคนไข้สะดุ้งปั๊บ แต่พอกดที่รอยต่อข้อเข่ากลับไม่เจ็บเท่าไหร่ แสดงว่าน่าจะเป็นที่เอ็นมากกว่าข้อ
- เอกซเรย์ (X-ray): เพื่อดูว่ามีข้อเข่าเสื่อมร่วมด้วยไหม แต่เอกซเรย์ จะไม่เห็น การอักเสบของเอ็นหรือถุงน้ำนะครับ (หลายคนตกใจเห็นฟิล์มว่าเข่าเสื่อม เลยเหมาว่าเป็นเพราะกระดูกอย่างเดียว ซึ่งจริงๆ อาการปวดอาจมาจากเอ็นก็ได้)
- อัลตราซาวด์ (Ultrasound): ในบางราย หมออาจใช้อัลตราซาวด์ตรวจดู จะเห็นถุงน้ำที่บวมอักเสบ หรือเอ็นที่หนาตัวขึ้นชัดเจนครับ
ปัจจัยเสี่ยง: ทำไมต้องเป็น "ผู้หญิงวัย 55"?
โรคนี้ไม่ได้มาเพราะโชคชะตาครับ แต่มีปัจจัยกระตุ้นชัดเจน:
- สรีระผู้หญิง: กระดูกเชิงกรานที่กว้างกว่าผู้ชาย ทำให้มุมเข่าเอียง (Valgus) ดึงรั้งเอ็นตีนเป็ดมากกว่า
- วัยหมดประจำเดือน: ฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลง ทำให้เส้นเอ็นขาดความยืดหยุ่นและเปราะบาง
- น้ำหนักตัว: พุงที่ยื่นออกมาจะดึงจุดศูนย์ถ่วงไปข้างหน้า ทำให้เอ็นส่วนนี้ต้องรับภาระหนักขึ้น
- พฤติกรรม: การนั่งขัดสมาธิ นั่งพับเพียบ หรือวิ่งโดยไม่ได้ยืดเหยียดกล้ามเนื้อต้นขาด้านหลัง (Hamstring) ให้ดีพอ
แนวทางการรักษา: หายได้ไม่ต้องผ่าตัด
ข่าวดีที่สุดคือ โรคเอ็นตีนเป็ดอักเสบ รักษาให้หายขาดได้ง่ายกว่าข้อเข่าเสื่อมมาก และแทบไม่ต้องผ่าตัดเลยครับ
1. ปรับพฤติกรรม (สำคัญที่สุด)
- ท่านอน: หากชอบนอนตะแคง ให้หา "หมอนข้าง" มาคั่นระหว่างเข่า เพื่อไม่ให้เข่าด้านบนกดทับจุดอักเสบที่เข่าด้านล่าง
- ท่านั่ง: งดการนั่งขัดสมาธิ พับเพียบ หรือนั่งยองๆ เด็ดขาด เพราะท่าเหล่านี้จะดึงรั้งเอ็นตีนเป็ดให้ตึงเครียด
- การเดิน: หลีกเลี่ยงการเดินขึ้นลงบันไดบ่อยๆ หรือเดินบนพื้นลาดเอียงในช่วงที่ปวด
2. การใช้ยา
- ยาต้านการอักเสบ (NSAIDs) ช่วยลดอาการปวดบวมได้ดีในช่วงแรก (แต่ต้องระวังโรคกระเพาะและไตในผู้สูงอายุ)
- ยาทาหรือแผ่นแปะลดปวด ช่วยบรรเทาอาการได้ระดับหนึ่ง
3. การฉีดยา (เห็นผลไว)
- ในรายที่ปวดมาก กินยาไม่หาย หรือนอนไม่ได้ หมออาจพิจารณา ฉีดยาสเตียรอยด์เฉพาะจุด (ร่วมกับยาชา) เข้าไปที่รอบๆ ถุงน้ำ (ไม่ใช่ฉีดเข้าข้อเข่านะครับ)
- วิธีนี้มักจะเห็นผลลดปวดได้ชัดเจนภายใน 1-2 วัน และถ้าดูแลตัวเองดีๆ ก็อาจจะไม่กลับมาเป็นอีกเลย
4. กายภาพบำบัดและบริหาร
- การทำอัลตราซาวด์ลดปวด หรือเลเซอร์
- ท่าบริหาร: หัวใจสำคัญคือการ "ยืดกล้ามเนื้อต้นขาด้านหลัง" (Hamstring Stretch) เพราะกล้ามเนื้อมัดนี้เป็นต้นตอของเอ็นตีนเป็ด ถ้ากล้ามเนื้อคลายตัว แรงดึงที่จุดเกาะก็จะลดลง อาการปวดก็จะหายไปครับ
พยากรณ์โรค: จะหายขาดไหม?
- เอ็นตีนเป็ดอักเสบ: พยากรณ์โรคดีมากครับ รักษาถูกวิธีส่วนใหญ่หายภายใน 2-6 สัปดาห์
- ข้อเข่าเสื่อม: เป็นโรคเรื้อรังที่ต้องดูแลระยะยาว แต่ถ้าเรารักษาอาการปวดจากเอ็นตีนเป็ดได้จนหายดีแล้ว คนไข้จะกลับมาเดินได้คล่องขึ้น ออกกำลังกายได้ และชะลอความเสื่อมของข้อเข่าได้ครับ
สรุป
คุณผู้หญิงวัย 50+ ที่กำลังกลัวว่าตัวเองจะต้องผ่าเข่า ลองสังเกตตัวเองดีๆ อีกครั้งนะครับ ถ้าปวดที่ "ด้านในหน้าแข้ง" กดเจ็บจี๊ดๆ และปวดตอนนอนตะแคง... ท่านอาจจะเป็นแค่ "โรคเอ็นตีนเป็ดอักเสบ" ที่รักษาหายได้ง่ายๆ ก็ได้
อย่าเพิ่งรีบถอดใจ หรือทนเจ็บจนเดินไม่ไหว การวินิจฉัยที่ถูกต้อง คือกระดุมเม็ดแรกที่จะพาเรากลับไปมีความสุขกับการเดินได้อีกครั้งครับ
ดูแล "ตีนเป็ด" ให้ดี แล้ว "เข่า" จะพาเราไปเที่ยวได้อีกนานครับ
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ จังหวัดเชียงใหม่ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666
#หมอเก่งกระดูกและข้อ #ปวดเข่าด้านใน #เอ็นตีนเป็ดอักเสบ #PesAnserineBursitis #เข่าเสื่อม #ผู้หญิงวัยทอง #ปวดเข่าผู้สูงอายุ #กายภาพบำบัด #ไม่ต้องผ่าตัด #สุขภาพผู้หญิง
References:
- Rennie WJ, Saifuddin A. Pes anserine bursitis: incidence in symptomatic knees and clinical presentation. Skeletal Radiol. 2005;34(7):395-8.
- Helfenstein M Jr, Kuromoto J. Anserine syndrome. Rev Bras Reumatol. 2010;50(3):313-27.
- Alvarez-Nemegyei J. Risk factors for pes anserinus tendinitis/bursitis syndrome: a case control study. J Clin Rheumatol. 2007;13(2):63-5.
- Uson J, Aguado P, Bernad M, Mayordomo L, Naredo E, Balsa A, et al. Pes anserinus tendino-bursitis: what are we talking about? Scand J Rheumatol. 2000;29(3):184-6.
- American Academy of Orthopaedic Surgeons (AAOS). Pes Anserine (Knee Tendon) Bursitis.
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น