ทำไมน้ำหนักแค่ 1 กิโลฯ ถึงเพิ่มแรงกดที่เข่าได้มหาศาล? และทำไมคนอ้วนถึงเสี่ยงเข่าเสื่อมกว่าคนผอมถึง 4 เท่า?
เป็นคำถามที่เจาะลึกและดีมากครับ! หมอเก่งชอบมากที่คนไข้อยากรู้ถึง "กลไก" (Mechanism) เพราะเมื่อเราเข้าใจเหตุผล เราจะมีกำลังใจในการลดน้ำหนักมากขึ้นครับ
หมอขออธิบายแยกเป็น 2 ประเด็นหลัก พร้อมหลักฐานอ้างอิง ดังนี้ครับ
1. ไขปริศนา: ทำไมหนักขึ้น 1 กก. = เข่ารับกรรม 4 กก.?
(The Biomechanics of Joint Loading)
หลายคนสงสัยว่า "ถ้าฉันถือถุงทราย 1 กิโลฯ เข่าก็ต้องรับน้ำหนักเพิ่ม 1 กิโลฯ สิ ทำไมกลายเป็น 4?"
คำตอบคือ: เพราะ "เข่าไม่ใช่ตาชั่ง แต่เข่าคือจุดหมุนของคานงัด" ครับ
เวลาเรายืนเฉยๆ น้ำหนักลงเข่าเท่ากับตัวเราจริงครับ แต่เวลาเรา "เดิน" จะเกิดแรงกระทำ 2 อย่างพร้อมกัน:
- แรงกระแทกจากพื้น (Ground Reaction Force): จังหวะส้นเท้ากระแทกพื้น
- แรงหดตัวของกล้ามเนื้อ (Muscle Contraction): อันนี้สำคัญสุดครับ! เพื่อไม่ให้เราล้มเวลาเดินขาเดียว กล้ามเนื้อต้นขา (Quadriceps) ต้องเกร็งตัวอย่างมหาศาลเพื่อดึงรั้งกระดูกหน้าแข้งไว้
ภาพเปรียบเทียบ: นึกภาพ "ที่หนีบถั่ว" (Nutcracker) ครับ
- ถั่ว คือ หมอนรองกระดูกเข่า
- มือเราที่บีบ คือ กล้ามเนื้อต้นขา
- ยิ่งเราตัวหนัก กล้ามเนื้อต้องยิ่ง "บีบแรงขึ้น" หลายเท่าเพื่อพยุงตัวไม่ให้ล้ม แรงบีบที่จุดหมุน (เข่า) จึงทวีคูณขึ้นไป 3-5 เท่าของน้ำหนักตัวนั่นเองครับ
2. เจาะลึก: ทำไมความเสี่ยงถึงพุ่งสูงเป็น 4 เท่า? (ไม่ใช่แค่เรื่องน้ำหนัก!)
(Pathophysiology of Obesity and Osteoarthritis)
ทำไมตัวเลขถึงสูงขนาดนั้น? คำตอบคือ ความอ้วนโจมตีเข่าเราด้วย "2 กองทัพ" พร้อมกันครับ
กองทัพที่ 1: การโจมตีทางกลศาสตร์ (Mechanical Load)
เหมือนยางรถยนต์ที่บรรทุกของหนักเกินพิกัดตลอดเวลา ทำให้ผิวกระดูกอ่อนสึกหรอเร็วกว่าปกติ เกิดรอยร้าวเล็กๆ (Micro-damage) สะสมทุกวันจนร่างกายซ่อมไม่ทัน
กองทัพที่ 2: การโจมตีทางเคมี (Metabolic Factors) <-- นี่คือตัวร้ายที่คนไม่ค่อยรู้
ไขมันในร่างกาย (Adipose tissue) ไม่ใช่แค่ก้อนพลังงานสำรองที่แปะอยู่เฉยๆ ครับ แต่มันทำหน้าที่เหมือน "ต่อมไร้ท่อ" ที่ผลิตสารเคมีออกมา
- เซลล์ไขมันจะปล่อย สารก่อการอักเสบ (Pro-inflammatory Adipokines) เช่น Leptin, Resistin และ Cytokines
- สารพวกนี้จะซึมเข้าสู่กระแสเลือด แล้วเดินทางไปที่ข้อเข่า ไปสั่งให้เซลล์กระดูกอ่อนทำลายตัวเอง และยับยั้งการสร้างกระดูกใหม่
- นี่คือเหตุผลว่าทำไมคนอ้วนบางคน ถึงปวดข้อนิ้วมือด้วย (ทั้งที่นิ้วมือไม่ได้รับน้ำหนัก) เพราะสารอักเสบมันวิ่งไปทั่วร่างกายนั่นเอง
สรุปสมการความเสื่อม:
แรงกดมหาศาล (Mechanical) + สารเคมีกัดกร่อนกระดูก (Inflammation) = ความพังพินาศระดับคูณ 4
References (อ้างอิงทางวิชาการ)
- **Messier SP, et al. Weight loss reduces knee-joint loads in overweight and obese older adults with knee osteoarthritis.**Arthritis Rheum. 2005;52(7):2026-2032. สรุป: งานวิจัยระดับตำนานที่พิสูจน์ด้วยการวัดแรงทางชีวกลศาสตร์ พบว่าการลดน้ำหนัก 1 ปอนด์ ช่วยลดแรงกดที่เข่าได้ถึง 4 ปอนด์ (หรือลดน้ำหนัก 1 กก. ลดแรงกดได้ประมาณ 4 กก.) นี่คือที่มาของตัวเลข 1:4 ครับ
- **Anderson JJ, Felson DT. Factors associated with osteoarthritis of the knee in the first national Health and Nutrition Examination Survey (HANES I).**Am J Epidemiol. 1988;128(1):179-89. สรุป: การศึกษาทางระบาดวิทยาขนาดใหญ่ที่พบว่า ผู้ที่มีภาวะอ้วน (Obese) มีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคข้อเข่าเสื่อมสูงกว่าผู้ที่มีน้ำหนักปกติประมาณ 4 เท่า (บางการศึกษาพบว่าในผู้หญิงอาจสูงถึง 5-7 เท่า)
- **Berenbaum F, et al. Osteoarthritis, inflammation and obesity.**Curr Opin Rheumatol. 2013;25(1):114-118. สรุป: บทความทบทวนที่อธิบายกลไก "Metabolic Osteoarthritis" ว่าความอ้วนทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังทั่วร่างกาย (Low-grade inflammation) ซึ่งเป็นตัวเร่งให้กระดูกอ่อนถูกทำลายเร็วขึ้น นอกเหนือจากแค่เรื่องน้ำหนักกดทับ
- **Silverwood V, et al. Current evidence on risk factors for knee osteoarthritis in older adults: a systematic review and meta-analysis.**Osteoarthritis Cartilage. 2015;23(4):507-515. สรุป: การรวบรวมงานวิจัยทั่วโลกมายืนยันอีกครั้งว่า "โรคอ้วน" คือปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุด (Main modifiable risk factor) ในการเกิดข้อเข่าเสื่อม มากกว่าปัจจัยอื่นๆ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น