ทำไมผู้หญิงวัย 40+ ถึงปวด “หน้าเข่า” เวลาลงบันได? ทั้งที่ยังเดินพื้นราบได้ปกติ? (คำตอบอาจไม่ใช่ข้อเข่าเสื่อมแบบที่คุณคิด)
เรื่องของคุณน้อย สาววัย 45 กับเสียงกรอบแกรบในเข่า
“หมอคะ เข่าหนูเป็นอะไรไม่รู้ เดินพื้นราบก็ปกติดี เดินช้อปปิ้งได้เป็นชั่วโมง แต่พอก้าวลงบันได หรือนั่งประชุมนานๆ แล้วจะลุกขึ้น มันปวดแปล๊บที่หน้าหัวเข่า เหมือนมีอะไรขัดๆ อยู่ข้างใน แถมบางทีมีเสียงดังกร๊อบ! เหมือนกระดูกลั่นด้วยค่ะ”
นี่คือคำบอกเล่าของ “คุณน้อย” (นามสมมติ) หญิงวัย 45 ปี พนักงานบัญชีที่รักการออกกำลังกายด้วยการเต้นแอโรบิก คุณน้อยกังวลมากว่าตัวเองจะเป็น “ข้อเข่าเสื่อม” จนต้องผ่าตัดเปลี่ยนเข่าหรือเปล่า เพราะเริ่มรู้สึกว่าคุณภาพชีวิตเสียไป จะไปเที่ยวไหนที่มีบันไดก็เริ่มกลัว
พอหมอตรวจร่างกายและซักประวัติอย่างละเอียด ก็พบว่าจริงๆ แล้วคุณน้อยไม่ได้เป็นโรคข้อเข่าเสื่อมแบบที่กระดูกทรุดตัวจนขาโก่ง (Osteoarthritis) ที่เรามักเห็นในผู้สูงอายุมากๆ แต่คุณน้อยกำลังเผชิญกับภาวะที่เรียกว่า “ข้อสะบ้าเสื่อม” (Patellofemoral Arthritis) ซึ่งเป็นภัยเงียบที่พบบ่อยมากในผู้หญิงวัยทำงานจนถึงวัยกลางคนครับ
ความจริงที่หลายคนเข้าใจผิด
หลายคนพอปวดเข่า ก็เหมาว่าเป็น “โรคข้อเข่าเสื่อม” ไปซะหมด แล้วก็พาลจิตตก กลัวต้องผ่าตัด
แต่ความจริงแล้ว “เข่า” ของเราไม่ได้มีแค่ข้อต่อเดียวครับ มันมีห้องหลักๆ คือห้องรับน้ำหนัก (ระหว่างกระดูกต้นขากับหน้าแข้ง) และ “ห้องหน้า” (ข้อต่อระหว่างลูกสะบ้ากับกระดูกต้นขา)
อาการของคุณน้อย และผู้หญิงวัย 40+ จำนวนมาก เกิดจาก “ผิวกระดูกอ่อนหลังลูกสะบ้า” มันเริ่มไม่เรียบ เริ่มนิ่ม หรือเริ่มสึกหรอครับ ไม่ใช่เข่าเสื่อมทั้งข้อ เปรียบเทียบง่ายๆ คือ “รางรถไฟ (ร่องกระดูก) กับล้อรถไฟ (ลูกสะบ้า) มันเริ่มสึก หรือวิ่งไม่ตรงราง” ทำให้เกิดการเสียดสีทุกครั้งที่งอเข่านั่นเองครับ
เจาะลึก: ทำไมต้องเป็น “ผู้หญิงวัยกลางคน”? (Pathogenesis)
ทำไมโรคนี้ถึงรักผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย? เรื่องนี้มีคำอธิบายทางสรีรวิทยาครับ
- สะโพกผาย (Wider Pelvis): ธรรมชาติสร้างสรีระผู้หญิงให้มีสะโพกผายกว่าผู้ชาย เพื่อรองรับการตั้งครรภ์ สิ่งนี้ทำให้มุมองศาของกระดูกต้นขาที่วิ่งลงมาหาหัวเข่า (Q-angle) มีความเฉียงมากกว่าผู้ชาย แรงดึงของกล้ามเนื้อหน้าขาจึงมีแนวโน้มที่จะดึงลูกสะบ้าให้ “แฉลบ” ออกไปทางด้านนอกมากกว่าปกติ เกิดการเสียดสีที่รุนแรงขึ้นสะสมเป็นเวลานาน
- กล้ามเนื้อไม่สมดุล (Muscle Imbalance): ในชีวิตประจำวัน หรือการออกกำลังกายบางประเภท เรามักจะใช้กล้ามเนื้อต้นขาด้านนอกมากกว่าด้านใน ทำให้กล้ามเนื้อด้านนอกตึงและดึงลูกสะบ้าให้เบี้ยว ส่วนกล้ามเนื้อด้านในที่คอยดึงกลับกลับอ่อนแอ
- ความเสื่อมตามวัย (Degeneration): เมื่ออายุเข้าเลข 4 ผิวกระดูกอ่อนที่เคยลื่นเหมือนเจลลี่เคลือบไว้ จะเริ่มแห้ง แตก หรือขรุขระ เหมือนถนนลาดยางที่เป็นหลุมบ่อ เมื่อมีการเสียดสี จึงเกิดอาการปวดและเสียงดัง
- รองเท้าส้นสูงและท่านั่ง: การใส่ส้นสูงนานๆ หรือการนั่งงอเข่าเกิน 90 องศา (เช่น นั่งขัดสมาธิ พับเพียบ หรือนั่งยองๆ ซักผ้า) จะเพิ่มแรงกดหลังลูกสะบ้าอย่างมหาศาล ยิ่งกด ยิ่งเสียดสี ยิ่งสึกไวครับ
อาการสัญญาณเตือน: เช็คซิ คุณเข้าข่ายไหม?
ลองสังเกตตัวเองดูนะครับ ว่ามีอาการเหล่านี้หรือไม่:
- ปวดเฉพาะจุด: มักปวดบริเวณ “หน้าหัวเข่า” หรือ “รอบๆ ลูกสะบ้า” บางคนบอกไม่ถูกว่าปวดตรงไหน รู้แค่ว่าปวดลึกๆ ข้างในหน้าเข่า
- Theater Sign (อาการโรงหนัง): อันนี้คลาสสิกมากครับ คือนั่งเก้าอี้ทำงานนานๆ หรือนั่งดูหนังในโรงนานๆ พอจะลุกขึ้นปุ๊บ จะปวดขัดที่หน้าเข่าทันที ต้องยืนนิ่งๆ สักพัก หรือขยับขาหน่อยถึงจะเดินต่อได้
- กลัวบันได: เดินพื้นราบได้สบายมาก แต่พอเจอ “บันไดลง” หรือ “ทางลาดลง” จะเจ็บจี๊ดขึ้นมาทันที (ตอนขึ้นบันไดยังพอทน แต่ตอนลงจะทรมานกว่า เพราะแรงกดที่ลูกสะบ้าสูงกว่าตอนขึ้น)
- เสียงในเข่า: รู้สึกเหมือนมีทรายอยู่ในเข่า หรือได้ยินเสียง “กรอบแกรบ” เวลาลุกนั่ง
- เข่าบวม: ในวันที่ใช้งานหนักๆ อาจมีอาการบวมตึงๆ ที่หน้าเข่า
การตรวจวินิจฉัย: หมอรู้อาการนี้ได้อย่างไร?
เมื่อมาหาหมอกระดูกและข้อ หมอจะทำสิ่งเหล่านี้เพื่อให้แน่ใจครับ:
- ซักประวัติ: ถามลักษณะการปวด กิจกรรมที่ทำประจำ และประวัติการบาดเจ็บในอดีต
- ตรวจร่างกาย (Physical Exam):
- Patellar Grind Test: หมอจะลองขยับลูกสะบ้าและกดเบาๆ ขณะที่คุณเกร็งขา ถ้าเจ็บหรือมีเสียงครืดคราด แสดงว่าผิวกระดูกอ่อนมีปัญหา
- ดูแนวขา: ดูว่าขาโก่ง หรือเข่าชิดกันมากเกินไปไหม (Knock knees)
- ตรวจกล้ามเนื้อ: เช็คความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหน้าขา (Quadriceps) ว่าฝ่อลีบหรือไม่
- เอกซเรย์ (X-ray):
- หมอจะส่งเอกซเรย์ท่าพิเศษที่เรียกว่า Skyline view (ท่าที่ถ่ายให้เห็นร่องลูกสะบ้าโดยเฉพาะ) ท่านี้จะบอกได้ชัดเจนเลยว่า ลูกสะบ้าเอียงไหม ช่องว่างระหว่างกระดูกแคบลงหรือยัง หรือมีหินปูนเกาะที่ขอบลูกสะบ้าหรือไม่
- ท่าปกติ (ยืน) เพื่อดูว่าข้อเข่าหลักเสื่อมด้วยหรือไม่
- MRI (เฉพาะบางราย): ถ้าอาการไม่ชัดเจน หรือสงสัยว่ามีหมอนรองกระดูกฉีกขาดร่วมด้วย อาจจะต้องทำ MRI แต่ส่วนใหญ่แค่ X-ray ก็เพียงพอต่อการวินิจฉัยแล้วครับ
แนวทางการรักษา: ไม่ต้องผ่าตัด ถ้าจัดการถูกวิธี
ข่าวดีคือ โรคข้อสะบ้าเสื่อมส่วนใหญ่ “ไม่ต้องผ่าตัด” ครับ เราสามารถคุมอาการและกลับมาใช้ชีวิตได้ปกติด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการออกกำลังกายเป็นหลัก
1. ปรับพฤติกรรม (Lifestyle Modification)
- เลี่ยงท่างอเข่า: ลดการนั่งยองๆ นั่งพับเพียบ นั่งขัดสมาธิ หรือการขึ้นลงบันไดโดยไม่จำเป็น
- นั่งทำงานให้ถูก: ปรับเก้าอี้ให้สูงพอที่เข่าจะงอประมาณ 90 องศา หรือเหยียดออกเล็กน้อย ไม่ดึงเท้าเข้ามาใต้เก้าอี้มากเกินไป และควรลุกเดินยืดเส้นสายทุก 1 ชั่วโมง
- เลือกรองเท้า: รองเท้าควรนุ่ม รองรับแรงกระแทก และหลีกเลี่ยงส้นสูงถ้าต้องเดินเยอะๆ
2. ยาบรรเทาอาการ (Medication)
- ในช่วงที่ปวดอักเสบมาก หมออาจให้ยาแก้ปวดลดอักเสบ (NSAIDs) เพื่อลดอาการบวมแดงร้อนในระยะสั้นๆ
- ยาบำรุงข้อ (Glucosamine / Diacerein): อาจช่วยชะลอความเสื่อมในบางราย แต่ผลลัพธ์แตกต่างกันไปในแต่ละคน ไม่ใช่ยาเทวดาที่กินแล้วหายขาดทันทีนะครับ ต้องใช้ควบคู่กับการกายภาพ
3. การกายภาพบำบัดและออกกำลังกาย (หัวใจสำคัญ!) นี่คือ "ยาขนานเอก" ที่ดีที่สุดครับ เป้าหมายคือ สร้างกล้ามเนื้อหน้าขาด้านใน (VMO) ให้แข็งแรง เพื่อทำหน้าที่เป็น "เชือก" ดึงลูกสะบ้าให้กลับมาวิ่งตรงราง
- ท่านอนยกขา (Straight Leg Raise): นอนหงาย เหยียดขาตรง เกร็งหน้าขา กระดกปลายเท้าขึ้น แล้วยกขาขึ้นสูงประมาณ 1 ฟุต ค้างไว้ 10 วินาที แล้ววางลง ทำข้างละ 20 ครั้ง วันละ 3-4 รอบ ท่านี้ปลอดภัยต่อเข่าที่สุดครับ
- ยืดกล้ามเนื้อ: ยืดกล้ามเนื้อต้นขาด้านนอกและเส้นเอ็นข้างขา (IT Band) ที่ตึงรั้ง เพื่อลดแรงดึงลูกสะบ้าให้เบี้ยว
4. การฉีดยา
- ฉีดน้ำเลี้ยงข้อเทียม (Hyaluronic Acid): เหมือนการเติมจาระบีเข้าไปในข้อ ช่วยลดแรงเสียดทาน ทำให้เข่าลื่นขึ้น เหมาะสำหรับคนที่เป็นระยะเริ่มต้นถึงปานกลาง
- ฉีดสเตียรอยด์: ใช้เฉพาะกรณีที่มีการอักเสบรุนแรงจริงๆ และบวมมาก ไม่ควรฉีดบ่อยเพราะอาจทำให้กระดูกอ่อนเสียสภาพได้
5. การผ่าตัด (Surgery)
- จะพิจารณาก็ต่อเมื่อรักษาด้วยวิธีอื่นมา 6 เดือนแล้วไม่ดีขึ้น หรือมีโครงสร้างผิดปกติมาก เช่น ลูกสะบ้าหลุดบ่อย
- การผ่าตัดอาจเป็นการส่องกล้องเข้าไปแต่งผิวข้อให้เรียบ (Arthroscopic debridement) หรือผ่าตัดจัดแนวลูกสะบ้าใหม่ (Realignment)
พยากรณ์โรค: จะหายขาดไหม? ต้องดูแลตลอดชีวิตหรือเปล่า?
คำถามยอดฮิตคือ "หมอคะ มันจะหายขาดไหม?"
ต้องเรียนตามตรงว่า ความเสื่อมของกระดูกอ่อน (Cartilage) เมื่อเป็นแล้ว ร่างกายซ่อมแซมกลับมาให้เหมือนผิวเด็ก 100% ได้ยากครับ แต่! เราสามารถ "หยุดอาการปวด" และ "ชะลอความเสื่อม" ไม่ให้เป็นมากขึ้นได้
- ถ้าคุณมีวินัย: ออกกำลังกายบริหารหน้าขาสม่ำเสมอ คุมน้ำหนักตัว อาการปวดมักจะหายไปจนแทบไม่รู้สึก สามารถกลับไปใช้ชีวิต ไปเที่ยว เดินห้างได้ปกติ
- ถ้าปล่อยทิ้งไว้: หากไม่ดูแล ผิวข้อจะสึกมากขึ้นเรื่อยๆ จนลามไปถึงข้อเข่าหลัก กลายเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมเต็มรูปแบบ ซึ่งตอนนั้นการรักษาก็จะยากและซับซ้อนขึ้น
ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องระวัง
หากปล่อยให้ปวดเรื้อรังโดยไม่รักษา:
- กล้ามเนื้อขาฝ่อลีบ: เพราะพอเจ็บ เราก็ไม่อยากใช้ขาข้างนั้น กล้ามเนื้อก็ยิ่งอ่อนแอ เข่าก็ยิ่งรับภาระหนัก เป็นวงจรอุบาทว์
- เข่าทรุด/ขาโก่ง: เมื่อโครงสร้างรับน้ำหนักเสียไป แนวขาอาจผิดรูป
- ล้มง่าย: ความเจ็บปวดและความไม่มั่นคงของเข่าในผู้สูงอายุ เพิ่มความเสี่ยงต่อการหกล้ม กระดูกสะโพกหักตามมาได้
สรุป
อาการปวดหน้าเข่าในผู้หญิงวัยกลางคน ส่วนใหญ่ไม่ใช่จุดจบที่ต้องผ่าตัด แต่มันคือ "สัญญาณเตือนจากร่างกาย" ที่บอกว่า "กล้ามเนื้อฉันไม่ไหวแล้วนะ ช่วยสร้างความแข็งแรงให้หน่อย" หรือ "เลิกนั่งพับเพียบนานๆ ได้แล้วนะ"
แค่คุณเข้าใจกลไก ปรับพฤติกรรม และเริ่มบริหารกล้ามเนื้อหน้าขาตั้งแต่วันนี้ คุณก็สามารถมีเข่าที่แข็งแรงไว้พาคุณไปเที่ยวรอบโลกได้อีกนานครับ
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666
#ปวดเข่า #ข้อสะบ้าเสื่อม #ผู้หญิงปวดเข่า #ปวดเข่าลงบันได #หมอเก่งกระดูกและข้อ #เข่าลั่น #บริหารเข่า #PatellofemoralArthritis
References
- American Academy of Orthopaedic Surgeons (AAOS). Patellofemoral Arthritis. OrthoInfo. [Internet]. 2024 [cited 2025 Jul 18]. (ข้อมูลภาพรวมเกี่ยวกับโรคข้อสะบ้าเสื่อม อาการ และแนวทางการรักษาจากสมาคมศัลยแพทย์กระดูกและข้ออเมริกา)
- Crossley KM, et al. 2016 Patellofemoral pain consensus statement from the 4th International Patellofemoral Pain Research Retreat, Manchester. Part 1: Terminology, definitions, clinical examination, natural history, patellofemoral osteoarthritis and patient-reported outcome measures. Br J Sports Med. 2016;50(14):839-843. (ข้อตกลงร่วมระดับนานาชาติเกี่ยวกับคำจำกัดความ การตรวจร่างกาย และประวัติธรรมชาติของโรคปวดหน้าเข่าและข้อสะบ้าเสื่อม)
- Hart HF, et al. The relationship between radiographic and MRI-defined patellofemoral osteoarthritis and pain: a systematic review. Osteoarthritis Cartilage. 2016;24(10):1679-1689. (การทบทวนวรรณกรรมเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างภาพถ่ายรังสี/MRI กับอาการปวดในโรคข้อสะบ้าเสื่อม)
- Wyndow N, Collins N, Vicenzino B, Tucker K, Crossley K. Is there a biomechanical link between patellofemoral pain and osteoarthritis? A narrative review. Sports Med. 2016;46(12):1797-1808. (บทความทบทวนความเชื่อมโยงทางชีวกลศาสตร์ระหว่างอาการปวดหน้าเข่าในคนอายุน้อยและการพัฒนาไปสู่ข้อเสื่อมในอนาคต)
- Mayo Clinic. Patellofemoral pain syndrome - Symptoms and causes. [Internet]. 2024 [cited 2025 Jul 18]. (ข้อมูลอาการและสาเหตุของกลุ่มอาการปวดหน้าเข่า ซึ่งเป็นระยะก่อนหน้าของข้อสะบ้าเสื่อม)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น