วันศุกร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

PRP รักษาโรคข้อเข่าเสื่อม ได้ผลจริงไหม? เหมาะกับใคร และไม่เหมาะกับใคร

​

PRP รักษาโรคข้อเข่าเสื่อม ได้ผลจริงไหม? เหมาะกับใคร และไม่เหมาะกับใคร

ช่วงหลังมีคลินิกหลายแห่ง—includingในจังหวัดขอนแก่นและต่างจังหวัด—โปรโมตการรักษาเข่าเสื่อมด้วยการ “ดูดเลือดไปปั่นเอาเกล็ดเลือดเข้มข้น (PRP: Platelet-Rich Plasma) แล้วฉีดกลับเข้าเข่า” ทำให้หลายคนสงสัยว่า ได้ผลจริงไหม ปลอดภัยหรือไม่ และควรทำในเคสแบบใด?

หมอเขียนบทความนี้เพื่ออธิบายแบบเข้าใจง่าย ไม่โฆษณา และอิงตามหลักการแพทย์ปัจจุบัน เพื่อให้คุณตัดสินใจได้อย่างถูกต้องครับ


PRP คือการรักษาอะไร?

PRP (Platelet-Rich Plasma) คือการนำเลือดของผู้ป่วยเองมาปั่นแยกให้ได้ชั้นของ “เกล็ดเลือดเข้มข้น” ซึ่งมีปัจจัยการเจริญเติบโต (growth factors) หลายชนิดที่เกี่ยวข้องกับการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ จากนั้นฉีดกลับเข้าไปในข้อเข่า เพื่อหวังผลลดอักเสบและกระตุ้นการฟื้นฟูเนื้อเยื่อรอบข้อ

ข้อสังเกตสำคัญ:

  • PRP ไม่ได้สร้างกระดูกอ่อนข้อใหม่แบบเต็มรูปแบบ (ไม่ใช่สเต็มเซลล์)

  • เป็นการรักษาแบบ “ลดอักเสบ–ลดปวด” เป็นหลัก

  • ถือเป็นหัตถการทางการแพทย์ ต้องทำโดยแพทย์ในห้องปลอดเชื้อ


PRP ทำงานอย่างไรในข้อเข่าเสื่อม?

ในข้อเข่าเสื่อม ผิวกระดูกอ่อนบางลง มีสารอักเสบสูงขึ้น และของเหลวในข้อเสื่อมคุณภาพลง PRP ถูกนำมาใช้เพราะมีความสามารถในการ:

  • ลดสารอักเสบในข้อเข่า

  • กระตุ้นการสมานเนื้อเยื่อรอบข้อ เช่น เอ็น–เยื่อบุข้อ

  • ช่วยให้ของเหลวในข้อทำงานดีขึ้น

  • ลดอาการปวดเรื้อรังจากข้อเสื่อมระยะแรก–กลาง

ผลที่คนไข้รู้สึกคือ ปวดลดลง เดินง่ายขึ้น เข่าตึงน้อยลง


ผลการรักษาจริงจากงานวิจัย

จากงานวิจัยระหว่างประเทศจำนวนมาก พบว่า:

✔ ได้ผลดีใน

  • ข้อเข่าเสื่อมระยะแรก–ปานกลาง (Kellgren-Lawrence grade 1–2)

  • ผู้ที่ยังมี “ช่องข้อ” เหลืออยู่ ไม่แคบจนติดกัน

  • ผู้ที่ไม่มีการอักเสบมากหรือเข่าบวมเรื้อรัง

  • ผู้ที่อายุน้อยกว่า 65 ปี และยังใช้งานข้อเข่าไม่หนักเกินไป

✔ ผลลัพธ์ที่พบโดยทั่วไป

  • ปวดลดลง 30–70%

  • เดิน–ยืนได้นานขึ้น

  • ผลลัพธ์อยู่ได้นานประมาณ 6–12 เดือน

  • บางรายฉีดปีละ 1–2 ครั้งร่วมกับการกายภาพได้ผลดี

❌ ไม่ใช่การรักษาที่ “ทำครั้งเดียวหายขาด”

ข้อเข่าเสื่อมเป็นโรคเรื้อรัง ไม่มีวิธีใดทำให้กระดูกอ่อนกลับมาเหมือนเดิม 100% การฉีด PRP จึงช่วย “ควบคุมอาการ” มากกว่า “รักษาให้หายขาด”


เคสที่เหมาะกับการทำ PRP

เลือกอย่างเหมาะสม สำเร็จสูงขึ้นมาก

เหมาะกับ:

  • อายุ 30–65 ปี มีข้อเข่าเสื่อมระดับ 1–2

  • ปวดเข่าเรื้อรังจากการใช้งาน แต่ยังไม่ถึงขั้นผ่าตัด

  • ผู้ที่ไม่ต้องการฉีดสเตียรอยด์ หรือฉีดแล้วไม่ค่อยได้ผล

  • ผู้ที่ควบคุมน้ำหนักได้ดีและออกกำลังกายสม่ำเสมอ

  • เข่าไม่บวมแดงร้อนรุนแรง


เคสที่ “ไม่เหมาะ” หรือควรระวัง

❌ ไม่ควรทำ PRP ถ้า:

  • ข้อเข่าเสื่อมรุนแรง (ช่องข้อแคบมากหรือกระดูกชนกันแล้ว: Grade 3–4)

  • มีข้อผิดรูป เช่น เข่าโก่งมาก–เข่าชนมาก (varus/valgus deformity)

  • มีการติดเชื้อในข้อเข่า

  • เข่าบวมมากเพราะข้ออักเสบชนิดเฉียบพลัน

  • เป็นรูมาตอยด์หรือข้ออักเสบออโตอิมมูนระยะกำเริบ (ต้องควบคุมโรคก่อน)

  • ผู้สูงอายุที่ต้องการผลลัพธ์ที่ชัดเจน (อาจไม่เห็นผลเท่าที่คาด)

  • ผู้ที่รับประทานยาต้านเกล็ดเลือดบางชนิด (ต้องประเมินโดยแพทย์)

ในเคสเหล่านี้ PRP มักไม่ได้ผล หรือผลน้อยมาก และสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น


ขั้นตอนการทำ PRP โดยสรุป

  1. ดูดเลือด 10–30 ml โดยใช้หลอดปลอดเชื้อเฉพาะของ PRP

  2. ปั่นเลือดด้วยเครื่องเฉพาะจนได้ชั้นเกล็ดเลือดเข้มข้น

  3. ฉีดเข้าไปบริเวณข้อเข่า โดยใช้ Ultrasound นำทางเพื่อความแม่นยำ

  4. พัก 10–15 นาที และกลับบ้านได้

ไม่ต้องนอนโรงพยาบาล เจ็บเล็กน้อยเหมือนฉีดยาเข้าข้อทั่วไป


ข้อดีของ PRP

  • ใช้เลือดตัวเอง ปลอดภัย ไม่แพ้

  • ลดปวดได้ดี โดยเฉพาะผู้ที่ไม่โอเคกับสเตียรอยด์

  • ไม่ทำลายกระดูกอ่อน

  • ฟื้นตัวเร็ว ไม่มีแผลผ่าตัด


ข้อควรระวังและข้อจำกัด

  • อาจปวดตึง 1–3 วันแรกหลังฉีด

  • ต้องหลีกเลี่ยง NSAIDs เช่น Ibuprofen, Diclofenac 7–10 วันหลังทำ

  • ผลลัพธ์ขึ้นกับคุณภาพ PRP และเทคนิคการฉีด

  • ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง


สรุป: PRP รักษาข้อเข่าเสื่อมได้จริงหรือไม่?

ได้ผลจริงในบางกลุ่มผู้ป่วย โดยเฉพาะข้อเข่าเสื่อมระยะแรกถึงปานกลาง ช่วยลดปวด ลดการอักเสบ และเพิ่มการใช้งานข้อได้ดีในหลายราย แต่ ไม่ใช่ยาวิเศษที่รักษาให้หายขาด และ ไม่เหมาะกับทุกคน

ถ้าข้อเข่าเสื่อมรุนแรงจนกระดูกชนกันแล้ว การฉีด PRP มักไม่ได้ผล และควรพิจารณาแนวทางอื่น เช่น ฉีดสารหล่อลื่น, กายภาพเฉพาะทาง หรือการผ่าตัดแก้ไขถ้าจำเป็น


บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์
สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่
ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง)
ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ
📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#PRP #ข้อเข่าเสื่อม #เข่าเสื่อม #ฉีดเข่า #หมอเก่ง #กายภาพเข่า #สุขภาพเข่า

PRP รักษาโรคข้อเข่าเสื่อม ได้ผลจริงไหม? เหมาะกับใคร และไม่เหมาะกับใคร

​


PRP รักษาโรคข้อเข่าเสื่อม ได้ผลจริงไหม? เหมาะกับใคร และไม่เหมาะกับใคร

ช่วงหลังมีคลินิกหลายแห่ง—includingในจังหวัดขอนแก่นและต่างจังหวัด—โปรโมตการรักษาเข่าเสื่อมด้วยการ “ดูดเลือดไปปั่นเอาเกล็ดเลือดเข้มข้น (PRP: Platelet-Rich Plasma) แล้วฉีดกลับเข้าเข่า” ทำให้หลายคนสงสัยว่า ได้ผลจริงไหม ปลอดภัยหรือไม่ และควรทำในเคสแบบใด?

หมอเขียนบทความนี้เพื่ออธิบายแบบเข้าใจง่าย ไม่โฆษณา และอิงตามหลักการแพทย์ปัจจุบัน เพื่อให้คุณตัดสินใจได้อย่างถูกต้องครับ


PRP คือการรักษาอะไร?

PRP (Platelet-Rich Plasma) คือการนำเลือดของผู้ป่วยเองมาปั่นแยกให้ได้ชั้นของ “เกล็ดเลือดเข้มข้น” ซึ่งมีปัจจัยการเจริญเติบโต (growth factors) หลายชนิดที่เกี่ยวข้องกับการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ จากนั้นฉีดกลับเข้าไปในข้อเข่า เพื่อหวังผลลดอักเสบและกระตุ้นการฟื้นฟูเนื้อเยื่อรอบข้อ

ข้อสังเกตสำคัญ:

  • PRP ไม่ได้สร้างกระดูกอ่อนข้อใหม่แบบเต็มรูปแบบ (ไม่ใช่สเต็มเซลล์)

  • เป็นการรักษาแบบ “ลดอักเสบ–ลดปวด” เป็นหลัก

  • ถือเป็นหัตถการทางการแพทย์ ต้องทำโดยแพทย์ในห้องปลอดเชื้อ


PRP ทำงานอย่างไรในข้อเข่าเสื่อม?

ในข้อเข่าเสื่อม ผิวกระดูกอ่อนบางลง มีสารอักเสบสูงขึ้น และของเหลวในข้อเสื่อมคุณภาพลง PRP ถูกนำมาใช้เพราะมีความสามารถในการ:

  • ลดสารอักเสบในข้อเข่า

  • กระตุ้นการสมานเนื้อเยื่อรอบข้อ เช่น เอ็น–เยื่อบุข้อ

  • ช่วยให้ของเหลวในข้อทำงานดีขึ้น

  • ลดอาการปวดเรื้อรังจากข้อเสื่อมระยะแรก–กลาง

ผลที่คนไข้รู้สึกคือ ปวดลดลง เดินง่ายขึ้น เข่าตึงน้อยลง


ผลการรักษาจริงจากงานวิจัย

จากงานวิจัยระหว่างประเทศจำนวนมาก พบว่า:

✔ ได้ผลดีใน

  • ข้อเข่าเสื่อมระยะแรก–ปานกลาง (Kellgren-Lawrence grade 1–2)

  • ผู้ที่ยังมี “ช่องข้อ” เหลืออยู่ ไม่แคบจนติดกัน

  • ผู้ที่ไม่มีการอักเสบมากหรือเข่าบวมเรื้อรัง

  • ผู้ที่อายุน้อยกว่า 65 ปี และยังใช้งานข้อเข่าไม่หนักเกินไป

✔ ผลลัพธ์ที่พบโดยทั่วไป

  • ปวดลดลง 30–70%

  • เดิน–ยืนได้นานขึ้น

  • ผลลัพธ์อยู่ได้นานประมาณ 6–12 เดือน

  • บางรายฉีดปีละ 1–2 ครั้งร่วมกับการกายภาพได้ผลดี

❌ ไม่ใช่การรักษาที่ “ทำครั้งเดียวหายขาด”

ข้อเข่าเสื่อมเป็นโรคเรื้อรัง ไม่มีวิธีใดทำให้กระดูกอ่อนกลับมาเหมือนเดิม 100% การฉีด PRP จึงช่วย “ควบคุมอาการ” มากกว่า “รักษาให้หายขาด”


เคสที่เหมาะกับการทำ PRP

เลือกอย่างเหมาะสม สำเร็จสูงขึ้นมาก

เหมาะกับ:

  • อายุ 30–65 ปี มีข้อเข่าเสื่อมระดับ 1–2

  • ปวดเข่าเรื้อรังจากการใช้งาน แต่ยังไม่ถึงขั้นผ่าตัด

  • ผู้ที่ไม่ต้องการฉีดสเตียรอยด์ หรือฉีดแล้วไม่ค่อยได้ผล

  • ผู้ที่ควบคุมน้ำหนักได้ดีและออกกำลังกายสม่ำเสมอ

  • เข่าไม่บวมแดงร้อนรุนแรง


เคสที่ “ไม่เหมาะ” หรือควรระวัง

❌ ไม่ควรทำ PRP ถ้า:

  • ข้อเข่าเสื่อมรุนแรง (ช่องข้อแคบมากหรือกระดูกชนกันแล้ว: Grade 3–4)

  • มีข้อผิดรูป เช่น เข่าโก่งมาก–เข่าชนมาก (varus/valgus deformity)

  • มีการติดเชื้อในข้อเข่า

  • เข่าบวมมากเพราะข้ออักเสบชนิดเฉียบพลัน

  • เป็นรูมาตอยด์หรือข้ออักเสบออโตอิมมูนระยะกำเริบ (ต้องควบคุมโรคก่อน)

  • ผู้สูงอายุที่ต้องการผลลัพธ์ที่ชัดเจน (อาจไม่เห็นผลเท่าที่คาด)

  • ผู้ที่รับประทานยาต้านเกล็ดเลือดบางชนิด (ต้องประเมินโดยแพทย์)

ในเคสเหล่านี้ PRP มักไม่ได้ผล หรือผลน้อยมาก และสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น


ขั้นตอนการทำ PRP โดยสรุป

  1. ดูดเลือด 10–30 ml โดยใช้หลอดปลอดเชื้อเฉพาะของ PRP

  2. ปั่นเลือดด้วยเครื่องเฉพาะจนได้ชั้นเกล็ดเลือดเข้มข้น

  3. ฉีดเข้าไปบริเวณข้อเข่า โดยใช้ Ultrasound นำทางเพื่อความแม่นยำ

  4. พัก 10–15 นาที และกลับบ้านได้

ไม่ต้องนอนโรงพยาบาล เจ็บเล็กน้อยเหมือนฉีดยาเข้าข้อทั่วไป


ข้อดีของ PRP

  • ใช้เลือดตัวเอง ปลอดภัย ไม่แพ้

  • ลดปวดได้ดี โดยเฉพาะผู้ที่ไม่โอเคกับสเตียรอยด์

  • ไม่ทำลายกระดูกอ่อน

  • ฟื้นตัวเร็ว ไม่มีแผลผ่าตัด


ข้อควรระวังและข้อจำกัด

  • อาจปวดตึง 1–3 วันแรกหลังฉีด

  • ต้องหลีกเลี่ยง NSAIDs เช่น Ibuprofen, Diclofenac 7–10 วันหลังทำ

  • ผลลัพธ์ขึ้นกับคุณภาพ PRP และเทคนิคการฉีด

  • ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง


สรุป: PRP รักษาข้อเข่าเสื่อมได้จริงหรือไม่?

ได้ผลจริงในบางกลุ่มผู้ป่วย โดยเฉพาะข้อเข่าเสื่อมระยะแรกถึงปานกลาง ช่วยลดปวด ลดการอักเสบ และเพิ่มการใช้งานข้อได้ดีในหลายราย แต่ ไม่ใช่ยาวิเศษที่รักษาให้หายขาด และ ไม่เหมาะกับทุกคน

ถ้าข้อเข่าเสื่อมรุนแรงจนกระดูกชนกันแล้ว การฉีด PRP มักไม่ได้ผล และควรพิจารณาแนวทางอื่น เช่น ฉีดสารหล่อลื่น, กายภาพเฉพาะทาง หรือการผ่าตัดแก้ไขถ้าจำเป็น


บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์
สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่
ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง)
ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ
📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#PRP #ข้อเข่าเสื่อม #เข่าเสื่อม #ฉีดเข่า #หมอเก่ง #กายภาพเข่า #สุขภาพเข่า

ปวดเข่า เข่าบวม อายุ 30 ปี ทั้งที่ไม่ได้อุบัติเหตุ — เป็นอะไรได้บ้าง?

​


ปวดเข่า เข่าบวม อายุ 30 ปี ทั้งที่ไม่ได้อุบัติเหตุ — เป็นอะไรได้บ้าง?

อาการ “ปวดเข่า + เข่าบวม” ในคนอายุประมาณ 30 ปี แม้จะไม่ได้เกิดจากอุบัติเหตุ ก็สามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่ปัญหาเส้นเอ็น กล้ามเนื้อ หมอนรองเข่า การอักเสบจากการใช้งาน ไปจนถึงโรคข้ออักเสบบางชนิดที่พบในวัยทำงานได้เช่นกัน

บทความนี้หมอสรุปสาเหตุสำคัญ อาการที่ควรสังเกต และแนวทางรักษาเบื้องต้นแบบเข้าใจง่าย เพื่อให้รู้ว่าควรเริ่มดูแลอย่างไร และเมื่อไหร่ต้องพบแพทย์ครับ

สาเหตุที่พบบ่อยของเข่าปวด–บวมในวัย 30 ปี

1) เอ็นหรือเนื้อเยื่อรอบเข่าอักเสบจากการใช้งาน (Overuse injury)

ใช้เข่าเยอะจากการออกกำลังกาย วิ่ง กระโดด นั่งยอง ๆ หรือเดินขึ้นลงบันไดบ่อย ทำให้เกิดการอักเสบของ

  • เส้นเอ็นเหนือสะบ้า (Patellar tendon)

  • เส้นเอ็นด้านใน–ด้านนอก

  • ถุงน้ำรอบเข่า (Bursitis)

มักปวดเวลาย่อตัว นั่งพับเข่า หรือหลังออกกำลังกาย

2) หมอนรองเข่าฉีก (Meniscus tear)

แม้ไม่ได้หกล้ม ก็ฉีกได้จากการบิดเข่าเร็ว ๆ เช่น ลุกจากเก้าอี้เร็ว ขึ้นลงบันได หมุนตัวตอนยืน

อาการเด่น:

  • เข่าบวมภายใน 24–48 ชม.

  • ปวดเฉพาะจุดด้านในหรือด้านนอก

  • งอเข่าแล้ว “ติด–สะดุด”

3) กระดูกอ่อนผิวข้ออักเสบหรือสึก (Chondromalacia / Early wear and tear)

พบได้ในวัยทำงาน โดยเฉพาะคนที่นั่งทำงานนาน ๆ หรือมีเท้าแบน

อาการเด่น:

  • ปวดหน้าเข่า เวลาเดินขึ้น–ลงบันได

  • มีเสียงกรอบแกรบในเข่า

  • เข่าบวมแบบตึง ๆ

4) ข้อเข่าอักเสบจากการติดเชื้อ (Infectious arthritis – พบไม่บ่อย แต่ต้องระวัง)

อาจเกิดได้แม้ไม่มีบาดแผลชัดเจน

อาการต้องระวัง:

  • เข่าบวมร้อนแดงมาก

  • ปวดจนเดินไม่ได้

  • มีไข้ หนาวสั่น

เป็นภาวะฉุกเฉิน ต้องรีบพบแพทย์ทันที

5) รูมาตอยด์หรือโรคข้ออักเสบภูมิคุ้มกัน (Inflammatory arthritis)

พบได้ในคนอายุ 20–40 ปี

อาการที่เข้าข่าย:

  • เข่าบวมตึงตอนเช้า > 30 นาที

  • ปวด–บวมหลายข้อพร้อมกัน

  • มือฝืดตอนเช้า

6) เก๊าท์ (Gout)

วัย 30 ปีเริ่มพบได้ โดยเฉพาะผู้ชายที่ชอบอาหารทะเล เครื่องใน หรือดื่มแอลกอฮอล์

อาการเด่น:

  • ปวด–บวมแดงเฉียบพลัน มักปวดมากใน 24 ชม.แรก

  • แตะโดนแล้วเจ็บจี๊ด

  • เข่าบวมร้อนเป็นลูกตุ้ม

7) ถุงน้ำหลังเข่าแตก (Baker’s cyst)

ทำให้

  • น่องบวมตึง

  • เจ็บด้านหลังเข่า

  • เข่าอาจบวมร่วมด้วย

ไม่ได้เกิดจากอุบัติเหตุเสมอไป อาจเกิดจากข้อเข่าอักเสบภายใน

อาการแบบไหนที่ควรพบแพทย์

  • เข่าบวมมาก เจ็บจนลงน้ำหนักไม่ได้

  • มีไข้ หรือเข่าร้อนแดง

  • เข่าล็อก งอไม่ได้

  • ปวด–บวมเกิน 3–7 วันไม่ดีขึ้น

  • มีเสียง “ป๊อบ” ขณะเกิดอาการ

  • เข่าบวมซ้ำ ๆ โดยไม่รู้สาเหตุ

แพทย์จะตรวจร่างกาย และอาจส่ง:

  • อัลตราซาวนด์ ตรวจของเหลว/ถุงน้ำ

  • X-ray เพื่อดูผิวข้อ

  • MRI หากสงสัยหมอนรองเข่าฉีก

  • เจาะน้ำในข้อ หากสงสัยติดเชื้อหรือเก๊าท์

วิธีดูแลเบื้องต้นให้ดีขึ้นภายใน 3–7 วัน

1) RICE แนวใหม่ (POLICE)

  • P – Protection: ลดกิจกรรมที่ลงน้ำหนักเข่า

  • OL – Optimal Loading: เดินเท่าที่ไม่ปวดมาก

  • I – Ice: ประคบเย็น 10–15 นาที วันละ 2–3 ครั้ง

  • C – Compression: ใช้ผ้ายืดพันเข่า

  • E – Elevation: ยกขาสูง ลดบวม

2) เลี่ยงท่าที่ทำให้ปวด

  • นั่งยอง ๆ

  • วิ่งลงเขา

  • ขึ้น–ลงบันไดบ่อย

3) ท่าบริหารกล้ามเนื้อเข่า

  • ท่าเหยียดเข่า (Quad set) 20 ครั้ง×วันละ 2 รอบ

  • ท่ายกขาตรง (Straight leg raise) 10–15 ครั้ง×2 รอบ

4) ยาแก้ปวดลดอักเสบ

  • พาราเซตามอล

  • NSAIDs แบบระยะสั้น (หากไม่มีโรคประจำตัวที่ห้ามใช้)

การรักษาตามสาเหตุ

ถ้าเป็นหมอนรองฉีกระดับไม่มาก

→ กายภาพ + ฉีดยาเฉพาะที่ช่วยลดอักเสบได้ดี

ถ้าเป็นเอ็นอักเสบ

→ ปรับการใช้งาน + กายภาพ + ประคบเย็น

ถ้าเป็นเก๊าท์

→ เจาะเลือดดูกรดยูริก + ให้ยาลดอักเสบ

ถ้าสงสัยติดเชื้อ

→ ต้องเจาะน้ำข้อ + ให้ยาปฏิชีวนะทันที

ถ้าข้ออักเสบจากภูมิแพ้

→ ต้องใช้ยาควบคุมการอักเสบระยะยาว (DMARDs)

สรุป

อาการปวดเข่า–เข่าบวมในวัย 30 ปี แม้ไม่ได้เกิดจากอุบัติเหตุ อาจมีหลายสาเหตุ ตั้งแต่การใช้งานมากเกินไป หมอนรองเข่าฉีก การอักเสบจากโรคข้อ ไปจนถึงเก๊าท์หรือถุงน้ำเข่าแตก การประเมินให้ถูกตั้งแต่แรกจะช่วยให้รักษาได้ตรงจุดและหายเร็ว

ถ้าเข่ายังบวม ปวดลงน้ำหนักไม่ได้ หรือเป็นนานเกิน 3–7 วัน ควรพบแพทย์เพื่อประเมินและตรวจเพิ่มเติมครับ

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์
สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่
ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง)
ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ
📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ปวดเข่า #เข่าบวม #หมอนรองเข่าฉีก #ข้ออักเสบ #เก๊าท์ #หมอเก่ง #สุขภาพเข่า

วันอังคารที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2568

“เจ็บเข่าตอนโต? ระวังโรค Osgood-Schlatter ในวัยรุ่น”

“เจ็บเข่าตอนโต? ระวังโรค Osgood-Schlatter ในวัยรุ่น”

หลายคนอาจไม่เคยได้ยินชื่อโรคนี้ แต่ถ้าบ้านไหนมีลูกหลานที่ชอบเล่นกีฬา แล้วเริ่มบ่นว่า “เจ็บเข่าเวลาวิ่งหรือกระโดด” บ่อย ๆ ลองอ่านโพสต์นี้ดูนะครับ

Osgood-Schlatter คืออะไร?

เป็นภาวะที่พบบ่อยใน เด็กวัยกำลังโต โดยเฉพาะช่วงอายุ 10–15 ปี

• ในเด็กผู้ชายจะพบบ่อยกว่าผู้หญิง (เพราะมักเล่นกีฬาหนักกว่า)

• แต่ปัจจุบันพบในเด็กผู้หญิงมากขึ้น เพราะเล่นกีฬาเยอะขึ้นเช่นกัน

สาเหตุเกิดจากอะไร?

ในช่วงที่ร่างกายกำลังเจริญเติบโต

• กระดูก โตเร็วกว่า กล้ามเนื้อและเส้นเอ็น → เส้นเอ็นที่เกาะกระดูกจึงตึงมาก

• ถ้าเด็กเล่นกีฬาที่ต้องกระโดดหรือวิ่งบ่อย ๆ (เช่น ฟุตบอล บาสเกตบอล วิ่ง) → เอ็นที่เกาะกระดูกหน้าแข้ง (บริเวณใต้หัวเข่า) ถูกดึงซ้ำ ๆ

เมื่อเกิดซ้ำ ๆ จะทำให้เกิดการอักเสบและกระดูกงอกเล็ก ๆ บริเวณนั้น → นี่แหละที่เรียกว่า Osgood-Schlatter

(บางครั้งจะคลำเจอก้อนแข็งเล็ก ๆ ใต้หัวเข่าได้ด้วย)

อาการเป็นอย่างไร?

• เจ็บบริเวณใต้หัวเข่า โดยเฉพาะเวลาวิ่ง กระโดด หรือนั่งพับเข่า

• บางคนอาจเห็นเป็นก้อนนูน ๆ ตรงหน้าแข้งใต้หัวเข่า

• เมื่อหยุดพักอาการมักจะดีขึ้น

อันตรายไหม? ต้องรักษาอย่างไร?

ไม่อันตราย และมักจะหายได้เอง เมื่อเด็กโตเต็มที่และกระดูกหยุดโต

แต่ระหว่างนั้น การดูแลรักษาจะช่วยให้เด็กเล่นกีฬาได้ต่อเนื่องและลดอาการเจ็บ ได้แก่

• พักหรือลดกิจกรรม ที่กระทบกระเทือนบริเวณเข่า

• ประคบเย็น เมื่อปวดหรือบวม

• ยืดกล้ามเนื้อต้นขา (Quadriceps) และกล้ามเนื้อน่อง

• ใช้ สนับเข่า หรืออุปกรณ์ช่วยพยุงหากจำเป็น

• รับประทานยาแก้ปวด (ตามแพทย์สั่ง) หากปวดมาก

สรุปง่าย ๆ

• Osgood-Schlatter พบในเด็กวัยกำลังโตที่เล่นกีฬามาก

• ไม่ใช่โรคร้ายแรง และมักหายได้เองเมื่อโตเต็มที่

• ระหว่างนี้ควรพักและยืดกล้ามเนื้อ เพื่อลดการดึงรั้งที่ทำให้ปวด

ถ้าลูกหลานบ่นเจ็บเข่าบ่อย ๆ อย่าลืมสังเกตดูนะครับ

ถ้าอาการรุนแรงหรือเป็นนาน → ควรพามาพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยและวางแผนดูแลอย่างเหมาะสมครับ

การรักษาโรค Osgood-Schlatter ทำอย่างไร?

ข่าวดีของโรคนี้คือ ไม่ใช่โรคร้ายแรงและมักจะหายได้เอง เมื่อเด็กโตเต็มที่และกระดูกหยุดยืดตัวแล้ว แต่ระหว่างที่ยังมีอาการ เจ็บ ๆ หาย ๆ การดูแลที่ถูกวิธีจะช่วยให้น้อง ๆ ใช้ชีวิตและเล่นกีฬาได้ตามปกติ และลดการปวดลงได้เยอะมาก

แนวทางการรักษา

1. หลีกเลี่ยงการใช้งานหนักชั่วคราว

• ลดหรือหยุดกิจกรรมที่กระแทกแรง เช่น วิ่ง กระโดด เล่นกีฬา

• เปลี่ยนไปเล่นกีฬาที่กระทบเข่าน้อย เช่น ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน

2. ประคบเย็นเมื่อปวดหรือหลังเล่นกีฬา

• ใช้น้ำแข็งประคบใต้เข่าบริเวณที่เจ็บ ประมาณ 15-20 นาที วันละ 2-3 ครั้ง

• ช่วยลดการอักเสบและบวม

3. ยืดกล้ามเนื้อต้นขา (Quadriceps) และกล้ามเนื้อน่อง

• กล้ามเนื้อที่ตึงจะดึงรั้งเส้นเอ็นให้กระตุกกระดูกมากขึ้น → ยิ่งปวด

• การยืดจะช่วยลดแรงดึง ทำให้อาการดีขึ้นและป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ

4. การใช้สนับเข่า (Patellar Strap หรือ Knee Pad)

• ใส่สนับเข่าหรือสายรัดใต้หัวเข่าเวลาทำกิจกรรม

• ช่วยลดแรงกระแทกและแรงดึงที่บริเวณเอ็น

5. ยาแก้ปวดและลดการอักเสบ (ถ้าจำเป็น)

• เช่น พาราเซตามอล หรือยาแก้อักเสบกลุ่ม NSAIDs (ควรให้แพทย์แนะนำ)

6. ในกรณีที่อาการรุนแรงมาก (พบไม่บ่อย)

• อาจต้องหยุดเล่นกีฬาไปเลยชั่วคราว

• กายภาพบำบัด เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ

7. การผ่าตัด (พบได้น้อยมาก)

• กรณีมีปุ่มกระดูกนูนโตมากจนปวดต่อเนื่องหลังโตเต็มที่ → อาจพิจารณาผ่าตัดออก แต่พบได้น้อยมาก

สรุปอีกทีสั้น ๆ สำหรับคนทั่วไป

• พัก → ประคบเย็น → ยืดกล้ามเนื้อ → ใช้สนับเข่า → ทานยาแก้ปวดตามแพทย์

• ส่วนใหญ่หายเองเมื่อโตเต็มที่

• หากปวดมากหรือเป็นเรื้อรัง ควรพบแพทย์กระดูกเพื่อวางแผนดูแล

เยี่ยมมากเลยครับ เดี๋ยวผมสรุปเรื่อง “การรักษา Osgood-Schlatter” ให้ชัดเจนและเข้าใจง่ายที่สุดสำหรับคนทั่วไปนะครับ (สามารถเอาไปโพสต์ต่อได้เลย)

⸻

การรักษาโรค Osgood-Schlatter ทำอย่างไร?

ข่าวดีของโรคนี้คือ ไม่ใช่โรคร้ายแรงและมักจะหายได้เอง เมื่อเด็กโตเต็มที่และกระดูกหยุดยืดตัวแล้ว

แต่ระหว่างที่ยังมีอาการ เจ็บ ๆ หาย ๆ การดูแลที่ถูกวิธีจะช่วยให้น้อง ๆ ใช้ชีวิตและเล่นกีฬาได้ตามปกติ และลดการปวดลงได้เยอะมาก

แนวทางการรักษา

1. หลีกเลี่ยงการใช้งานหนักชั่วคราว

• ลดหรือหยุดกิจกรรมที่กระแทกแรง เช่น วิ่ง กระโดด เล่นกีฬา

• เปลี่ยนไปเล่นกีฬาที่กระทบเข่าน้อย เช่น ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน

2. ประคบเย็นเมื่อปวดหรือหลังเล่นกีฬา

• ใช้น้ำแข็งประคบใต้เข่าบริเวณที่เจ็บ ประมาณ 15-20 นาที วันละ 2-3 ครั้ง

• ช่วยลดการอักเสบและบวม

3. ยืดกล้ามเนื้อต้นขา (Quadriceps) และกล้ามเนื้อน่อง

• กล้ามเนื้อที่ตึงจะดึงรั้งเส้นเอ็นให้กระตุกกระดูกมากขึ้น → ยิ่งปวด

• การยืดจะช่วยลดแรงดึง ทำให้อาการดีขึ้นและป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ

4. การใช้สนับเข่า (Patellar Strap หรือ Knee Pad)

• ใส่สนับเข่าหรือสายรัดใต้หัวเข่าเวลาทำกิจกรรม

• ช่วยลดแรงกระแทกและแรงดึงที่บริเวณเอ็น

5. ยาแก้ปวดและลดการอักเสบ (ถ้าจำเป็น)

• เช่น พาราเซตามอล หรือยาแก้อักเสบกลุ่ม NSAIDs (ควรให้แพทย์แนะนำ)

6. ในกรณีที่อาการรุนแรงมาก (พบไม่บ่อย)

• อาจต้องหยุดเล่นกีฬาไปเลยชั่วคราว

• กายภาพบำบัด เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ

7. การผ่าตัด (พบได้น้อยมาก)

• กรณีมีปุ่มกระดูกนูนโตมากจนปวดต่อเนื่องหลังโตเต็มที่ → อาจพิจารณาผ่าตัดออก แต่พบได้น้อยมาก

สรุปอีกทีสั้น ๆ สำหรับคนทั่วไป

• พัก → ประคบเย็น → ยืดกล้ามเนื้อ → ใช้สนับเข่า → ทานยาแก้ปวดตามแพทย์

• ส่วนใหญ่หายเองเมื่อโตเต็มที่

• หากปวดมากหรือเป็นเรื้อรัง ควรพบแพทย์กระดูกเพื่อวางแผนดูแล

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์

ปรึกษาปัญหากระดูกและข้อได้ที่ line ID @doctorkeng ไม่เสียค่าใช้จ่าย

https://page.line.me/vjn2149j?openQrModal=tru

วันพฤหัสบดีที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568

Bone Marrow Edema ที่เข่า: ทำไมถึงปวดมาก และจะดูแลตัวเองอย่างไร?

Bone Marrow Edema ที่เข่า: ทำไมถึงปวดมาก และจะดูแลตัวเองอย่างไร?


เคยมีอาการปวดเข่ามากจนเดินลำบากไหม? บางครั้งอาการปวดนี้อาจเกิดจาก Bone Marrow Edema (BME) หรือ ภาวะบวมน้ำในไขกระดูก ซึ่งอาจพบได้จากการบาดเจ็บหรือโรคข้อเสื่อม แม้ว่าภาวะนี้จะไม่ใช่เรื่องที่ได้ยินบ่อย แต่ส่งผลให้เกิดความเจ็บปวดรุนแรงจนใช้ชีวิตประจำวันลำบาก

Bone Marrow Edema คืออะไร?


Bone Marrow Edema เป็นภาวะที่มีการคั่งของของเหลวในไขกระดูกภายในกระดูกต้นขาหรือกระดูกแข้งที่ประกอบเป็นข้อเข่า ส่งผลให้เกิดแรงดันภายในกระดูกและทำให้มีอาการปวดอย่างรุนแรง


ภาวะนี้สามารถเกิดขึ้นจากหลายสาเหตุ เช่น

✅ การบาดเจ็บ เช่น เข่ากระแทกแรงๆ หรือมีแรงกดทับที่ข้อซ้ำๆ

✅ โรคข้อเสื่อม (Osteoarthritis) เมื่อกระดูกอ่อนเสื่อมลง แรงกดทับที่กระดูกเพิ่มขึ้น ทำให้เกิด Bone Marrow Edema

✅ โรคข้ออักเสบ (Arthritis) เช่น ข้ออักเสบรูมาตอยด์หรือโรคเกาต์ที่ส่งผลให้เกิดการอักเสบของไขกระดูก

✅ การขาดเลือดในกระดูก (Osteonecrosis) ทำให้เกิดการบวมของกระดูกจากภาวะขาดออกซิเจน

✅ ภาวะความเครียดที่กระดูก (Stress Fracture) จากการใช้งานหนักเกินไป

อาการของ Bone Marrow Edema เป็นอย่างไร?


อาการเด่นที่พบได้คือ

🔴 ปวดเข่ามาก โดยเฉพาะเวลากดน้ำหนักหรือเดิน

🔴 บวม อาจมีอาการบวมร่วมด้วยหากมีการอักเสบ

🔴 ข้อเข่าตึงและเคลื่อนไหวลำบาก โดยเฉพาะหลังจากพักนานๆ

🔴 อาการแย่ลงเมื่อใช้งาน และดีขึ้นเมื่อพัก

จะวินิจฉัยได้อย่างไร?


Bone Marrow Edema ไม่สามารถมองเห็นได้จากเอกซเรย์ปกติ แต่สามารถตรวจพบได้ด้วย MRI (Magnetic Resonance Imaging) ซึ่งจะแสดงภาพของของเหลวที่สะสมอยู่ภายในกระดูก


หมออาจสั่งตรวจเพิ่มเติมหากสงสัยว่ามีภาวะอื่นร่วม เช่น การตรวจเลือดในกรณีสงสัยข้ออักเสบหรือโรคเกาต์

แนวทางการรักษา


แม้ว่า Bone Marrow Edema จะทำให้ปวดมาก แต่สามารถรักษาได้โดย


✔️ พักการใช้งานข้อเข่า ลดน้ำหนักที่ลงไปที่เข่า เช่น ใช้ไม้เท้าช่วยพยุง

✔️ รับประทานยาแก้ปวดและลดการอักเสบ (NSAIDs) เช่น ไอบูโพรเฟน หรือนาพรอกเซน

✔️ ทำกายภาพบำบัด เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบเข่า ลดแรงกดที่ข้อ

✔️ ฉีดยาลดการอักเสบเฉพาะที่ เช่น สเตียรอยด์หรือตัวยาใหม่ เช่น PRP หรือ ไฮยาลูรอนิคแอซิด

✔️ หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมหนัก เช่น การวิ่งหรือกระโดด

✔️ ในกรณีรุนแรง อาจพิจารณา การผ่าตัด เช่น การเจาะกระดูกเพื่อช่วยลดแรงดันในไขกระดูก

สรุป


Bone Marrow Edema เป็นภาวะที่พบได้บ่อยในคนที่มีปัญหาข้อเข่า และเป็นสาเหตุของอาการปวดที่รุนแรง การตรวจ MRI เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการวินิจฉัย และการรักษาสามารถทำได้หลายวิธีตั้งแต่การพักผ่อน กายภาพบำบัด จนถึงการรักษาทางการแพทย์ หากคุณมีอาการปวดเข่ามาก อย่าปล่อยไว้! ปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุและรักษาอย่างเหมาะสม


💬 คุณเคยมีอาการปวดเข่าแบบนี้หรือไม่? หรือสงสัยว่าอาการปวดของคุณอาจเป็น Bone Marrow Edema? แชร์ประสบการณ์ของคุณในคอมเมนต์ได้เลย! 👇👇

วันเสาร์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2567

MRI เข่าเพื่อ?? สำหรับคนที่ปวดเข่า!!!!

MRI เข่าเพื่อ?? สำหรับคนที่ปวดเข่า!!!!

การตรวจ MRI ของเข่าสามารถประเมินหลายโครงสร้างและภาวะผิดปกติในข้อเข่าได้อย่างละเอียด ซึ่งเป็นการตรวจด้วยภาพที่ใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและไม่ใช้รังสี ช่วยให้เห็นรายละเอียดที่ชัดเจนกว่าการตรวจเอกซเรย์ทั่วไป การตรวจ MRI ของเข่ามักใช้เพื่อประเมินสิ่งต่อไปนี้:

1. กระดูกอ่อนผิวข้อ (Cartilage)

• ประเมินความเสียหายหรือการสึกหรอของกระดูกอ่อนในเข่า ซึ่งอาจเกิดจากภาวะข้อเข่าเสื่อม (osteoarthritis) หรือการบาดเจ็บ

2. หมอนรองกระดูกข้อเข่า (Meniscus)

• สามารถเห็นความเสียหายหรือการฉีกขาดของหมอนรองกระดูกข้อเข่า (meniscal tears) ซึ่งพบได้บ่อยในการบาดเจ็บจากกีฬา

3. เอ็นไขว้หน้าหรือหลัง (ACL และ PCL)

• ประเมินความเสียหายหรือการฉีกขาดของเอ็นไขว้หน้า (anterior cruciate ligament; ACL) และเอ็นไขว้หลัง (posterior cruciate ligament; PCL) ซึ่งเป็นโครงสร้างสำคัญที่ช่วยในการทรงตัวและการเคลื่อนไหวของเข่า

4. เอ็นยึดข้างข้อเข่า (Collateral Ligaments)

• เห็นรายละเอียดของเอ็นยึดข้างใน (medial collateral ligament; MCL) และเอ็นยึดข้างนอก (lateral collateral ligament; LCL) ซึ่งทำหน้าที่ช่วยเสริมความแข็งแรงของข้อเข่า

5. กระดูกในข้อเข่า

• แม้ว่า MRI จะไม่ใช่วิธีหลักในการตรวจสอบกระดูก (ซึ่งใช้เอกซเรย์หรือ CT scan มากกว่า) แต่ก็สามารถประเมินการแตกหักหรือความผิดปกติของกระดูกได้ในบางกรณี

6. เยื่อหุ้มข้อ (Synovium)

• ประเมินภาวะบวม หรือการอักเสบของเยื่อหุ้มข้อ (synovitis) ซึ่งเป็นสิ่งที่มักเกิดขึ้นในโรคข้ออักเสบหรือโรคเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน

7. เส้นเอ็นและกล้ามเนื้อรอบเข่า

• ประเมินเส้นเอ็นต่างๆ เช่น เอ็นกระดูกสะบ้าหัวเข่า (patellar tendon) หรือเส้นเอ็นอื่นๆ รอบข้อเข่า ว่ามีการอักเสบ ฉีกขาด หรือบาดเจ็บหรือไม่

8. กระดูกอ่อนใต้กระดูกสะบ้า (Patellar Cartilage)

• ประเมินความเสียหายของกระดูกอ่อนใต้กระดูกสะบ้า ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับภาวะ Patellofemoral pain syndrome หรือการบาดเจ็บจากการใช้งานหนัก

9. การสะสมของของเหลวในข้อเข่า

• ประเมินการมีของเหลวในข้อเข่า (joint effusion) ซึ่งเป็นสัญญาณของการอักเสบหรือบาดเจ็บ

10. กระดูกอ่อนข้อต่อสะบ้า-ต้นขา (Patellofemoral joint)

• ประเมินความเสื่อมของกระดูกอ่อนหรือการเคลื่อนไหวผิดปกติในข้อต่อระหว่างกระดูกสะบ้ากับกระดูกต้นขา

การตรวจ MRI ของเข่ามีความละเอียดสูงและสามารถตรวจหาปัญหาต่างๆ ได้ในหลายโครงสร้าง ทำให้เป็นเครื่องมือสำคัญในการวินิจฉัยและวางแผนการรักษา

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์

ปรึกษาปัญหากระดูกและข้อได้ที่ line ID @doctorkeng ไม่เสียค่าใช้จ่าย

https://page.line.me/vjn2149j?openQrModal=tru

วันศุกร์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2559


ปวดน่อง ปวดหลังเข่า รู้สึกตึงๆ


สาเหตุที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ การมีถุงน้ำที่บริเวณด้านหลังเข่า 

ถุงน้ำนี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร??? 

ถุงน้ำด้านหลังเข่าเกิดเนื่องจากมีการอักเสบในข้อเข่า มักพบได้ในผู้ที่เริ่มมีอาการ เริ่มเป้นข้อเข่าเสื่อม 
มักพบในคนที่น้ำหนักมาก อายุมากกว่า 45 ปีขึ้นไป สัมพันธ์กับ การนั่งงอเข่านานๆ 
เมื่อมีน้ำในข้อเข่าก็จะดันออกมาทางด้านหลัง ก่อตัวเป็นถุงน้ำขึ้นมา
ตรงบริเวณด้านหลังเข่าจะมีเส้นประสาทอยู่มาก ถุงน้ำนี้เองจะไปเบียดกับเส้นประสาท ทำให้มีอาการปวด ชา ร้าวลงจากเข่า ไปตามน่อง และข้อเท้า 

วินิจฉัยโดยการตรวจร่างกาย และใช้ ultrasound ในการประเมินว่ามีถุงน้ำด้านหลังเข่าหรือไม่ 
ถ้ามีก็ดูดน้ำออก และให้ยาลดการอักเสบ แก้ปวดทาน ก็จะบรรเทาลงได้ 
แต่ในระยะยาว การป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นอีก คือ การลดน้ำหนัก หลีกเลี่ยงการนั่งงอเข่านานๆเช่น คุกเข่า ขัดสมาธิ พับเพียบ 


วินิจฉัยง่ายๆ ด้วย ultrasound ครับ 

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์


www.taninnit.com 


line ID search : @doctorkeng