วันอาทิตย์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2569

ถุงน้ำหลังเข่า (Baker's Cyst) : ก้อนปริศนาหลังข้อพับ อันตรายแค่ไหน ต้องผ่าตัดหรือไม่?

 

ถุงน้ำหลังเข่า (Baker's Cyst) : ก้อนปริศนาหลังข้อพับ อันตรายแค่ไหน ต้องผ่าตัดหรือไม่?

“คุณหมอครับ ผมนั่งพับเพียบไม่ได้เลย พองอเข่าแล้วมันตึงๆ เหมือนมีลูกโป่งน้ำโป่งออกมาดันอยู่หลังข้อพับ พอเหยียดขาตรงก็เจ็บ จนนอนไม่ค่อยหลับ กลัวว่าจะเป็นเนื้องอกร้ายแรงครับ”

นี่คือเสียงกังวลใจของคนไข้วัย 50 กว่าท่านหนึ่ง ที่เดินเข้ามาปรึกษาหมอด้วยความวิตกกังวล หน้าตาดูไม่สบายใจอย่างเห็นได้ชัด เพราะก้อนที่หลังเข่ามันรบกวนชีวิตประจำวันเหลือเกิน

หมอเชื่อว่าหลายท่านที่อ่านบทความนี้อยู่ อาจจะเคยคลำเจอก้อนนิ่มๆ ที่พับเข่าด้านหลัง หรือรู้สึกตึงผิดปกติเวลาขยับขา วันนี้หมอจะมาไขความลับของ "ถุงน้ำหลังเข่า" หรือที่ทางการแพทย์เรียกว่า Baker's Cyst ให้ฟังกันแบบเข้าใจง่าย สบายใจ และรู้แนวทางรักษาที่ถูกต้องครับ

ก่อนอื่นขอให้สบายใจได้เลยครับว่า เจ้าก้อนถุงน้ำนี้ "ไม่ใช่เนื้องอกร้าย" และ "ไม่ใช่มะเร็ง" ส่วนใหญ่มันคือสัญญาณเตือนจากร่างกายที่กำลังบอกอะไรบางอย่างเกี่ยวกับ "ภายในข้อเข่า" ของเราครับ

ถุงน้ำหลังเข่า (Baker's Cyst) คืออะไร?

เพื่อให้เห็นภาพง่ายที่สุด ให้ลองจินตนาการว่า "ข้อเข่า" ของเราเปรียบเสมือน "เครื่องยนต์" ครับ ซึ่งในเครื่องยนต์นี้จะมี "น้ำมันหล่อลื่น" (น้ำเลี้ยงข้อ หรือ Synovial fluid) คอยช่วยให้กระดูกเคลื่อนที่ได้คล่องตัว ไม่ฝืด ไม่เสียดสีกัน

ตามปกติ ร่างกายเราจะผลิตน้ำเลี้ยงข้อนี้ในปริมาณที่พอเหมาะ แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ "เครื่องยนต์มีปัญหา" เช่น เฟืองสึก (ข้อเข่าเสื่อม) หรือซีลยางฉีกขาด (หมอนรองกระดูกฉีก) ร่างกายจะตอบสนองด้วยการผลิตน้ำมันหล่อลื่นออกมา "มากเกินไป" เพื่อพยายามซ่อมแซมตัวเอง

ทีนี้พอน้ำมันมันเยอะเกินไป มันก็ไม่มีที่อยู่ครับ แรงดันในเข่าสูงขึ้น มันจึงต้องหาทางระบายออก เลยดันตัวออกไปทางด้านหลังเข่า (ซึ่งเป็นจุดที่ผนังหุ้มข้อบางที่สุด) จนปูดออกมาเป็นถุงน้ำ คล้ายกับลูกโป่งที่ใส่น้ำไว้ นั่นเองครับ

สาเหตุ: ทำไมอยู่ดีๆ ถึงมีถุงน้ำ?

อย่างที่หมอบอกครับว่า ถุงน้ำหลังเข่า มักไม่ได้เกิดขึ้นมาเองลอยๆ แต่มันเป็น "ผลลัพธ์" ของปัญหาอื่นในเข่า สาเหตุหลักๆ ที่พบบ่อยที่สุดคือ:

  1. โรคข้อเข่าเสื่อม (Osteoarthritis): พบมากในผู้สูงอายุ ผิวข้อที่ขรุขระกระตุ้นให้สร้างน้ำเลี้ยงข้อมากเกินไป
  2. หมอนรองกระดูกฉีกขาด (Meniscus Tear): อาจเกิดจากการบาดเจ็บ เล่นกีฬา หรือเสื่อมตามวัย
  3. โรคข้ออักเสบเรื้อรัง: เช่น รูมาตอยด์ หรือ เก๊าท์

อาการสัญญาณเตือน

บางคนมีถุงน้ำแต่ไม่มีอาการเลยก็มีครับ แต่ถ้าถุงน้ำมีขนาดใหญ่ขึ้น อาการที่พบบ่อยคือ:

  • มีก้อนนูนที่พับเข่าด้านหลัง: คลำได้ชัดเจนเวลายืนเหยียดขาตรง และก้อนจะนิ่มลงเวลางอเข่า
  • ความรู้สึกตึงแน่น: โดยเฉพาะเวลาเหยียดขาจนสุด หรือพับเข่าสุด จะรู้สึกเหมือนมีอะไรมาขวางอยู่
  • ปวด: อาจปวดตื้อๆ ลามลงไปที่น่อง
  • อาการคล้าย "ถุงน้ำแตก" (Ruptured Cyst): อันนี้สำคัญครับ บางครั้งถุงน้ำอาจรั่วหรือแตก ทำให้น้ำเลี้ยงข้อไหลลงไปที่น่อง จะทำให้น่องบวม แดง และปวดมาก อาการนี้จะคล้ายกับ "ลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำ" (DVT) มาก ต้องรีบมาพบแพทย์เพื่อแยกโรคครับ

การตรวจวินิจฉัย: รู้ได้อย่างไรว่าเป็นชัวร์?

หมอจะเริ่มจากการซักประวัติและตรวจร่างกายครับ การคลำก้อนและดูการขยับของเข่าก็พอจะบอกได้เบื้องต้น แต่เพื่อให้แม่นยำที่สุด หมอจะใช้เทคโนโลยีเข้าช่วยครับ

  1. อัลตราซาวนด์ (Ultrasound): นี่คือพระเอกของการตรวจโรคนี้เลยครับ สะดวก รวดเร็ว และไม่เจ็บตัว หมอจะเห็นเลยว่าเป็นถุงน้ำจริงๆ (เห็นเป็นสีดำในจอ) ขนาดเท่าไหร่ และมีอะไรอยู่ข้างในบ้าง
  2. เอกซเรย์ (X-ray): เพื่อดูว่ามี "กระดูกเข่าเสื่อม" ที่เป็นต้นเหตุหรือไม่
  3. MRI: ในบางกรณีที่สงสัยว่ามีหมอนรองกระดูกฉีกขาด หรือต้องการรายละเอียดเพื่อวางแผนผ่าตัด

แนวทางการรักษา: ต้องเจาะออกไหม หรือต้องผ่าตัด?

หลักการรักษาของหมอคือ "รักษาที่ต้นเหตุ ไม่ใช่แค่ที่ปลายเหตุ" ครับ ถ้าเราแค่ดูดน้ำออกแต่ไม่แก้ที่ข้อเข่าเสื่อมหรือหมอนรองกระดูก เดี๋ยวไม่นานน้ำก็กลับมาเต็มถุงใหม่ครับ

1. การรักษาแบบประคับประคอง (สำหรับคนที่เป็นไม่มาก):

  • พักการใช้งาน: เลี่ยงการนั่งยองๆ พับเพียบ หรือขัดสมาธิ
  • ประคบเย็น: ช่วยลดอาการบวมและปวด
  • ยาต้านการอักเสบ (NSAIDs): ช่วยลดการอักเสบในข้อเข่า ทำให้น้ำเลี้ยงข้อลดลง ถุงน้ำก็มักจะยุบลงเองได้

2. การเจาะดูดน้ำและฉีดยา (Aspiration & Injection): ถ้าก้อนใหญ่มากจนตึง ขยับขาลำบาก หรือปวดมาก หมอจะพิจารณาดูดน้ำออกครับ

แต่เดี๋ยวนี้เราไม่จิ้มเข็มสุ่มสี่สุ่มห้านะครับ หมอจะใช้ Ultrasound นำทาง (Ultrasound-guided aspiration) เพื่อให้เห็นปลายเข็มชัดเจน ดูดน้ำออกได้เกลี้ยง และฉีดยาลดการอักเสบเข้าไปในตำแหน่งที่ถูกต้องแม่นยำ ปลอดภัยกว่าการคลำฉีดแบบสมัยก่อนมากครับ

3. การผ่าตัด (Surgery): ข่าวดีคือ "ส่วนน้อยมาก" ที่ต้องผ่าตัดเอาถุงน้ำออกครับ เราจะผ่าตัดก็ต่อเมื่อ:

  • รักษาด้วยวิธีอื่นแล้วไม่หาย
  • ก้อนใหญ่มากจนกดทับเส้นเลือดหรือเส้นประสาท
  • ต้องผ่าตัดเพื่อรักษา "ต้นเหตุ" ในเข่า เช่น ผ่าตัดส่องกล้องซ่อมหมอนรองกระดูก หรือผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม ซึ่งเมื่อต้นเหตุหาย ถุงน้ำก็จะหายไปเองครับ

พยากรณ์โรค: จะหายขาดไหม?

ถ้าเราสามารถจัดการกับ "ต้นตอ" ของปัญหาได้ เช่น คุมอาการข้อเข่าเสื่อมได้ดี หรือรักษาหมอนรองกระดูกแล้ว ถุงน้ำหลังเข่ามักจะยุบหายไปและไม่กลับมารบกวนอีกครับ แต่ถ้ายังใช้งานเข่าหนักๆ เหมือนเดิม ก็มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้

การป้องกันและดูแลตัวเอง

  • คุมน้ำหนักตัว: เพื่อลดภาระของข้อเข่า
  • บริหารกล้ามเนื้อรอบเข่า: ให้แข็งแรง เพื่อช่วยพยุงข้อ
  • เลี่ยงท่าอันตราย: นั่งยอง นั่งพับเพียบ นั่งขัดสมาธิให้น้อยที่สุด
  • สังเกตตัวเอง: ถ้าเริ่มตึงหลังข้อพับ ให้พักและประคบเย็นทันที

สรุป

ถุงน้ำหลังเข่า (Baker's Cyst) ไม่ใช่เนื้อร้าย แต่มันคือ "เพื่อนที่แสนดี" ที่พยายามส่งสัญญาณเตือนว่า "ข้อเข่าของคุณกำลังมีปัญหาแล้วนะ" ดังนั้นอย่าเพิ่งตกใจกับก้อนที่เกิดขึ้น แต่ให้รีบเข้ามาหาสาเหตุที่แท้จริง

การดูแลรักษาที่ถูกต้องและรวดเร็ว จะช่วยให้คุณกลับมาเดินเหินได้คล่องแคล่ว และใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขอีกครั้งครับ

ปัญหากระดูกและข้อ ปรึกษาหมอได้เสมอครับ หมอพร้อมดูแล


บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ จังหวัดเชียงใหม่ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ถุงน้ำหลังเข่า #BakersCyst #เจ็บข้อพับ #เข่าเสื่อม #หมอนรองกระดูกเข่า #ก้อนที่ขา #หมอเก่งกระดูกและข้อ #คลินิกกระดูกและข้อ #รักษากระดูกเชียงใหม่ #ปวดเข่า

เอกสารอ้างอิง

  1. Herman AM, Marzo JM. Popliteal cysts: a current review. Orthopedics. 2014;37(8):e678-84.
  2. Lieberson S, Patel MK, Forrester DM, Nemcek AA Jr. Baker's cyst: diagnostic and therapeutic considerations. Am J Orthop (Belle Mead NJ). 2015;44(7):E210-2.
  3. Frush TJ, Noyes FR. Baker's Cyst: Diagnostic and Surgical Considerations. Sports Health. 2015;7(4):359-65.
  4. Bandinelli, F., Fedi, R., Generini, S. et al. Baker’s cyst: everything the clinician needs to know about this insidious manifestation. Intern Emerg Med 2021;16, 2031–2039.
  5. Demange MK. Baker's Cyst. In: Scott WN, editor. Insall & Scott Surgery of the Knee. 6th ed. Philadelphia: Elsevier; 2018. p. 1098-1103.

เข่าบวมเป่ง หายเองได้ไหม?

 



เข่าบวมเป่ง หายเองได้ไหม?


เข่าบวมเป่ง หายเองได้ไหม?

“หมอครับ... ช่วงนี้ผมกินน้ำเยอะไปหรือเปล่าครับ? ทำไมน้ำมันถึงไปกองอยู่ที่หัวเข่าจนบวมเป่งขนาดนี้?”

นี่คือคำถามสุดคลาสสิกที่คนไข้ถามหมอด้วยความสงสัยปนตกใจครับ หลายคนเข้าใจผิดว่า “น้ำในเข่า” เกิดจากการดื่มน้ำมากเกินไป หรือเกิดจากน้ำในร่างกายไหลลงไปกองที่ขา แต่ความจริงแล้ว น้ำในเข่าไม่ได้ไหลมาจากปากครับ แต่มันถูกสร้างขึ้นมาสดๆ ร้อนๆ ที่หัวเข่านั่นเอง

วันนี้หมอเก่งจะพาไปทัวร์โรงงานผลิตน้ำในเข่า ไปดูว่าต้นตอของน้ำมาจากไหน ทำไมมันถึงทะลักออกมา และที่สำคัญที่สุด... มันจะหายไปเองได้ไหม?

น้ำในข้อเข่า คืออะไร? มาจากไหน?

ในสภาวะปกติ เข่าของเราไม่ได้แห้งสนิทนะครับ แต่จะมีน้ำหล่อลื่น (Synovial Fluid) ปริมาณน้อยมากๆ เพียงแค่ 1-2 ช้อนชา (ประมาณ 3-5 ซีซี) เคลือบผิวข้ออยู่ เปรียบเสมือน “น้ำมันเครื่อง” ที่ช่วยให้ลูกสูบ (กระดูก) เคลื่อนที่ได้ลื่นไหล ไม่ฝืด และช่วยนำสารอาหารไปเลี้ยงกระดูกอ่อน

แหล่งผลิตน้ำ: น้ำมันเครื่องนี้ ถูกผลิตโดย “เยื่อบุข้อ” (Synovium) ซึ่งเป็นเนื้อเยื่อบางๆ ที่บุอยู่รอบโพรงข้อเข่า ทำหน้าที่คัดกรองน้ำและโปรตีนจากเลือด ให้กลายมาเป็นน้ำไขข้อที่ใสสะอาดและมีความหนืดครับ

ทำไมอยู่ดีๆ น้ำถึงท่วมเข่า? (กลไกการเกิด)

เมื่อเข่าบวมเป่งจนเราจับได้ว่ามีน้ำ (ซึ่งอาจมีปริมาณมากถึง 50-100 ซีซี) นั่นแปลว่า “โรงงานผลิตน้ำกำลังทำงานผิดปกติ” ครับ

สาเหตุหลักมาจากภาวะ “ข้อเข่าอักเสบ” (Synovitis) ครับ ลองจินตนาการตามหมอนะครับ:

  1. เกิดเหตุร้ายในเข่า: อาจจะเป็นผิวข้อที่เสื่อมเสียดสีกันรุนแรง (ข้อเข่าเสื่อม), ผลึกยูริกเข้าไปทิ่มแทง (เก๊าท์), หรือเส้นเอ็นฉีกขาด (อุบัติเหตุ)
  2. สัญญาณเตือนภัย: ร่างกายจะรับรู้ว่า “มีการบาดเจ็บ” จึงส่งสัญญาณไปกระตุ้นเยื่อบุข้อ
  3. เปิดก๊อกน้ำดับไฟ: เยื่อบุข้อจะพยายามปกป้องตัวเอง โดยการสร้างน้ำออกมาจำนวนมหาศาล เพื่อหวังจะ:
    • ชะล้าง: สิ่งสกปรกหรือตะกอนกระดูกที่หลุดออกมา
    • ลดความร้อน: จากการเสียดสี
    • แยกชิ้นส่วน: ดันกระดูกให้ห่างออกจากกัน เพื่อลดแรงกระแทก

ดังนั้น “น้ำในเข่า คือน้ำตาของข้อเข่า” ครับ มันคือกลไกป้องกันตัวตามธรรมชาติ แต่เมื่อมันมีมากเกินไป แทนที่จะช่วย กลับทำให้เราปวด ตึง และงอเข่าไม่ได้แทน

น้ำในเข่า หายไปเองได้ไหม?

คำตอบคือ “ได้ครับ” ร่างกายเราเก่งมาก มีระบบระบายน้ำออกอยู่แล้ว

ในภาวะปกติ เยื่อบุข้อทำหน้าที่ทั้ง “สร้าง” และ “ดูดกลับ” น้ำไขข้อ ให้สมดุลกันตลอดเวลา ผ่านทางระบบเส้นเลือดดำและท่อน้ำเหลือง

  • ถ้าการอักเสบหายไป: เมื่อเราพักการใช้งาน กินยา หรือประคบเย็น จนการอักเสบลดลง โรงงานจะหยุดผลิตน้ำเพิ่ม ส่วนน้ำที่ค้างอยู่จะค่อยๆ ถูกดูดซึมกลับเข้าสู่กระแสเลือดและขับทิ้งไปเอง
  • ถ้าการอักเสบยังอยู่: เช่น ยังฝืนเดินเยอะ นั่งยองๆ หรือเป็นโรคเก๊าท์ที่ยังไม่ได้รักษา โรงงานก็จะผลิตน้ำออกมาเรื่อยๆ เหมือน “เปิดก๊อกน้ำทิ้งไว้ แต่ท่อระบายน้ำตัน” น้ำก็จะท่วมขังอยู่แบบนั้น ไม่ยุบสักทีครับ

เมื่อไหร่ที่ “ต้องเจาะ” และเมื่อไหร่ที่ “รอได้”?

หลายคนกลัวเข็มมาก ถามหมอว่า “ไม่เจาะได้ไหม?” หมอขอแบ่งเป็น 2 กรณีนะครับ:

1. กรณีที่รอให้ยุบเองได้ (ไม่ต้องเจาะ)

  • บวมไม่มาก พอยังงอเข่าได้
  • ไม่มีไข้ ไม่ปวดรุนแรง
  • รู้สาเหตุชัดเจน เช่น เป็นข้อเข่าเสื่อมเดิม แล้วไปเดินเยอะมา
  • การดูแล: พักขา ประคบเย็น (สำคัญมาก! ความเย็นช่วยปิดก๊อกน้ำ) และทานยาลดการอักเสบ ร่างกายจะดูดซึมน้ำกลับไปเองใน 1-2 สัปดาห์

2. กรณีที่ควรเจาะระบายออก

  • บวมเป่งจนตึงเปรี๊ยะ: งอเข่าไม่ได้เลย ปวดทรมานมาก การดูดออกจะช่วยลดแรงดัน คนไข้จะหายปวดทันทีเหมือนปิดสวิตช์
  • สงสัยการติดเชื้อ: ถ้าเข่าบวมแดงร้อน และมีไข้ ต้องเจาะเอาน้ำไปตรวจหาเชื้อด่วน เพราะถ้าเป็น "ข้ออักเสบติดเชื้อ" (Septic Arthritis) อันตรายถึงขั้นข้อพังถาวร
  • สงสัยเลือดออก: ในกรณีอุบัติเหตุ ถ้าเจาะออกมาเป็นเลือดสด แปลว่าอาจมีเอ็นฉีกขาด

ความเข้าใจผิดเรื่องการเจาะน้ำ

“หมออย่าเจาะนะ เดี๋ยวเข่าแห้ง” หรือ “เจาะแล้วจะติดเป็นนิสัย เดี๋ยวก็มาอีก” หมอขอยืนยันว่า ไม่จริงครับ

  • เข่าไม่แห้ง: ร่างกายผลิตน้ำใหม่ได้ตลอดเวลา การดูดน้ำเสียที่อักเสบออก จะช่วยลดสารเคมีทำลายข้อข้างในด้วยซ้ำ
  • ไม่ติดเป็นนิสัย: การที่น้ำกลับมาอีก ไม่ใช่เพราะเข็มหมอ แต่เป็นเพราะ “ต้นเหตุยังไม่หาย” (เช่น ยังอักเสบอยู่) ถ้าเรารักษาที่ต้นเหตุได้ น้ำก็จะไม่กลับมาครับ

สรุป

น้ำในข้อเข่า ไม่ได้มาจากน้ำดื่ม แต่มาจากการอักเสบภายในที่กระตุ้นให้ร่างกายสร้างน้ำมาปกป้องตัวเอง มันสามารถ “ยุบหายไปเองได้” หากเราหยุดพักและลดการอักเสบได้เร็วพอ แต่ถ้าบวมมากจนทนไม่ไหว การให้หมอช่วยดูดออก ก็เป็นวิธีที่ปลอดภัยและช่วยให้หายปวดได้เร็วครับ

สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่การมัวแต่กังวลเรื่องน้ำ แต่คือการหาสาเหตุว่า “เข่าอักเสบจากอะไร” เพื่อแก้ที่ต้นตอครับ

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ จังหวัดเชียงใหม่ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#น้ำในเข่า #เข่าบวม #เจาะน้ำเข่า #ข้อเข่าอักเสบ #หมอเก่งเชียงใหม่ #ปวดเข่า #น้ำไขข้อ #ถนอมเข่า #ดูแลข้อเข่า #Synovitis


References

  1. Felson DT. Osteoarthritis of the knee. N Engl J Med. 2006;354(8):841-848. (Explains the mechanism of synovial inflammation and fluid production).
  2. Scanzello CR, Goldring SR. The role of synovitis in osteoarthritis pathogenesis. Bone. 2012;51(2):249-257. (Detailed pathophysiology of synovitis).
  3. Mathiessen A, Conaghan PG. Synovitis in osteoarthritis: current understanding with therapeutic implications. Arthritis Res Ther. 2017;19(1):18.
  4. Punzi L, Oliviero F. Arthrocentesis and synovial fluid analysis in clinical practice: value and controversies. Reumatismo. 2019;71(3):117-122.
  5. Courtney P, Doherty M. Joint aspiration and injection and synovial fluid analysis. Best Pract Res Clin Rheumatol. 2013;27(2):137-169.

เลี่ยงนั่งพื้นไม่ได้ ทำไงดี? 3 ท่าไม้ตาย เอาตัวรอดในงานบุญ แบบเข่าไม่ระบม


 

เลี่ยงนั่งพื้นไม่ได้ ทำไงดี? 3 ท่าไม้ตาย เอาตัวรอดในงานบุญ แบบเข่าไม่ระบม

“หมอครับ... สุดสัปดาห์นี้ที่บ้านจะมีงานบุญ ต้องนิมนต์พระมาฉันเพลที่บ้าน เลี่ยงไม่ได้จริงๆ ที่ต้องลงไปนั่งพื้น หมอพอจะมีท่าทีนั่่งที่ทำร้ายเข่าน้อยที่สุดแนะนำไหมครับ?”

นี่เป็นคำถามที่ “แทงใจดำ” และ “ตรงใจ” คนไทยที่สุดคำถามหนึ่งเลยครับ เพราะต่อให้หมอกระดูกทั่วโลกจะรณรงค์ให้เลิกนั่งพื้นแค่ไหน แต่ด้วยวิถีชีวิต วัฒนธรรม การเข้าวัดทำบุญ หรือแม้แต่การทานข้าวในครอบครัวของบ้านเรา การ “นั่งพื้น” ก็ยังเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยากเหลือเกิน

พอจะเลี่ยงไม่นั่ง ก็เกรงใจญาติผู้ใหญ่ พอฝืนนั่งไป ขากลับก็ต้องหามกันขึ้นรถเพราะเข่าล็อค เดินไม่ได้

วันนี้ “หมอเก่ง” เข้าใจสถานการณ์นี้ดีครับ จึงขอถอดหมวกหมอที่ห้ามคนไข้ แล้วมาสวมบทบาท “โค้ช” แนะนำ Survival Guide: คู่มือเอาตัวรอด เมื่อจำเป็นต้องนั่งพื้น ให้ท่านผ่านพ้นภารกิจนี้ไปได้ โดยที่เข่าบอบช้ำน้อยที่สุดครับ

กฎเหล็กข้อที่ 1: เข้าใจก่อนว่า “ไม่มีท่านั่งพื้นไหนที่ดีต่อเข่า 100%”

หมอต้องเรียนตามตรงแบบไม่ขายฝันครับว่า สรีระของมนุษย์ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้นั่งพับขาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะในคนที่มีภาวะ “ข้อเข่าเสื่อม”

การนั่งพับเพียบหรือขัดสมาธิ จะทำให้เกิดแรงอัดในข้อเข่าสูงมหาศาล และมีการบิดหมุนของเอ็นรอบเข่า ดังนั้น ท่าที่หมอจะแนะนำต่อไปนี้ คือท่าที่ “เลวน้อยที่สุด” (Least Harmful) และต้องมีตัวช่วยครับ

ท่าไม้ตายที่ 1: “นั่งเหยียดขา” (แต่ต้องมีเทคนิค)

ในทางการแพทย์ ท่าที่เข่าสบายที่สุดคือการ “เหยียดตรง” หรือ “งอเล็กน้อย” (ประมาณ 10-20 องศา) เพราะแรงดันในข้อเข่าแทบจะเป็นศูนย์

  • วิธีทำ: นั่งพิงฝาผนัง แล้วเหยียดขาตรงไปข้างหน้า หรือเอาหมอนใบเล็กๆ มารองใต้เข่าให้งอนิดๆ จะสบายกว่าเหยียดตึงเป๊ะ
  • ปัญหา: ในวัฒนธรรมไทย การเหยียดเท้าไปทางพระ หรือผู้ใหญ่ ถือว่าไม่สุภาพอย่างแรง
  • ทางแก้: ให้หา “ผ้าห่มผืนเล็ก” หรือผ้าคลุมไหล่ มาคลุมทับช่วงขาและเท้าไว้ครับ วิธีนี้จะช่วยให้เราดูสุภาพเรียบร้อยขึ้น และสามารถเหยียดขาพักเข่าได้โดยไม่ดูน่าเกลียด

ท่าไม้ตายที่ 2: “นั่งขัดสมาธิ...แบบยกก้นสูง” (The Modified Cross-Legged)

การนั่งขัดสมาธิราบไปกับพื้น เข่าจะถูกบิดและงอมาก แต่ถ้าเราปรับองศานิดเดียว โลกเปลี่ยนครับ

  • อุปกรณ์ช่วย: “เบาะรองนั่งที่หนาและแข็ง” หรือหมอนขิด 2 ใบซ้อนกัน
  • วิธีทำ: ให้นั่งทับบนเบาะ ให้ “สะโพกอยู่สูงกว่าระดับเข่า”
  • ทำไมถึงดี: เมื่อสะโพกสูงขึ้น มุมที่เข่าต้องงอจะกว้างขึ้น (เข่าไม่งอพับมาก) แรงกดในข้อจะลดลงทันที และหลังก็จะตรงขึ้นด้วย ไม่ปวดหลัง

ท่าไม้ตายที่ 3: “ท่านางเงือก” (Side-Sitting) แบบสลับฝั่ง

ท่าพับเพียบแบบไทยเดิม คือท่าปราบเซียนที่ทำลายเข่าได้รวดเร็วที่สุด เพราะขาข้างหนึ่งถูกพับ อีกข้างถูกบิด แต่ถ้าจำเป็นต้องทำพิธี

  • วิธีทำ: นั่งพับเพียบโดยถ่ายน้ำหนักลงไปที่ “ก้น” ไม่ใช่ลงที่เข่า และให้ใช้มือข้างหนึ่งยันพื้นไว้เพื่อช่วยรับน้ำหนักตัว
  • กฎสำคัญ: ต้อง “สลับข้างทุก 5-10 นาที” ห้ามนั่งแช่ข้างเดียวนานกว่านี้เด็ดขาด การสลับข้างจะช่วยให้เส้นเอ็นที่ถูกยืด ได้กลับมาพัก และน้ำเลี้ยงข้อได้ไหลเวียน

ตัวช่วยลับ: “เก้าอี้ซักผ้า” หรือ “ม้านั่งเตี้ย”

ถ้างานนั้นอนุญาต (และเราไม่ใช่ประธานในพิธีที่ต้องอยู่หน้าสุด) หมอแนะนำให้พก “เก้าอี้ตัวเล็กๆ” (แบบเก้าอี้ซักผ้า) ไปด้วยครับ

การนั่งบนม้านั่งเตี้ยๆ แม้จะยังดูเหมือนนั่งระดับเดียวกับพื้น แต่ข้อเข่าเราจะงอเพียง 90 องศา (เหมือนนั่งเก้าอี้ปกติ) ซึ่งปลอดภัยกว่าการนั่งราบกับพื้นถึง 10 เท่า! เดี๋ยวนี้มีเก้าอี้พับตัวเล็กๆ พกใส่กระเป๋าผ้าไปได้ เนียนๆ ไม่เสียมารยาท และเซฟเข่าได้ดีเยี่ยมครับ

ช่วงเวลาวัดใจ: ตอนจะ “ลุกขึ้นยืน”

เชื่อไหมครับว่า 80% ของการบาดเจ็บ ไม่ได้เกิดตอนนั่ง แต่เกิดตอน “ลุก” นี่แหละครับ จังหวะที่กระชากตัวขึ้นด้วยขาข้างเดียว แรงกระแทกจะรุนแรงมากจนหมอนรองกระดูกฉีกได้

วิธีลุกที่ถูกต้อง (The Safe Rise Technique):

  1. เปลี่ยนท่า: จากท่านั่งขัดสมาธิหรือพับเพียบ ให้เปลี่ยนมาเป็น “ท่าคุกเข่า” (ท่าเตรียมคลาน) ก่อน
  2. หาหลัก: เอามือสองข้างยันพื้น หรือหาเก้าอี้/คนข้างๆ เป็นหลักยึด
  3. ตั้งขา: ยกขาข้างที่ “แข็งแรงกว่า” หรือเจ็บน้อยกว่า ขึ้นมาตั้งฉาก
  4. ดันตัว: ออกแรงจาก “มือที่ยัน” และ “ขาข้างที่ตั้ง” ดันตัวขึ้นยืนช้าๆ ห้ามใช้หลังกระชากขึ้นเด็ดขาด

การดูแลหลังเสร็จภารกิจ

เมื่อกลับถึงบ้าน อย่าเพิ่งนอนครับ ให้ทำ 2 สิ่งนี้ทันที:

  1. ประคบเย็น: ที่รอบหัวเข่า 15 นาที เพื่อลดการอักเสบที่เกิดขึ้นแน่ๆ ระหว่างนั่ง
  2. บริหารเหยียดเข่า: นั่งบนเก้าอี้ ยกขาเหยียดตรง เกร็งค้างไว้ 10 วินาที ทำ 20 ครั้ง เพื่อไล่น้ำในเข่าและกระตุ้นกล้ามเนื้อ

สรุป

ถ้าเลือกได้ “การไม่นั่งพื้น” คือของขวัญที่ดีที่สุดสำหรับเข่าครับ แต่ถ้าเลือกไม่ได้ ให้ใช้สูตร “ยกก้นสูง-คลุมผ้าเหยียดขา-พกม้านั่งเตี้ย”

และที่สำคัญ อย่าเกรงใจคนอื่น จนทำร้ายตัวเองครับ ถ้าไม่ไหวจริงๆ ให้บอกเจ้าภาพ หรือคนรอบข้างอย่างสุภาพว่า “ขออนุญาตเหยียดขา หรือนั่งเก้าอี้ เนื่องจากมีปัญหาข้อเข่า” หมอเชื่อว่าในสังคมไทย ทุกคนพร้อมจะเข้าใจและเห็นใจผู้ที่มีปัญหาสุขภาพเสมอครับ

ดูแลเข่าให้ดี เพื่อให้เรายังเดินไปทำบุญได้อีกนานๆ ครับ

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ จังหวัดเชียงใหม่ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#นั่งพื้นปวดเข่า #วิธีนั่งขัดสมาธิ #เข่าเสื่อมเข้าวัด #ท่านั่งถนอมเข่า #เก้าอี้คนแก่ #หมอเก่งเชียงใหม่ #ปวดเข่าตอนลุก #ดูแลผู้สูงอายุ #SurvivalGuideเข่าเสื่อม


References

  1. Nagura T, Dyrby CO, Alexander EJ, Andriacchi TP. Mechanical loads at the knee joint during deep flexion: Pivoting and kneeling. J Orthop Res. 2002;20(4):881-886. (Explains the biomechanics of high load in deep flexion).
  2. Thambyah A. How critical are the tibiofemoral contact stresses during deep flexion of the knee? Med Eng Phys. 2008;30(6):786-792.
  3. Mulholland SJ, Wyss UP. Activities of daily living in non-Western cultures: range of motion requirements for hip and knee joints. Int J Rehabil Res. 2001;24(3):191-198. (Discusses range of motion in floor sitting cultures).
  4. Riisalmi, M. Ergonomics of floor sitting. In: Asian Perspectives on Ergonomics. Springer; 2019. (Ergonomic adaptations for floor sitting).
  5. Zhang, Y., Jordan, J.M. Epidemiology of Osteoarthritis. Clin Geriatr Med. 2010;26(3):355-369. (Risk factors including occupational bending/squatting).

นั่งยองๆ ทีไร เข่าบวมเป่งทุกที! เพราะอะไร?

 



นั่งยองๆ ทีไร เข่าบวมเป่งทุกที! เพราะอะไร?


“หมอครับ เมื่อวานแค่ไปนั่งถอนหญ้าหลังบ้านแป๊บเดียวเอง พอลุกขึ้นมา เข่าบวมตุ่ยเป็นลูกส้มโอเลยครับ งอก็ไม่ได้ เหยียดก็ปวด มันเกิดอะไรขึ้นครับหมอ?”

นี่คือเสียงบ่นปนความตกใจของลุงสมศักดิ์ วัย 62 ปี ที่เดินขากะเผลกเข้ามาในคลินิกหมอเมื่อเช้านี้ครับ แกเป็นคนขยัน อยู่บ้านเฉยๆ ไม่ได้ ต้องหาอะไรทำตลอด แต่ครั้งนี้ “เข่า” ของแกดูเหมือนจะไม่ยอมร่วมมือด้วยแล้ว

เหตุการณ์แบบนี้ไม่ได้เกิดแค่กับลุงสมศักดิ์นะครับ แต่เกิดขึ้นกับคนไทยจำนวนมาก โดยเฉพาะในวัฒนธรรมบ้านเราที่ต้อง “นั่งพื้น นั่งยอง นั่งพับเพียบ หรือคุกเข่าไหว้พระ” เป็นประจำ

หลายคนสงสัยว่า ทำไมแค่การเปลี่ยนท่านั่ง ถึงทำให้เข่าที่เคยปกติ (หรือปวดนิดๆ) กลายสภาพเป็น “เข่าบวมเป่ง” ที่เต็มไปด้วยน้ำได้ขนาดนี้? มันคือสัญญาณอันตรายหรือเปล่า?

วันนี้หมอเก่งจะพาไปไขความลับใต้ผิวหนังหัวเข่า ว่าเกิดสงครามอะไรขึ้นข้างใน เวลาที่เราฝืนงอเข่ามากๆ ในคนที่มีภาวะข้อเข่าเสื่อมครับ

ความจริง: เข่าเสื่อม ไม่ถูกกับ “แรงอัด”

เพื่อให้เข้าใจง่ายที่สุด ลองจินตนาการว่าข้อเข่าของเราเหมือน “บานพับประตู” ครับ

ถ้าเป็นบานพับใหม่ๆ หยอดน้ำมันดีๆ เราจะพับจะงอยังไงมันก็ลื่นไหล แต่สำหรับคนที่มีภาวะ “ข้อเข่าเสื่อม” เปรียบเหมือนบานพับที่ “สนิมเกรอะกรัง” ผิวข้อไม่เรียบ ขรุขระเหมือนถนนลูกรัง

เวลาเราเดินปกติ (งอเข่าประมาณ 60 องศา) ผิวข้อที่ขรุขระอาจจะแค่เสียดสีกันเบาๆ พอทนได้

แต่เมื่อไหร่ที่เรา “นั่งยองๆ คุกเข่า หรือพับเพียบ” ซึ่งต้องงอเข่ามากกว่า 120-140 องศา สิ่งที่เกิดขึ้นคือ:

  1. แรงอัดมหาศาล: แรงกดที่กระทำต่อผิวกระดูกอ่อนจะพุ่งสูงขึ้นถึง 7-8 เท่าของน้ำหนักตัว! ลองนึกภาพว่ามีคนตัวหนักๆ มาเหยียบทับเข่าเราตอนที่งอสุดๆ
  2. การบดขยี้: ผิวข้อที่ขรุขระจะถูกบดอัดเข้าหากันอย่างรุนแรง เหมือนเราเอาหินสองก้อนมาถูกันแรงๆ เศษกระดูกอ่อนหรือตะกอนต่างๆ ก็จะหลุดลอยออกมา

ทำไมเข่าถึง “บวมน้ำ”? (Mechanism of Effusion)

นี่คือจุดที่หลายคนเข้าใจผิด คิดว่าน้ำมาจากข้างนอก หรือกินน้ำเยอะไป แต่ความจริงแล้ว “น้ำในเข่า คือน้ำตาของข้อเข่า” ครับ

เมื่อเกิดแรงอัดและการเสียดสีรุนแรงจากการนั่งงอเข่า ร่างกายจะรับรู้ว่า “มีการบาดเจ็บเกิดขึ้นแล้ว!”

เยื่อบุข้อ (Synovium) ซึ่งเปรียบเสมือนโรงงานผลิตน้ำหล่อลื่น จะเกิดการอักเสบและตกใจ (Synovitis) จึงเร่งผลิต “น้ำไขข้อ” ออกมาจำนวนมหาศาล เพื่อหวังจะช่วย:

  • ชะล้างเศษตะกอนที่หลุดออกมา
  • ลดความร้อนจากการเสียดสี
  • พยายามแยกผิวข้อออกจากกันเพื่อลดแรงกระแทก

แต่เมื่อผลิตออกมามากเกินไป ระบายออกไม่ทัน เข่าจึง “บวม เป่ง ตึง” จนเรางอขาไม่ลง และรู้สึกปวดตื้อๆ เหมือนลูกโป่งที่ใกล้นั่นเองครับ

อาการสัญญาณเตือน: ไม่ใช่แค่บวม

นอกจากเข่าบวมโตอย่างเห็นได้ชัดแล้ว คนไข้มักจะมีอาการร่วมดังนี้:

  • ตึงพับเข่าด้านหลัง: รู้สึกเหมือนเส้นเอ็นข้างหลังมันตึงไปหมด
  • งอเข่าไม่สุด เหยียดไม่สุด: เพราะมีน้ำขังอยู่ข้างใน ขัดขวางการเคลื่อนไหว
  • อุ่นๆ ที่หัวเข่า: แสดงถึงการอักเสบที่กำลังปะทุอยู่ข้างใน
  • ปวดเวลาลุกนั่ง: โดยเฉพาะช่วงก้าวแรกหลังจากนั่งพักนานๆ

การตรวจวินิจฉัย: หมอรู้อะไรจากการตรวจ?

เมื่อมาหาหมอ หมอจะตรวจเช็คเพื่อให้แน่ใจว่าเป็นน้ำในข้อเข่าจากการเสื่อม ไม่ใช่การติดเชื้อ

1. การตรวจร่างกาย: หมอจะทำสิ่งที่เรียกว่า Ballottement test คือการกดลูกสะบ้าลงไป ถ้ามีน้ำเยอะ ลูกสะบ้าจะเด้งขึ้นลงได้เหมือนลอยอยู่บนน้ำ 2. อัลตราซาวด์ (Ultrasound): เครื่องมือคู่ใจหมอเก่ง จะเห็นภาพ “พื้นที่สีดำ” ในข้อเข่า ซึ่งก็คือน้ำที่ขังอยู่นั่นเอง และยังเห็นด้วยว่าเยื่อบุข้อหนาตัวขึ้นจากการอักเสบหรือไม่ 3. เอกซเรย์ (X-ray): เพื่อดูระยะของข้อเข่าเสื่อม ว่าช่องว่างระหว่างกระดูกแคบลงแค่ไหน และมีหินปูนงอกไปขัดขวางการงอเข่าหรือไม่

ปัจจัยเสี่ยง: ใครที่นั่งยองแล้วเข่าบวมง่าย?

ไม่ใช่ทุกคนที่นั่งแล้วจะบวมทันที แต่กลุ่มนี้ต้องระวังเป็นพิเศษครับ

  • ผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกิน: แรงกดทับจะมากกว่าคนผอมหลายเท่า
  • ผู้ที่เป็นข้อเข่าเสื่อมระยะกลางถึงรุนแรง: ผิวข้อสึกไปเยอะแล้ว ความทนทานต่อแรงเสียดสีต่ำมาก
  • กล้ามเนื้อต้นขาไม่แข็งแรง: ไม่มีตัวช่วยพยุงรับแรงกระแทก แรงทั้งหมดจึงลงไปที่ข้อเข่าเต็มๆ

แนวทางการรักษา: ทำอย่างไรเมื่อเข่าบวม?

เมื่อเข่าบวมเป่งจากการนั่งผิดท่า สิ่งแรกที่ต้องทำคือ “หยุดกิจกรรมนั้นทันที”

1. การปฐมพยาบาลเบื้องต้น

  • ประคบเย็น: ความเย็นจะช่วยให้เส้นเลือดหดตัว ลดการผลิตน้ำ ลดบวม และลดปวดได้ดีมาก (ประคบครั้งละ 15-20 นาที)
  • พักการใช้งาน: งดเดินเยอะ งดขึ้นบันได และที่สำคัญ “เลิกนั่งยอง/พับเพียบเด็ดขาด” ในช่วงนี้

2. การรักษาทางการแพทย์

  • เจาะดูดน้ำออก (Arthrocentesis): ในกรณีที่บวมมากจนปวดทนไม่ไหว หรือเข่าตึงจนงอไม่ได้ การดูดน้ำออกจะช่วยลดแรงดันภายในข้อ คนไข้จะรู้สึกโล่งทันทีเหมือนยกภูเขาออกจากอก (แต่น้ำอาจกลับมาได้อีก ถ้าการอักเสบยังไม่หาย)
  • ยาต้านการอักเสบ: เพื่อลดกระบวนการอักเสบของเยื่อบุข้อ
  • การฉีดสเตียรอยด์เฉพาะจุด: ในบางกรณีที่อักเสบรุนแรง เพื่อหยุดการสร้างน้ำอย่างรวดเร็ว (ต้องอยู่ในดุลยพินิจของแพทย์)

3. การป้องกันระยะยาว: ปรับพฤติกรรม นี่คือหัวใจสำคัญครับ ถ้าไม่อยากกลับมาเข่าบวมอีก

  • เปลี่ยนวิถีชีวิต: หันมาใช้ “เก้าอี้” แทนการนั่งพื้น ใช้ “ชักโครก” แทนส้วมซึม เวลาทำสวนให้ใช้เก้าอี้เตี้ยๆ นั่ง แทนการนั่งยอง
  • หลีกเลี่ยงท่าอันตราย: งดการคุกเข่าไหว้พระนานๆ (อาจนั่งเก้าอี้แล้วไหว้แทน พระท่านเข้าใจครับ)
  • บริหารกล้ามเนื้อหน้าขา (Quadriceps): เมื่อหายบวมแล้ว ต้องเร่งสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง เพื่อช่วยรับน้ำหนักแทนข้อเข่า

พยากรณ์โรค: จะหายขาดไหม?

อาการเข่าบวมจากการใช้งานผิดท่า “สามารถหายได้” ครับ ถ้ารักษาถูกวิธีและพักการใช้งาน พอน้ำยุบลง เข่าก็จะกลับมาใกล้เคียงปกติ

แต่สิ่งที่ต้องจำไว้คือ “ข้อเข่าเสื่อม เป็นแล้วไม่หายขาด” ถ้าเรากลับไปนั่งยองๆ นั่งพับเพียบอีก เข่าก็จะกลับมาประท้วงด้วยการบวมอีก และทุกครั้งที่บวม คือการที่ข้อเข่าถูกทำลายเพิ่มขึ้น อายุการใช้งานของเข่าก็จะสั้นลงเรื่อยๆ ครับ

สรุป

การนั่งยองๆ คุกเข่า หรือพับเพียบ ในผู้ที่มีภาวะเข่าเสื่อม เปรียบเสมือนการเอาค้อนไปทุบซ้ำๆ ที่แผลเดิมครับ ร่างกายจึงสร้างน้ำออกมาเพื่อปกป้องตัวเอง จนกลายเป็นอาการเข่าบวม

ทางออกที่ดีที่สุด ไม่ใช่แค่การกินยาหรือเจาะน้ำออก แต่คือการ “ปรับเปลี่ยนท่านั่ง” ในชีวิตประจำวันครับ การยอมเปลี่ยนมานั่งเก้าอี้ อาจดูขัดใจในช่วงแรก แต่แลกมาด้วยการมีเข่าดีๆ ไว้เดินเที่ยว เดินเล่นกับลูกหลานไปอีกนาน หมอว่าคุ้มค่ามากครับ

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ จังหวัดเชียงใหม่ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#เข่าบวม #น้ำในเข่า #ข้อเข่าเสื่อม #นั่งยองปวดเข่า #นั่งพับเพียบไม่ได้ #เจาะน้ำเข่า #หมอเก่งเชียงใหม่ #ปวดเข่าผู้สูงอายุ #ดูแลข้อเข่า #ถนอมเข่า


References

  1. D'Lima DD, Fregly BJ, Patil S, Steklov N, Colwell CW Jr. Knee joint forces: prediction, measurement, and significance. Proc Inst Mech Eng H. 2012;226(2):95-102. (Evidence on high contact pressure during deep flexion).
  2. Wallace IJ, Worthington S, Riarkhan DT, et al. Knee osteoarthritis has doubled in prevalence since the mid-20th century. Proc Natl Acad Sci U S A. 2017;114(35):9332-9336.
  3. Hunter DJ, McHugh GA. Hydrotherapy for osteoarthritis of the knee. Cochrane Database Syst Rev. 2008.
  4. Heidari B. Knee osteoarthritis prevalence, risk factors, pathogenesis and features: Part I. Caspian J Intern Med. 2011;2(2):205-212.
  5. Felson DT. Osteoarthritis of the knee. N Engl J Med. 2006;354(8):841-848. (Discusses mechanism of synovial inflammation and effusion).

วันเสาร์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2569

เคล็ดลับคนวัย 50+ เล่นกีฬายังไงให้เข่าไม่พัง

 

เคล็ดลับคนวัย 50+ เล่นกีฬายังไงให้เข่าไม่พัง

“หมอครับ ผมยังจะเล่นเทนนิสได้อีกไหมครับ ถ้าผมหยุดเล่น ผมคงเฉาตายแน่ๆ”

คำถามนี้มาจากคนไข้ชายวัย 55 ปีท่านหนึ่ง ที่เดินเข้ามาในห้องตรวจด้วยท่าทางกะเผลกเล็กน้อย พร้อมกับผลเอกซเรย์ในมือ แววตาของเขาเต็มไปด้วยความกังวล ไม่ใช่แค่ความเจ็บปวดที่หัวเข่า แต่คือความกลัวว่าจะสูญเสียสิ่งที่รักที่สุดไป

คนไข้ท่านนี้ชื่นชอบกีฬาเทนนิสเป็นชีวิตจิตใจ เล่นมาตั้งแต่วัยหนุ่ม สัปดาห์ละ 3-4 วัน แต่ช่วงหลังมานี้ ทุกครั้งที่จบเกม จะมีอาการปวดตื้อๆ ที่เข่าขวา บางวันตื่นมาเข่าบวมตุ่ยๆ จนงอขาไม่ค่อยลง พักสัก 2-3 วันก็ยุบ พอกลับไปเล่นใหม่ก็บวมอีก วนเวียนอยู่แบบนี้

จนล่าสุดไปเอกซเรย์ พบว่าเป็น “ข้อเข่าเสื่อมระยะที่ 2-3” ซึ่งถือว่าเป็นระยะปานกลาง ฟังดูเหมือนเป็นคำตัดสินประหารชีวิตนักกีฬา แต่ความจริงแล้ว มันคือสัญญาณเตือนให้เราต้อง “ปรับ” ไม่ใช่ให้เรา “หยุด” ใช้ชีวิตครับ

วันนี้หมออยากชวนทุกคนมาทำความเข้าใจภาวะเข่าเสื่อมในคนที่ยังอยากแอคทีฟ อยากเล่นกีฬา ว่าเราจะอยู่ร่วมกับมันอย่างไรให้มีความสุข และยืดอายุการใช้งานของเข่าเราไปให้นานที่สุด

ข้อเข่าเสื่อมระยะ 2-3 คืออะไร เปรียบเทียบให้เห็นภาพ

เพื่อให้เข้าใจง่ายที่สุด ลองจินตนาการว่าข้อเข่าของเราเหมือน “ยางรถยนต์” ครับ ผิวข้อกระดูกอ่อนคือดอกยาง ที่ทำหน้าที่รับแรงกระแทกและทำให้การเคลื่อนไหวลื่นไหล

ในระยะที่ 1 ดอกยางอาจจะแค่เริ่มแข็ง ไม่นิ่มนวลเหมือนใหม่ แต่ยังใช้งานได้ดี

แต่พอเข้าสู่ระยะที่ 2 และ 3 แปลว่า “ดอกยางเริ่มสึก” จนบางลงอย่างเห็นได้ชัด พื้นผิวที่เคยเรียบเริ่มขรุขระ เหมือนถนนลูกรัง เวลาขยับหรือลงน้ำหนัก กระดูกสองชิ้นจะเริ่มเสียดสีกันมากขึ้น ไม่ลื่นไหลเหมือนเดิม

เมื่อเกิดการเสียดสี ร่างกายของเรามีกลไกตอบสนองครับ โดยการสร้าง “น้ำ” ออกมาในข้อเข่ามากขึ้น เพื่อพยายามหล่อลื่นและลดความร้อนจากการเสียดสีนั้น นี่คือสาเหตุที่ทำไมคนไข้ถึงมีอาการ “เข่าบวม” หรือมีน้ำในข้อเข่าหลังจากการใช้งานหนักๆ เหมือนเครื่องยนต์ที่ร้อนจัดจนหม้อน้ำเดือดนั่นเอง

อาการฟ้อง ว่าเข่าเริ่มประท้วง

อาการของคนไข้รายนี้ เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนมากของคนที่เป็นเข่าเสื่อมระยะกลางแล้วยังใช้งานหนักครับ

  1. ปวดหลังใช้งาน: มักจะไม่ปวดทันทีที่ตีเทนนิส แต่จะปวดหลังจากเล่นเสร็จ หรือตื่นนอนในเช้าวันรุ่งขึ้น อาการปวดมักเป็นแบบตื้อๆ ลึกๆ ข้างในข้อ
  2. ข้อฝืดตึง: โดยเฉพาะช่วงเช้า หรือหลังจากนั่งทำงานนานๆ พอลุกขึ้นยืนจะรู้สึกว่าข้อเข่ามันล็อคๆ ต้องขยับสักพักถึงจะเดินได้คล่อง
  3. เข่าบวม: เป็นสัญญาณของการอักเสบเยื่อบุข้อ มีน้ำไขข้อผลิตออกมามากผิดปกติ บางครั้งจับดูจะรู้สึกอุ่นกว่าอีกข้าง
  4. เสียงดังในข้อ: เวลาลุกนั่ง หรือเดินขึ้นบันได จะได้ยินเสียงกรอบแกรบ ซึ่งเกิดจากผิวข้อที่ขรุขระเสียดสีกัน

การวินิจฉัยที่แม่นยำ สำคัญกว่าแค่การดูฟิล์ม

การที่คนไข้ถือฟิล์มเอกซเรย์มา บอกว่าเป็นระยะ 2-3 นั้น เป็นเพียงข้อมูลส่วนหนึ่งครับ การตรวจวินิจฉัยที่ดี ต้องดูให้ลึกกว่านั้น

1. การตรวจร่างกาย: หมอจะดูแนวแกนขาว่าเริ่มโก่งหรือยัง ตรวจความมั่นคงของเส้นเอ็นรอบเข่า เพราะในนักเทนนิส เอ็นต้องรับแรงบิดหมุนเยอะมาก และที่สำคัญคือการคลำหาจุดเจ็บ เพื่อแยกโรคว่าปวดจากผิวข้อเสื่อม หรือปวดจากเอ็นอักเสบร่วมด้วย

2. เอกซเรย์ (X-ray): ในท่ายืนลงน้ำหนัก จะช่วยให้เราเห็น “ช่องว่าง” ระหว่างกระดูกชัดเจน ถ้าช่องว่างนี้แคบลง แปลว่ากระดูกอ่อนสึกไปเยอะ และอาจจะเห็นหินปูนงอกตามขอบกระดูก ซึ่งเป็นธรรมชาติของร่างกายที่พยายามสร้างฐานให้กว้างขึ้นเพื่อรับน้ำหนัก

3. อัลตราซาวด์ (Ultrasound): อันนี้สำคัญมากครับ ในกรณีที่เข่าบวม เครื่องอัลตราซาวด์จะช่วยให้หมอเห็น “น้ำในข้อ” ได้ทันที เห็นความหนาตัวของเยื่อบุข้อที่อักเสบ และยังเช็คสภาพเส้นเอ็นรอบๆ ได้ด้วย โดยไม่ต้องรอคิวทำ MRI นานๆ เป็นการตรวจที่ช่วยวางแผนการรักษาหน้างานได้ดีมาก

ปัจจัยเสี่ยง: ทำไมต้องเป็นเรา?

แน่นอนว่า “อายุ” เป็นปัจจัยหลักที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่สำหรับเคสนี้และหลายๆ ท่าน มีปัจจัยอื่นร่วมด้วยครับ

การใช้งานหนักซ้ำๆ: กีฬาเทนนิส เป็นกีฬาประเภท High Impact ที่มีการ “กระแทก-บิด-เบรค” ตลอดเวลา จังหวะที่วิ่งไปรับลูกแล้วหยุดกะทันหัน หรือจังหวะบิดตัวตบลูก แรงกระทำที่ข้อเข่าจะสูงกว่าน้ำหนักตัวหลายเท่า เมื่อทำซ้ำๆ มาหลายสิบปี ยางรถยนต์ย่อมสึกเร็วกว่ารถที่ขับทางเรียบปกติ

น้ำหนักตัว: ทุกๆ 1 กิโลกรัมที่เกินมา จะเพิ่มแรงกระทำต่อเข่า 3-4 กิโลกรัมขณะเดิน และอาจถึง 5-10 กิโลกรัมขณะวิ่งหรือกระโดด

กล้ามเนื้อไม่แข็งแรงพอ: หากกล้ามเนื้อต้นขา (Quadriceps) ไม่แข็งแรง แรงกระแทกทั้งหมดจะลงไปที่ข้อเข่าโดยตรง ไม่มีตัวช่วยดูดซับแรง

แนวทางการรักษา: ต้องเลิกเล่นเทนนิสไหม?

นี่คือคำตอบที่คนไข้รอคอยครับ หมออยากบอกว่า “ไม่จำเป็นต้องเลิก แต่ต้องปรับเปลี่ยน” เป้าหมายของเราคือ เก็บเข่าไว้ใช้งานให้นานที่สุด โดยที่คุณภาพชีวิตต้องไม่เสียไป

การรักษาแบ่งเป็นลำดับขั้น ตามความรุนแรงของอาการ ณ ขณะนั้นครับ

1. ระยะอักเสบเฉียบพลัน (เข่าบวม ปวดมาก)

ช่วงที่มีน้ำในเข่าเยอะๆ คือช่วงที่ไฟกำลังไหม้บ้านครับ เราต้องดับไฟก่อน

  • พักการใช้งานหนัก: ช่วงที่บวมต้องงดเทนนิสชั่วคราวครับ เปลี่ยนมาเดินในน้ำ หรือปั่นจักรยานเบาๆ แทน
  • ประคบเย็น: ช่วยลดบวมและลดปวดได้ดีมาก
  • ยาต้านการอักเสบ: ใช้ระยะสั้นๆ เพื่อลดกระบวนการอักเสบ ไม่ควรทานต่อเนื่องนานๆ เพราะอาจมีผลข้างเคียง

2. การรักษาด้วยหัตถการ (เมื่อยาเอาไม่อยู่)

หากมีน้ำในข้อเข่ามาก การดูดน้ำออกจะช่วยลดแรงดันและลดปวดได้ทันที แต่สิ่งที่สำคัญกว่าการดูดน้ำคือ “การระงับการอักเสบ”

  • การฉีดยา: ปัจจุบันเรามีทางเลือกหลายอย่าง เช่น น้ำเลี้ยงข้อเทียม (Hyaluronic Acid) เพื่อช่วยหล่อลื่นเหมือนเติมน้ำมันเครื่อง หรือ เกร็ดเลือดเข้มข้น (PRP) ที่สกัดจากเลือดคนไข้เอง เพื่อช่วยกระตุ้นการซ่อมแซมเนื้อเยื่อตามธรรมชาติ หรือในบางกรณีที่อักเสบมากอาจใช้สเตียรอยด์ในปริมาณที่เหมาะสมและจำกัดครั้ง
  • อัลตราซาวด์นำวิถี: ทุกครั้งที่หมอทำการฉีดรักษา หมอจะใช้เครื่องอัลตราซาวด์ช่วยระบุตำแหน่งเสมอ เพื่อให้มั่นใจว่ายาเข้าไปในจุดที่มีปัญหาจริงๆ และไม่ไปโดนเส้นเอ็นหรือเส้นประสาทที่สำคัญ เพิ่มความแม่นยำและความปลอดภัยครับ

3. การรักษาที่ยั่งยืนที่สุด: ปรับพฤติกรรมและกายภาพ

เมื่ออาการปวดหายไป ไม่ได้แปลว่าโรคหายไปครับ ผิวข้อที่เสื่อมยังคงอยู่ หัวใจสำคัญที่จะทำให้กลับไปตีเทนนิสได้คือ

  • สร้างกล้ามเนื้อต้นขา (Quadriceps): นี่คือยาขนานเอกครับ ถ้ากล้ามเนื้อหน้าขาแข็งแรง มันจะทำหน้าที่เหมือน “โช้คอัพ” รับแรงกระแทกแทนข้อเข่า ต้องฝึกบริหารท่านั่งเตะขา (Leg extension) หรือทำ Squat แบบไม่ลงลึก (Half Squat) เป็นประจำ
  • ปรับการเล่นเทนนิส:
    • เปลี่ยนสนาม: หลีกเลี่ยงสนามปูน (Hard court) ที่แข็งกระด้าง ถ้าหาได้ สนามดิน (Clay court) หรือหญ้าเทียม จะช่วยซับแรงได้ดีกว่ามาก
    • เล่นประเภทคู่: การเล่นคู่ช่วยลดพื้นที่การวิ่งลงครึ่งหนึ่ง ลดการเคลื่อนที่แบบกระชากตัวได้เยอะครับ
    • เลือกรองเท้า: ใช้รองเท้าเทนนิสที่มีระบบรองรับแรงกระแทกที่ดี และเปลี่ยนรองเท้าเมื่อพื้นเริ่มแข็งหรือสึก
    • วอร์มอัพ: ยืดเหยียดกล้ามเนื้อให้นานขึ้น ให้ร่างกายพร้อมก่อนลงสนาม

ข้อบ่งชี้ในการผ่าตัด

สำหรับระยะ 2-3 เรามักจะพยายามยื้อด้วยวิธีข้างต้นให้ถึงที่สุดครับ การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม จะพิจารณาก็ต่อเมื่อ:

  1. รักษาทุกวิธีแล้วไม่หายปวด คุณภาพชีวิตแย่ลง
  2. เข่าโก่งผิดรูปมาก จนเดินลำบาก
  3. เอกซเรย์พบว่ากระดูกชนกันจนไม่มีช่องว่างเหลือแล้ว (ระยะ 4)

ในคนไข้รายนี้ ยังห่างไกลคำว่าผ่าตัดครับ แค่ต้องมีวินัยในการดูแลตัวเองมากขึ้น

พยากรณ์โรค: จะหายขาดไหม?

ต้องยอมรับความจริงว่า “ข้อเข่าเสื่อม เป็นแล้วไม่หายขาด” ครับ กระดูกอ่อนที่สึกไปแล้ว ร่างกายสร้างทดแทนใหม่ไม่ได้สมบูรณ์เหมือนผิวเด็ก แต่เราสามารถ “ชะลอความเสื่อม” ไม่ให้มันแย่ลงเร็วได้

ถ้าดูแลดีๆ ออกกำลังกายกล้ามเนื้อให้แข็งแรง ควบคุมน้ำหนัก ปรับวิธีการเล่นกีฬา หลายคนสามารถใช้งานเข่าเดิมไปได้อีก 10-20 ปี โดยไม่ต้องผ่าตัด และยังคงมีความสุขกับกีฬาทีรักได้ครับ

สิ่งสำคัญคือการฟังเสียงร่างกาย ถ้าเจ็บต้องพัก ถ้าบวมต้องรักษา อย่าฝืนเล่นทั้งที่เข่าประท้วง เพราะนั่นคือการเร่งวันเวลาให้เข่าพังเร็วกว่ากำหนด

ดูแลเข่าตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้เข่าพาเราไปทำในสิ่งที่รักได้ตลอดชีวิตครับ

สรุป

สำหรับท่านที่รักการออกกำลังกายแต่มีปัญหาเข่าเสื่อมระยะเริ่มต้นถึงปานกลาง การหยุดออกกำลังกายไม่ใช่คำตอบครับ แต่คำตอบคือการออกกำลังกายให้ “ฉลาดขึ้น” เสริมสร้างกล้ามเนื้อให้ถูกจุด และรับการรักษาที่ตรงเป้าหมายเมื่อมีอาการกำเริบ ท่านก็จะสามารถหวดลูกเทนนิส หรือทำกิจกรรมที่รักต่อไปได้อีกนานครับ

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ จังหวัดเชียงใหม่ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ข้อเข่าเสื่อม #ปวดเข่า #น้ำในเข่า #เข่าบวม #นักกีฬาปวดเข่า #เล่นเทนนิสปวดเข่า #หมอเก่งเชียงใหม่ #ฉีดยาเข่า #PRPเข่า #รักษากระดูกและข้อเชียงใหม่


References

  1. Kolasinski SL, Neogi T, Hochberg MC, Oatis C, Guyatt G, Block J, et al. 2019 American College of Rheumatology/Arthritis Foundation Guideline for the Management of Osteoarthritis of the Hand, Hip, and Knee. Arthritis Care Res (Hoboken). 2020 Feb;72(2):149-162.
  2. Bannuru RR, Osani MC, Vaysbrot EE, Arden NK, Bennell K, Bierma-Zeinstra SM, et al. OARSI guidelines for the non-surgical management of knee, hip, and polyarticular osteoarthritis. Osteoarthritis Cartilage. 2019 Nov;27(11):1578-1589.
  3. Tewary S, Gupta V, Gupta R. Exercise and Sports in Osteoarthritis. In: Santy-Tomlinson J, Hertz K, editors. Fragility Fracture Nursing: Holistic Care and Management of the Orthogeriatric Patient. Cham (CH): Springer; 2018. Chapter 9.
  4. Driban JB, Hootman JM, Sitler MR, Harris K, Cattano NM. Is participation in certain sports associated with knee osteoarthritis? A systematic review. J Athl Train. 2017 Jun;52(6):497-506.
  5. Kon E, Filardo G, Di Martino A, Marcacci M. Platelet-rich plasma (PRP) to treat sports injuries: evidence to support its use. Knee Surg Sports Traumatol Arthrosc. 2011 Apr;19(4):516-27.