วันพฤหัสบดีที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569

อาหารเสริมบำรุงเข่า... สรุปว่า 'จำเป็น' หรือแค่ 'เสียเงินฟรี'?" เรื่องจริงที่คนซื้อไม่ได้กิน คนกินไม่ได้ซื้อ!

  



อาหารเสริมบำรุงเข่า... สรุปว่า 'จำเป็น' หรือแค่ 'เสียเงินฟรี'?" เรื่องจริงที่คนซื้อไม่ได้กิน คนกินไม่ได้ซื้อ!

"หมอครับ ลูกซื้ออาหารเสริมแก้ปวดเข่ากระปุกละหลายพันมาให้กิน เขาบอกว่าเป็นคอลลาเจนสกัดจากกระดูกปลาทะเลน้ำลึก กินแล้วเข่าจะหายดัง จะได้ไม่ต้องผ่าตัด มันช่วยได้จริงไหม หรือหมอว่ายายควรเก็บเงินไว้กินข้าวดีกว่า?"

นี่คือบทสนทนาสุดคลาสสิกที่ผมเจอแทบทุกวันครับ คุณยายจัน (นามสมมติ) วัย 72 ปี มาหาผมพร้อมถุงอาหารเสริมกองโต ซึ่งลูกหลานกว้านซื้อมาให้เพราะ "ความกตัญญู" และ "ความหวัง" แต่ในมุมมองของหมอกระดูก เรื่องนี้มีเส้นแบ่งบางๆ ระหว่าง "ประโยชน์ที่ได้รับ" กับ "การตลาดที่เกินจริง" ครับ


อาหารเสริมยอดฮิต: ใครเป็นใคร?

ในท้องตลาดตอนนี้มีสารสกัดหลักๆ 3-4 ตัวที่อ้างสรรพคุณช่วยเรื่องเข่า เรามาดูกันว่าตัวไหนทำอะไรได้บ้างในภาษาชาวบ้านครับ:

  1. คอลลาเจน (Collagen Type II): เปรียบเสมือน "วัสดุซ่อมแซม" ผิวข้อ ยิ่งเป็นแบบสกัดพิเศษ (UC-II) งานวิจัยบางชิ้นบอกว่าช่วยลดการอักเสบได้บ้าง แต่ไม่ใช่การ "เสก" ให้กระดูกอ่อนที่หายไปกลับมาหนาเหมือนเดิม
  2. กลูโคซามีน (Glucosamine): ตัวนี้เหมือน "น้ำเลี้ยงข้อ" ช่วยให้ข้อเข่าขยับได้ลื่นขึ้นเล็กน้อย ช่วยลดปวดได้ในบางรายที่เป็นระยะเริ่มต้น
  3. คอนโดรอิติน (Chondroitin): สารสกัดจากกระดูกอ่อนสัตว์ ช่วยเรื่องความยืดหยุ่นและการอุ้มน้ำของข้อ
  4. น้ำมันปลา (Fish Oil): ช่วยลด "ไฟ" หรือการอักเสบในข้อ ทำให้ลดอาการบวมแดงได้

ความจริงที่ต้องรู้: อาหารเสริมไม่ใช่ "ยาสารพัดนึก"

สิ่งที่โฆษณาไม่ได้บอกคุณยายคือ "อาหารเสริมไม่ได้ผลกับทุกคน" โดยเฉพาะในเคสที่เป็น ข้อเข่าเสื่อมระยะสุดท้าย (ระยะที่ 4) ที่กระดูกชนกันแล้ว:

  • เหมือนการรดน้ำต้นไม้ที่ตายแล้ว: หากผิวข้อสึกไปจนหมด (Bone on bone) ต่อให้กินคอลลาเจนวันละกิโล กระดูกอ่อนก็ไม่สามารถงอกกลับมาใหม่ได้ครับ ในระยะนี้ อาหารเสริมจึงให้ผลเพียงแค่ "ทางใจ" เท่านั้น
  • ใช้เวลานาน: อาหารเสริมไม่ใช่ยาแก้ปวดที่กินแล้วหายทันที ต้องกินต่อเนื่อง 2-3 เดือนถึงจะเริ่มเห็นผล (ถ้ามันจะเห็นผลนะ)
  • ค่าใช้จ่ายสูง: หลายครั้งราคาอาหารเสริมแพงกว่ายาแผนปัจจุบันเสียอีก

แล้วสรุปว่า "จำเป็นไหม?"

หมอขอสรุปให้สั้นๆ ตามความจริงทางการแพทย์แบบนี้ครับ:

  • ถ้าคุณปวดเข่าน้อยๆ (ระยะ 1-2): การทานอาหารเสริมกลุ่มกลูโคซามีนหรือคอลลาเจนชนิดที่ 2 "อาจช่วยได้บ้าง" โดยเฉพาะช่วยลดความเร็วในการเสื่อมของข้อและลดปวด เป็นประเด็นที่มีการถกเถียงกันมากในวงการแพทย์ครับ และต้องเป็นเกรดที่ได้มาตรฐาน pharmaceutical grade เท่านั้น และต้องมีงานวิจัยรองรับ ไม่ใช่ว่าทุกชนิดที่ขายในท้องตลาดจะได้ผล

แต่หากอ้างอิงตามงานวิจัยและการรวบรวมข้อมูลเชิงสถิติ (Meta-analysis) ในระดับสากล มีหลักฐานสนับสนุนว่ากลุ่มอาการ "ระยะเริ่มต้นถึงปานกลาง" ได้รับประโยชน์มากกว่าระยะสุดท้าย ถ้าใช้ อาหารเสริมเกรดที่ได้มาตรฐาน (Pharmaceutical Grade)

  • ถ้าคุณเข่าเสื่อมรุนแรง (ระยะ 3-4): อาหารเสริม "ไม่จำเป็น" ครับ เสียเงินฟรีแน่นอน การรักษาด้วยการฉีดน้ำเลี้ยงข้อ หรือการผ่าตัด จะเห็นผลชัดเจนและคุ้มค่ากว่า

วิธีบำรุงเข่าแบบ "ไม่ต้องเสียเงินสักบาท"

เชื่อไหมครับว่า สิ่งที่บำรุงเข่าได้ดีกว่าอาหารเสริมราคาแพง คือ 2 ข้อนี้ครับ:

  1. การลดน้ำหนัก: น้ำหนักที่ลดลงทุกๆ 1 กิโลกรัม จะลดแรงกดที่เข่าเวลาเดินได้ถึง 4 กิโลกรัม!
  2. การบริหารกล้ามเนื้อต้นขา (Quadriceps): กล้ามเนื้อหน้าขาที่แข็งแรง คือ "สนับเข่าตามธรรมชาติ" ที่ดีที่สุดในโลก

พยากรณ์โรคและการดูแล

ภาวะข้อเข่าเสื่อมเป็นเรื่องธรรมชาติครับ เราหยุดมันไม่ได้ 100% แต่เรา "ชะลอ" มันได้ การทานอาหารเสริมเป็นเพียงส่วนเสริมเล็กน้อยเท่านั้น สิ่งสำคัญคือการหมั่นขยับข้อเข่าและพบแพทย์เมื่อเริ่มมีอาการ เพื่อวางแผนการรักษาที่ถูกจุดและประหยัดกระเป๋าที่สุดครับ


สรุป

อาหารเสริมบำรุงเข่า "ไม่ใช่สิ่งจำเป็นสำหรับทุกคน" หากคุณมีงบประมาณเหลือและอยู่ในระยะเริ่มต้น การทานก็ไม่เสียหายครับ แต่ถ้าคุณมีงบจำกัด การเน้นกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ (เน้นแคลเซียมและโปรตีน) ควบคู่กับการออกกำลังกาย จะช่วยกระดูกและข้อของคุณได้ "จริง" กว่าการพึ่งพาแต่เม็ดยาเพียงอย่างเดียวครับ


บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#อาหารเสริมบำรุงเข่า #คอลลาเจน #กลูโคซามีน #ข้อเข่าเสื่อม #สุขภาพผู้สูงอายุ #หมอเก่ง #ลดน้ำหนักแก้ปวดเข่า #บำรุงข้อ #ความเชื่อผิดๆ #แคลเซียม


References

  1. Lugo JP, et al. (2024). Undenatured type II collagen (UC-II®) for joint support: a randomized, double-blind, placebo-controlled study. Journal of the International Society of Sports Nutrition. (สรุป: งานวิจัยประสิทธิภาพของคอลลาเจนชนิดที่ 2 ต่อการทำงานของข้อเข่า)
  2. Liu X, et al. (2023). Dietary supplements for treating osteoarthritis: a systematic review and meta-analysis. British Journal of Sports Medicine. (สรุป: การวิเคราะห์ภาพรวมของอาหารเสริมชนิดพบว่าผลในการลดปวดมีจำกัดและเห็นผลในคนบางกลุ่มเท่านั้น)
  3. American College of Rheumatology (ACR). (2025). Guideline for the Management of Osteoarthritis of the Hand, Hip, and Knee. (สรุป: แนวทางเวชปฏิบัติสากลที่แนะนำว่าอาหารเสริมส่วนใหญ่ให้ผลเพียงเล็กน้อยและไม่แนะนำให้ใช้เป็นวิธีหลัก)
  4. Zhu X, et al. (2024). Effectiveness and safety of glucosamine and chondroitin for knee osteoarthritis. Journal of Orthopaedic Surgery and Research. (สรุป: การศึกษาความคุ้มค่าและประสิทธิภาพของกลูโคซามีนในผู้ป่วยเข่าเสื่อม)
  5. Bruyère O, et al. (2023). An updated algorithm recommendation for the management of knee osteoarthritis. (สรุป: ลำดับขั้นตอนการรักษาเข่าเสื่อมที่เน้นการออกกำลังกายและลดน้ำหนักก่อนการใช้สารเสริม)
  • Bruyère O, et al. (2024). Total joint replacement and prescription crystalline glucosamine sulfate in knee osteoarthritis: 18-year real-world data. Seminars in Arthritis and Rheumatism.
    • สรุป: งานวิจัยระยะยาว (18 ปี) พบว่าการทาน Glucosamine Sulfate เกรดมาตรฐานยาต่อเนื่องในคนไข้ระยะเริ่มต้น ช่วย "ชะลอ" การต้องเข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมได้จริง และช่วยรักษาช่องว่างระหว่างข้อ (Joint Space) ไม่ให้แคบลงเร็วเกินไป
  • Lugo JP, et al. (2023). UC-II® undenatured type II collagen for knee joint discomfort: a multicenter, randomized, double-blind, placebo-controlled study. Journal of Clinical Medicine.
    • สรุป: การศึกษาในคนกลุ่มที่มีอาการปวดเข่าระยะแรก พบว่า UC-II (คอลลาเจนชนิดที่ 2) ช่วยลดอาการปวด (VAS Score) และช่วยให้ข้อเข่าเหยียด-งอได้ดีขึ้นเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้ทาน โดยเน้นผลไปที่การลดการอักเสบผ่านระบบภูมิคุ้มกัน (Oral Tolerance)
  • Runhaar J, et al. (2022). *The role of diet and exercise and of glucosamine sulfate in the prevention of knee osteoarthritis.*Best Practice & Research Clinical Rheumatology.
    • สรุป: การใช้ Glucosamine Sulfate ร่วมกับการลดน้ำหนักและการออกกำลังกาย ในกลุ่มเสี่ยงหรือระยะเริ่มต้น มีส่วนช่วยในการ "ป้องกัน" และชะลอการดำเนินโรคได้ดีกว่าการใช้ยาอย่างเดียว
  • Ghenaiet H, et al. (2024). Effectiveness of Chondroitin Sulfate and Glucosamine on Pain and Function in Knee Osteoarthritis: A Systematic Review. Nutrients.
    • สรุป: การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบชี้ให้เห็นว่า สารเสริมเหล่านี้จะให้ผลดีที่สุดในกลุ่มที่ยังมี "ผิวกระดูกอ่อนเหลืออยู่" (Kellgren-Lawrence Grade 1-2) โดยช่วยลดอาการปวดในชีวิตประจำวันได้ชัดเจนกว่ากลุ่มระยะรุนแรง
  • Nelson AE, et al. (2023). Non-surgical management of knee osteoarthritis: OARSI guidelines. Osteoarthritis and Cartilage.
    • สรุป: แนวทางจากสถาบัน OARSI ระบุว่าแม้จะไม่ใช่คำแนะนำหลัก (Core recommendation) สำหรับทุกคน แต่ในกลุ่มคนไข้บางราย (Sub-groups) ที่อยู่ในระยะแรก การใช้สารกลุ่มนี้ "ช่วยลดปวดได้ในระดับปานกลาง" และมีความปลอดภัยสูง

เข่าเสื่อมระยะสุดท้าย... ฉีด PRP จะหายจริง หรือแค่เสียเงินฟรี?" เรื่องจริงที่คุณยายวัย 88 ต้องรู้ก่อนตัดสินใจ!

 

"เข่าเสื่อมระยะสุดท้าย... ฉีด PRP จะหายจริง หรือแค่เสียเงินฟรี?" เรื่องจริงที่คุณยายวัย 88 ต้องรู้ก่อนตัดสินใจ!

"หมอคะ ยายอายุ 88 แล้ว เข่ามันปวดจนเดินไม่ไหว หมอที่โรงพยาบาลบอกว่าเป็นข้อเข่าเสื่อมระยะที่ 4 (ระยะสุดท้าย) แต่ยายไปเห็นโฆษณาในเน็ตเขาบอกว่าฉีด PRP หรือ 'ฉีดเกล็ดเลือดตัวเอง' แล้วจะกลับมาเดินปร๋อ ไม่ต้องผ่าตัด ยายควรไปฉีดดีไหมคะ? มันจะอันตรายหรือเปล่า?"

นี่เป็นคำถามที่สะท้อนหัวใจของคนเป็นลูกหลานมากครับ เมื่อคุณยายสมพร (นามสมมติ) วัย 88 ปี มาปรึกษาผมด้วยความหวังลึกๆ ว่าจะมี "ทางลัด" ที่ช่วยให้หายปวดโดยไม่ต้องเจ็บตัวผ่าตัด แต่ในโลกของความจริงทางการแพทย์ โดยเฉพาะในวัยเกือบ 90 ปีแบบนี้ มีรายละเอียดที่ต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วนครับ


PRP คืออะไร? อธิบายภาษาบ้านๆ

PRP (Platelet-Rich Plasma) คือการเจาะเลือดของคนไข้ออกมา แล้วเอาไปปั่นแยกให้ได้ "เกล็ดเลือดเข้มข้น" ซึ่งในเกล็ดเลือดจะมีสารที่ช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อ (Growth Factors) หมอจะฉีดกลับเข้าไปในข้อเข่าเพื่อลดการอักเสบและช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ

แต่... นี่คือประเด็นสำคัญครับ: ในคนไข้อายุ 88 ปี ที่เป็น ข้อเข่าเสื่อมระยะที่ 4 (Stage 4) ซึ่งเป็นระยะที่ "กระดูกอ่อนผิวข้อ" สึกหรอจนหายไปเกือบหมดแล้ว กระดูกเริ่มชนกันจนเกิดความผิดรูป การฉีด PRP มักจะได้ผล "น้อยมาก" หรือแทบไม่ได้ผลเลยในแง่ของการซ่อมแซมครับ


ทำไมข้อเข่าเสื่อมระยะที่ 4 ถึงอาจจะ "เสียเงินฟรี" กับการฉีด PRP?

  1. ไม่มีพื้นที่ให้ซ่อมแซม: PRP เปรียบเสมือน "ปุ๋ยชั้นดี" ครับ แต่มันต้องการ "ต้นไม้" (กระดูกอ่อน) เพื่อให้มันไปบำรุง ในระยะที่ 4 ผิวข้อเราเปรียบเสมือนดินที่แห้งแล้งจนไม่เหลือต้นไม้แล้ว ต่อให้ใส่ปุ๋ยดีแค่ไหน กระดูกอ่อนก็ไม่สามารถงอกกลับมาใหม่จนเต็มเหมือนตอนหนุ่มสาวได้

  2. คุณภาพเกล็ดเลือดตามวัย: ในวัย 88 ปี สารในการซ่อมแซมในเลือดอาจไม่เข้มข้นเท่าคนวัยทำงาน ทำให้ประสิทธิภาพในการลดการอักเสบด้อยลง

  3. โครงสร้างผิดรูปไปแล้ว: ระยะที่ 4 เข่ามักจะโก่งหรือบิดเบี้ยว ซึ่งเกิดจากโครงสร้างกระดูก การฉีดสารใดๆ เข้าไปไม่สามารถเปลี่ยนรูปร่างกระดูกให้กลับมาตรงได้


ความเสี่ยงและอันตรายสำหรับผู้สูงวัย

การฉีด PRP ในคนอายุ 88 ไม่ได้ "อันตรายร้ายแรง" เพราะเป็นเลือดของตัวเองไม่มีอาการแพ้ครับ แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ:

  • การติดเชื้อ: ผิวหนังผู้สูงอายุบางและเปราะบาง หากทำในสถานที่ที่ไม่สะอาดพอ อาจเกิดการติดเชื้อในข้อเข่า ซึ่งในวัย 88 ปี การติดเชื้อถือเป็นเรื่องใหญ่มาก

  • ความผิดหวัง: เมื่อคาดหวังสูงแต่ผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามเป้า อาจส่งผลต่อสุขภาพจิตของคนไข้ได้


แล้วถ้าไม่ฉีด PRP คุณยายวัย 88 มีทางเลือกอะไรบ้าง?

หากอาการปวดรบกวนการใช้ชีวิตอย่างหนัก หมอจะพิจารณาตามความเหมาะสมของสภาพร่างกายครับ:

  • การฉีดน้ำเลี้ยงข้อเทียม (Hyaluronic Acid): เปรียบเสมือนการเติม "น้ำมันหล่อลื่น" ให้ข้อที่แห้งขอด ช่วยลดแรงเสียดทานและลดปวดได้ชั่วคราว (3-6 เดือน) แม้ไม่หายขาดแต่ช่วยให้ใช้ชีวิตง่ายขึ้น

  • การฉีดยาสเตียรอยด์เฉพาะจุด: ในกรณีที่เข่าอักเสบบวมแดงอย่างรุนแรง การฉีดปริมาณน้อยๆ อย่างถูกวิธีจะช่วยระงับปวดได้เร็วที่สุด แต่ต้องไม่ฉีดบ่อยเกินไป

  • การรักษาความปวดโดยไม่ผ่าตัด: เช่น การทำกายภาพบำบัดเบาๆ เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบเข่ามาช่วยพยุง หรือการใช้อุปกรณ์ช่วยเดิน (Walker)

  • การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม: หากสภาพร่างกายโดยรวมของคุณยายยังแข็งแรง (หัวใจและปอดทำงานดี) การผ่าตัดในปัจจุบันมีเทคนิคที่ฟื้นตัวเร็วและปลอดภัยสูงขึ้นมาก แต่ต้องผ่านการประเมินจากทีมแพทย์อย่างละเอียด


พยากรณ์โรค: ต้องทำใจยอมรับความจริง

ข้อเข่าเสื่อมระยะที่ 4 ในผู้สูงอายุ 80 กว่าปี เป้าหมายหลักไม่ใช่การทำให้ "เข่ากลับไปเหมือนเด็ก" แต่คือการ "ทำอย่างไรให้เดินได้โดยไม่ทรมาน" และป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากการติดเตียง เช่น แผลกดทับหรือปอดบวมครับ


สรุป

สำหรับคุณยายวัย 88 ปีที่เป็นระยะสุดท้าย การฉีด PRP "มีโอกาสเสียเงินฟรีสูงมาก" หากหวังว่าจะให้หายขาดหรือกระดูกอ่อนงอกใหม่ครับ ก่อนจะตัดสินใจเสียเงินหลักหมื่น ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อตรวจประเมินว่า "คุ้มค่า" หรือไม่ หรือมีทางเลือกอื่นที่ตรงจุดมากกว่าครับ


บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ข้อเข่าเสื่อม #ฉีดPRP #เข่าเสื่อมระยะสุดท้าย #สุขภาพผู้สูงอายุ #ปวดเข่า #หมอเก่ง #รักษาเข่าไม่ต้องผ่าตัด #ผู้สูงวัย #ทางเลือกการรักษา #ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า


References

  1. Bennell KL, et al. (2024). Effect of Intra-articular Platelet-Rich Plasma vs Placebo Injection on Pain and Medial Tibiofemoral Cartilage Volume in Patients With Knee Osteoarthritis. JAMA. (สรุป: งานวิจัยยืนยันว่า PRP อาจไม่ได้ช่วยเพิ่มปริมาณกระดูกอ่อนในคนไข้เข่าเสื่อมอย่างมีนัยสำคัญ)

  2. Filardo G, et al. (2023). PRP Injections for Knee Osteoarthritis: Does It Work in Advanced Stages?. Cartilage Journal. (สรุป: การศึกษาพบว่าประสิทธิภาพของ PRP จะลดลงอย่างมากในคนไข้ที่เป็นข้อเข่าเสื่อมระยะรุนแรงหรือระยะที่ 4)

  3. American Academy of Orthopaedic Surgeons (AAOS). (2025). Management of Osteoarthritis of the Knee (Non-Arthroplasty) Evidence-Based Clinical Practice Guideline. (สรุป: แนวทางเวชปฏิบัติที่แนะนำการรักษาแบบผสมผสาน และให้ความระมัดระวังในการใช้ PRP ในระยะท้าย)

  4. Jevsevar DS, et al. (2024). The Diagnosis and Treatment of Osteoarthritis of the Knee in the Elderly. Journal of Bone and Joint Surgery. (สรุป: การประเมินความคุ้มค่าและความเสี่ยงในการรักษาผู้ป่วยสูงอายุมากที่เข่าเสื่อมรุนแรง)

  5. Kohn MD, et al. (2023). Classifications in Brief: Kellgren-Lawrence Classification of Osteoarthritis. Clinical Orthopaedics and Related Research. (สรุป: คำอธิบายเกณฑ์การแบ่งระยะข้อเข่าเสื่อมและความหมายของระยะที่ 4)

วันอังคารที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569

เข่าเสื่อม... ฉีดอะไรดี?" เจาะลึก 4 ทางเลือกยอดฮิต

 



เข่าเสื่อม... ฉีดอะไรดี?" เจาะลึก 4 ทางเลือกยอดฮิต ตัวไหนคุ้ม 

"หมอครับ... เพื่อนผมไปฉีดน้ำเลี้ยงข้อเข่ามาบอกว่าดีมาก แต่อีกคนบอกฉีดสเตียรอยด์แล้วหายปวดทันที สรุปแล้วผมควรเลือกแบบไหนดีครับ? แล้วไอ้ที่เค้าว่าฉีดเกล็ดเลือดตัวเอง (PRP) มันคุ้มค่าจริงไหม?"

นี่คือคำถามยอดฮิตที่คุณลุงสมชาย (นามสมมติ) วัย 65 ปี ถามผมกลางห้องตรวจ หลังจากที่เริ่มมีอาการปวดเข่าเวลาเดินขึ้นบันได และรู้สึกเข่าฝืดขัดตอนตื่นนอน อาการของคุณลุงสมชายคือสัญญาณของ "ข้อเข่าเสื่อม" (Knee Osteoarthritis) ซึ่งเกิดจากการที่กระดูกอ่อนผิวข้อค่อยๆ สึกหรอไป จนกระดูกเริ่มเสียดสีกัน เกิดการอักเสบและปวด

เมื่อการทานยาหรือทำกายภาพบำบัดเริ่มไม่เพียงพอ "การฉีดยาเข้าข้อ" จึงเป็นทางเลือกที่ช่วยยืดเวลาการผ่าตัดออกไปได้ แต่ยาแต่ละชนิดก็มีข้อดี-ข้อเสียที่ต่างกันเหมือนเราเลือกเติมน้ำมันรถนั่นแหละครับ


เจาะลึก 4 ตัวเลือกยอดนิยม: ฉีดอะไร เข้าไปทำอะไร?

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน หมอขอสรุปเปรียบเทียบยา 4 ประเภทที่ใช้กันบ่อยที่สุดในปัจจุบันครับ

1. สเตียรอยด์ปริมาณต่ำ (Low-dose Corticosteroid)

  • มันคืออะไร: คือยาแก้อักเสบที่ออกฤทธิ์แรงและเร็วที่สุด
  • เปรียบเทียบ: เหมือน "ยาดับเพลิง" ครับ เวลาไฟไหม้ (เข่าบวมอักเสบแดงร้อน) ต้องใช้ตัวนี้
  • เหมาะกับใคร: คนที่ปวดรุนแรง เข่าบวม มีน้ำในข้อเยอะ หรืออักเสบเฉียบพลัน
  • ข้อดี: ราคาถูกที่สุด เห็นผลไวมากภายใน 1-2 วัน
  • ข้อเสีย: ออกฤทธิ์สั้น (ประมาณ 4-8 สัปดาห์) และห้ามฉีดบ่อยเกินไป เพราะอาจทำลายกระดูกอ่อนได้หากใช้พร่ำเพรื่อ

2. น้ำเลี้ยงข้อเข่าเทียม (Hyaluronic Acid - HA)

  • มันคืออะไร: สารหล่อลื่นที่มีลักษณะเหนียวหนืดคล้ายน้ำเลี้ยงข้อตามธรรมชาติ
  • เปรียบเทียบ: เหมือน "น้ำมันหล่อลื่น" ครับ ช่วยให้เข่าเดินได้สมูทขึ้น ลดแรงกระแทก
  • เหมาะกับใคร: ข้อเข่าเสื่อมระยะเริ่มต้นถึงปานกลาง ที่มีอาการเข่าฝืด ขัด
  • ข้อดี: ปลอดภัยสูง ช่วยหล่อลื่นและลดปวดได้นาน 6 เดือนถึง 1 ปี
  • ข้อเสีย: ราคาสูงกว่าสเตียรอยด์ ไม่ช่วยเรื่องการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ

3. ฉีดเกล็ดเลือดเข้มข้น (PRP - Platelet-Rich Plasma)

  • มันคืออะไร: การนำเลือดของคนไข้มาปั่นเพื่อแยกเอาเฉพาะเกล็ดเลือดที่มี "สารเร่งการเติบโต" (Growth Factors) สูง
  • เปรียบเทียบ: เหมือน "ปุ๋ยบำรุง" ครับ ช่วยลดการอักเสบและกระตุ้นการซ่อมแซมภายในข้อ
  • เหมาะกับใคร: คนที่อยากเลี่ยงสารเคมี และอยู่ในระยะเสื่อมไม่มาก
  • ข้อดี: เป็นเลือดตัวเอง 100% ไม่มีผลข้างเคียงจากสารเคมี ช่วยลดปวดได้นานและเป็นธรรมชาติ
  • ข้อเสีย: ราคาสูง ต้องเจาะเลือด และผลการรักษาขึ้นอยู่กับคุณภาพเกล็ดเลือดของแต่ละคน

4. สูตรผสม: น้ำเลี้ยงข้อ + เกล็ดเลือด (HA + PRP)

  • มันคืออะไร: การฉีดทั้งน้ำมันหล่อลื่นและปุ๋ยบำรุงลงไปพร้อมกันในครั้งเดียว
  • เปรียบเทียบ: เหมือน "Double Action" ครับ ได้ทั้งหล่อลื่นทันทีและบำรุงในระยะยาว
  • เหมาะกับใคร: คนที่ต้องการประสิทธิภาพสูงสุด และมีกำลังทรัพย์ในการดูแล
  • ข้อดี: งานวิจัยใหม่ๆ พบว่าให้ผลดีกว่าและยาวนานกว่าการฉีดแยกกันอย่างชัดเจน
  • ข้อเสีย: ราคาสูงที่สุดในบรรดาทุกกลุ่ม


การตรวจวินิจฉัยก่อนฉีด: ทำไมต้องเป๊ะ?

ก่อนจะเลือกฉีดอะไร หมอต้องมั่นใจก่อนครับว่าเข่าของคุณเสื่อมระดับไหน โดยการ:

  1. เอกซเรย์ (X-ray) ท่ายืน: เพื่อดูช่องว่างระหว่างข้อเข่าว่าแคบลงแค่ไหน
  2. อัลตราซาวนด์ (Ultrasound): เพื่อดูว่ามีน้ำในข้อไหม หรือมีเส้นเอ็นอักเสบร่วมด้วยหรือเปล่า และที่สำคัญที่สุดคือ ใช้ช่วยนำทางเข็มเวลาฉีด เพื่อให้มั่นใจว่ายาเข้าข้อ 100% ไม่ใช่ไปค้างอยู่ในไขมันรอบข้อครับ

พยากรณ์โรค: ฉีดแล้วหายขาดไหม?

ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า การฉีดยาคือการ "ซื้อเวลา" และ "เพิ่มคุณภาพชีวิต" ครับ อาการปวดจะดีขึ้นมาก เดินได้ไกลขึ้น นอนหลับสบายขึ้น แต่ไม่ได้ทำให้กระดูกที่สึกไปแล้วกลับมางอกใหม่เหมือนตอนอายุ 20 การดูแลตัวเองหลังฉีด เช่น การคุมน้ำหนักและการบริหารกล้ามเนื้อต้นขา จึงเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ผลการรักษาอยู่ได้นานที่สุดครับ

สรุป

  • งบน้อย ปวดฉุกเฉิน: สเตียรอยด์ปริมาณต่ำคือคำตอบ
  • เน้นหล่อลื่น เดินไม่ขัด: น้ำเลี้ยงข้อ (HA)
  • เน้นธรรมชาติ ซ่อมแซม: เกล็ดเลือดเข้มข้น (PRP)
  • เน้นประสิทธิภาพสูงสุด: สูตรผสม (HA + PRP)

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ข้อเข่าเสื่อม #ฉีดเข่า #PRP #น้ำเลี้ยงข้อเข่า #ปวดเข่า #รักษาเข่าโดยไม่ต้องผ่าตัด #หมอเก่งกระดูกและข้อ #สเตียรอยด์ฉีดข้อ #สุขภาพผู้สูงอายุ #ชะลอข้อเข่าเสื่อม


References

  1. Bennell KL, et al. (2025). Comparative Effectiveness of Intra-articular Therapies for Knee Osteoarthritis. Lancet Rheumatology. (สรุปเปรียบเทียบประสิทธิภาพยาฉีดแต่ละชนิดในปีล่าสุด)
  2. Belk JW, et al. (2023). Platelet-Rich Plasma vs Hyaluronic Acid for Knee OA: A Meta-analysis. American Journal of Sports Medicine. (วิเคราะห์ผลดีของ PRP เมื่อเทียบกับน้ำเลี้ยงข้อเข่า)
  3. Anz AW, et al. (2024). The Synergistic Effect of HA and PRP Combination Therapy. Orthopaedic Journal of Sports Medicine. (งานวิจัยที่ชี้ให้เห็นว่าการฉีดผสมให้ผลดีกว่าฉีดเดี่ยว)
  4. Jevsevar DS. (2023). AAOS Clinical Practice Guideline on the Treatment of Osteoarthritis of the Knee. (แนวทางมาตรฐานโลกในการใช้สเตียรอยด์และยาฉีดอื่นๆ)
  5. Hunter DJ, et al. (2024). Viscosupplementation in 2024: Who Benefits Most?. Nature Reviews Rheumatology. (อธิบายลักษณะคนไข้ที่ตอบสนองต่อยาฉีดแต่ละประเภท)

วันอาทิตย์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569

เข่าเสื่อมแต่ทำไมเท้าถึงบวม?

 

"เข่าเสื่อมแต่ทำไมเท้าถึงบวม? สัญญาณอันตรายที่หลายคนมองข้าม" หลายคนเข้าใจว่าเข่าเสื่อมก็ต้องปวดแค่ที่เข่า แต่ทำไมอยู่ดีๆ ขาถึงบวมโต ใส่รองเท้าก็คับ แถมกดลงไปที่หน้าแข้งแล้วบุ๋มตามนิ้วมือ? วันนี้หมอจะมาเฉลยครับว่าอาการเข่าอักเสบข้างบน ส่งผลกระทบลงมาถึงเท้าข้างล่างได้อย่างไร และทำไมเรื่องนี้ถึงไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ที่จะปล่อยไว้


"คุณหมอครับ ผมไม่ได้ปวดแค่เข่าแล้ว ตอนนี้หลังเท้าบวมจนใส่รองเท้าแตะไม่ได้เลย มันเกี่ยวกันไหมครับ?"

นี่คือคำถามจากคุณลุงสมชาย (นามสมมติ) วัย 65 ปี ที่เดินกะเผลกเข้ามาหาหมอด้วยความกังวลใจ คุณลุงเล่าว่าเริ่มมีอาการข้อเข่าเสื่อมมานาน ปกติจะแค่ปวดๆ ตึงๆ เวลาเดินเยอะ แต่ช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา นอกจากเข่าจะบวมขึ้นแล้ว ลามไปถึงน่องและหลังเท้าก็บวมเป่งจนดูน่ากลัว กลัวว่าจะเป็นโรคไตหรือโรคหัวใจหรือเปล่า

ความจริงที่หมออยากบอกทุกคนคือ "ข้อเข่าเสื่อมที่อักเสบรุนแรง สามารถส่งผลให้ขาและเท้าบวมได้ผ่านระบบทางเดินน้ำเหลืองและแรงดันในข้อครับ"

ทำไมเข่าเสื่อมถึงทำให้ "เท้าบวม" ได้? (ภาษาชาวบ้าน)

หลายคนสงสัยว่าเข่ากับเท้าอยู่ห่างกันพอสมควร มันจะเกี่ยวกันได้อย่างไร หมอขอเปรียบเทียบให้เห็นภาพง่ายๆ แบบนี้ครับ:

  1. ระบบท่อน้ำทิ้งอุดตัน: เมื่อข้อเข่าเสื่อมและเกิดการอักเสบ ร่างกายจะผลิต "น้ำไขข้อ" ออกมาเยอะมากจนเข่าบวมเป่ง น้ำที่มากเกินไปนี้จะไปกดทับเส้นเลือดและท่อน้ำเหลืองที่อยู่บริเวณพับเข่า เปรียบเสมือนเราเอาสายยางไปวางพาดบนท่อน้ำทิ้ง ทำให้น้ำจากปลายเท้าไหลกลับขึ้นไปข้างบนไม่ได้ สุดท้ายน้ำเหลืองก็เลยมากองรวมกันที่หลังเท้าและข้อเท้าครับ
  2. กล้ามเนื้อไม่ช่วยปั๊มน้ำ: ปกติแล้ว ร่างกายเราจะลำเลียงเลือดและน้ำเหลืองกลับขึ้นสู่หัวใจได้ต้องอาศัย "กล้ามเนื้อน่อง" ช่วยบีบตัว (เหมือนปั๊มน้ำ) แต่พอเราเข่าเสื่อม เราจะเจ็บจนไม่อยากเดิน หรือเดินน้อยลง พอปั๊มน่องไม่ทำงาน น้ำก็ขังอยู่ที่เท้าตามแรงโน้มถ่วงโลกนั่นเองครับ
  3. ถุงน้ำหลังเข่าแตก (Baker's Cyst): ในรายที่เข่าเสื่อมรุนแรง น้ำในข้อเข่าที่เยอะเกินไปจะดันจนเกิดเป็นถุงน้ำที่ป๊อปออกมาทางด้านหลังเข่า หากถุงน้ำนี้รั่วหรือแตกออก น้ำจะไหลซึมลงมาตามกล้ามเนื้อน่อง ทำให้ขาและเท้าบวมแดงทันที ซึ่งคนไข้มักจะตกใจมากครับ

อาการแบบไหนที่คุณกำลังเจอ?

  • บวมแบบกดบุ๋ม: ลองใช้นิ้วกดลงไปที่หน้าแข้งหรือหลังเท้าสัก 5 วินาทีแล้วปล่อย ถ้าผิวหนังยังบุ๋มอยู่และค่อยๆ คืนตัว แสดงว่ามีน้ำขังในเนื้อเยื่อ
  • ตึงพับเข่าไม่ได้: รู้สึกเหมือนมีก้อนแน่นๆ อยู่หลังหัวเข่า
  • เดินแล้วหนักขา: รู้สึกขาทั้งข้างหนักเหมือนถ่วงลูกตุ้ม โดยเฉพาะช่วงเย็นจะบวมมากกว่าช่วงเช้า

การตรวจวินิจฉัย: ไม่ต้องเดาให้เสียเวลา

เมื่อมาพบหมอ หมอจะมีขั้นตอนการตรวจที่แม่นยำเพื่อแยกโรคครับ:

  • การตรวจร่างกาย: หมอจะประเมินการบวมว่าเกิดจากข้อเข่าโดยตรง หรือมีภาวะเส้นเลือดขอดร่วมด้วยไหม
  • อัลตราซาวด์ (Ultrasound): เป็นวิธีที่หมอแนะนำที่สุด เพราะสามารถดูปริมาณน้ำในข้อเข่า และเช็กดูว่ามีถุงน้ำหลังเข่า (Baker's Cyst) หรือมีลิ่มเลือดอุดตันในเส้นเลือดดำหรือไม่ ซึ่งสำคัญมากครับ
  • การตรวจเลือด: ในบางรายหมออาจตรวจการทำงานของไตและหัวใจ เพื่อให้มั่นใจว่าอาการบวมไม่ได้มาจากโรคระบบภายในอื่น ๆ
  • เอกซเรย์ (X-ray): เพื่อดูความรุนแรงของข้อเข่าเสื่อมว่าอยู่ในระยะไหน (ระยะ 1-4)

แนวทางการรักษา: จัดการอาการบวมให้หายขาด

  1. ลดการอักเสบที่ต้นเหตุ (เข่า): หากเข่าบวมน้ำมาก หมอจะใช้เครื่องอัลตราซาวด์นำทางเพื่อดูดน้ำออกอย่างแม่นยำ และฉีดยาลดการอักเสบหรือน้ำเลี้ยงข้อเข่าเทียม เพื่อลดแรงดันในข้อทันที
  2. ยกขาให้สูง: เวลานอนให้หาหมอนมาหนองใต้เท้าให้สูงกว่าระดับหัวใจ เพื่อช่วยให้น้ำเหลืองไหลกลับได้ง่ายขึ้น
  3. การประคบ: หากบวมแดงร้อนให้ประคบเย็นเพื่อลดการอักเสบ แต่หากบวมตึงแบบเรื้อรังการประคบอุ่นอาจช่วยให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น
  4. ใส่ถุงเท้าซัพพอร์ต (Compression Stockings): ช่วยเพิ่มแรงดันให้กล้ามเนื้อน่อง ป้องกันน้ำขังที่ข้อเท้า
  5. การบริหารกล้ามเนื้อ: หมอจะสอนท่าบริหาร "กระดกข้อเท้า" บ่อยๆ เพื่อเป็นการกระตุ้นปั๊มกล้ามเนื้อน่องแม้จะนั่งอยู่เฉยๆ

สรุป

อาการขาบวมเท้าบวมจากข้อเข่าเสื่อม คือสัญญาณว่า "เข่าของคุณอักเสบจนเกินรับไหวแล้ว" ครับ มันไม่ใช่แค่เรื่องของความสวยงามหรือการใส่รองเท้าไม่ได้ แต่มันคือการอักเสบที่ส่งผลกระทบต่อระบบไหลเวียนเลือด หากปล่อยไว้นานอาจทำให้ผิวหนังอักเสบหรือเกิดแผลได้ง่าย การรักษาเข่าให้ตรงจุดจะช่วยให้อาการบวมที่เท้าหายไปได้อย่างน่ามหัศจรรย์ครับ


บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ข้อเข่าเสื่อม #เท้าบวม #ขาบวม #ปวดเข่า #น้ำในข้อเข่า #รักษากระดูกและข้อ #หมอเก่ง #สุขภาพผู้สูงอายุ


References

  1. Hunter DJ, Bierma-Zeinstra S. Osteoarthritis. Lancet. 2019;393(10182):1745-1759. (สรุปข้อมูลเรื่องพยาธิสภาพของโรคข้อเข่าเสื่อมที่ส่งผลต่อเนื้อเยื่อรอบข้าง)
  2. Beutler A, et al. Baker Cyst. StatPearls [Internet]. 2023. (อธิบายกลไกของถุงน้ำหลังเข่าที่เกิดจากข้อเสื่อมและทำให้ขาบวม)
  3. Shahi K, et al. Edema in Osteoarthritis: A Clinical Review. Journal of Orthopaedics. 2021. (รีวิวความสัมพันธ์ระหว่างอาการบวมน้ำในเนื้อเยื่อกับโรคข้อเสื่อม)
  4. Kroon FP, et al. Synovitis and joint effusion in knee osteoarthritis. Curr Opin Rheumatol. 2018;30(1):97-102. (เน้นเรื่องการอักเสบของเยื่อบุข้อและการสร้างน้ำในข้อที่มากเกินไป)
  5. Frampton CS, et al. Management of lower limb edema in elderly patients with osteoarthritis. Aging Clin Exp Res. 2020. (แนวทางการจัดการภาวะบวมที่ขาในผู้สูงอายุที่เป็นข้อเสื่อม)

วันพุธที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569

ปวดหน้าเข่าเวลาขึ้นลงบันได... นั่งรถนานๆ ก็ปวดจี๊ด! รู้จักกับ "ข้อเข่าเสื่อมโซนหน้า" (PF Arthritis) ที่คนวัย 50+ เป็นกันเยอะแต่ไม่รู้ตัว

 



ปวดหน้าเข่าเวลาขึ้นลงบันได... นั่งรถนานๆ ก็ปวดจี๊ด! รู้จักกับ "ข้อเข่าเสื่อมโซนหน้า" (PF Arthritis) ที่คนวัย 50+ เป็นกันเยอะแต่ไม่รู้ตัว


"หมอคะ ป้าเดินพื้นราบได้ปกตินะ เดินห้างเป็นชั่วโมงก็ไหว แต่พอจะก้าวขึ้นบันได หรือตอนจะลุกจากเก้าอี้... มันเจ็บจี๊ดที่หน้าหัวเข่าเหมือนมีอะไรขัดกัน ดังกร๊อบ! เลยค่ะ"

นี่คือเสียงบ่นของ "คุณน้าดาริน" (นามสมมติ) วัย 58 ปี ที่เข้ามาปรึกษาหมอด้วยความงุนงง น้าดารินบอกว่าเพื่อนๆ ที่เป็นข้อเข่าเสื่อมส่วนใหญ่จะบ่นปวด "ด้านใน" ขาโก่งๆ แต่ของแกขาไม่โก่ง เดินก็คล่อง แต่ทำไมแพ้บันได? และแพ้การนั่งดูหนังในโรงนานๆ?

หลายคนเข้าใจว่า "ข้อเข่าเสื่อม" (Osteoarthritis - OA) ต้องปวดรอบๆ เข่าและขาโก่งเสมอไป แต่ความจริงแล้ว เข่าเราแบ่งเป็น 3 ห้องครับ และห้องที่มักจะ "พังก่อนเพื่อน" ในผู้หญิงวัยกลางคน หรือคนที่ชอบนั่งยองๆ ก็คือ "ห้องหน้า" หรือ ข้อลูกสะบ้า นั่นเอง

ทางการแพทย์เราเรียกภาวะนี้ว่า Patellofemoral Arthritis (PF Arthritis) หรือ ข้อเข่าเสื่อมบริเวณลูกสะบ้า ครับ มันคือภัยเงียบที่ซ่อนอยู่หลังหัวเข่า วันนี้หมอเก่งจะพามาเปิดหน้ากากโรคนี้กัน ว่าทำไมมันถึงทำให้คุณ "กลัวบันได" นักหนา และจะรักษามันอย่างไร


ข้อเข่าเสื่อมโซนหน้า (PF Arthritis) คืออะไร?

เพื่อให้เห็นภาพง่ายที่สุด ให้จินตนาการว่า:

  • กระดูกต้นขา (Femur): เปรียบเหมือน "รางรถไฟ" ที่เป็นร่องลึก
  • ลูกสะบ้า (Patella): เปรียบเหมือน "รถไฟ" ที่วิ่งอยู่บนราง

ทุกครั้งที่เรางอเข่าหรือเหยียดเข่า รถไฟ (ลูกสะบ้า) จะวิ่งขึ้นลงในราง (ร่องกระดูกต้นขา) อย่างลื่นไหล เพราะมีน้ำมันหล่อลื่นและหมอนรองราง (กระดูกอ่อน) ที่ดี

แต่ในภาวะ PF Arthritis with OA change คือการที่:

  1. รางเบี้ยว/รถไฟตกราง: ลูกสะบ้าวิ่งไม่ตรงร่อง อาจจะเอียงไปขูดกับขอบรางด้านใดด้านหนึ่ง (Maltracking)
  2. สนิมกินราง: กระดูกอ่อนหลังลูกสะบ้าเกิดการถลอก สึกหรอ จนขรุขระเป็นเม็ดทราย
  3. การเปลี่ยนแปลงจากความเสื่อม (OA Change): ร่างกายพยายามซ่อมแซมความขรุขระนั้น ด้วยการสร้างกระดูกงอก (Osteophyte) ขึ้นมาทิ่มแทงเนื้อเยื่อรอบๆ

ผลลัพธ์คือ... ทุกครั้งที่คุณงอเข่ารับน้ำหนัก (เช่น ขึ้นบันได) มันก็เหมือนเอากระดาษทรายเบอร์หยาบๆ มาถูที่หน้าเข่า ทำให้เกิดความเจ็บปวดทรมานครับ


เช็คลิสต์: อาการแบบนี้ใช่เลย "ลูกสะบ้าเสื่อม"

ถ้าคุณมีอาการเหล่านี้ คุณอาจกำลังเผชิญกับ PF Arthritis อยู่ครับ:

  1. กลัวบันได (Stair Climbing Pain): นี่คืออาการคลาสสิก! โดยเฉพาะตอน "ลงบันได" จะเจ็บเสียววาบที่หน้าเข่า เพราะเป็นจังหวะที่ลูกสะบ้าต้องรับแรงกดมหาศาล
  2. ลุกก็โอย นั่งก็โอย: เจ็บเวลาเปลี่ยนท่าจากนั่งเป็นยืน (Sit-to-Stand) หรือเวลาทำท่านั่งยองๆ พับเพียบ ขัดสมาธิ
  3. Theater Sign (อาการโรงหนัง): นั่งงอเข่านานๆ เช่น ดูหนัง หรือนั่งรถทัวร์ จะรู้สึกปวดหนึบๆ ที่หน้าเข่า จนต้องเหยียดขาออกไปถึงจะหายปวด
  4. เสียงกรอบแกรบ (Crepitus): เวลาเหยียดงอเข่า จะได้ยินเสียงเหมือนทรายบด หรือเสียงกร๊อบแกรบชัดเจนที่หน้าเข่า
  5. เข่าทรุด (Giving way): บางจังหวะที่เจ็บจี๊ด ขาอาจจะอ่อนแรงกะทันหันจนเหมือนจะล้ม

สาเหตุ: ทำไม "รถไฟ" ถึงตกราง?

  1. ความเสื่อมตามวัย: ผิวข้อสึกหรอตามการใช้งานมา 50-60 ปี
  2. กล้ามเนื้อต้นขาไม่สมดุล: กล้ามเนื้อหน้าขาด้านใน (VMO) ลีบเล็กลง ทำให้แรงดึงลูกสะบ้าไม่สมดุล ลูกสะบ้าเลยถูกดึงให้เอียงไปขูดกับกระดูกด้านนอก
  3. พฤติกรรมทำร้ายเข่า: การนั่งพับเพียบ นั่งยองๆ คุกเข่าไหว้พระ หรือขึ้นลงบันไดสูงๆ เป็นประจำ จะเพิ่มแรงกดที่ลูกสะบ้าถึง 7-8 เท่าของน้ำหนักตัว!
  4. โครงสร้างร่างกาย: คนที่มีภาวะ "เข่าฉากเข้าใน" (Knock knees) หรือเท้าแบน จะเสี่ยงต่อโรคนี้มากกว่าคนทั่วไป

หมอตรวจอะไรบ้าง? (Investigation)

  1. การตรวจร่างกาย:
    • หมอจะให้คุณนอนหงาย แล้วหมอจะลองขยับลูกสะบ้า พร้อมกับกดลงเบาๆ (Patellar Grind Test) ถ้าเจ็บหรือมีเสียงทรายบด แปลว่าผิวหลังลูกสะบ้าไม่เรียบแล้ว
  2. เอกซเรย์ (X-ray):
    • ท่าปกติ (ท่ายืน) อาจจะดูไม่ค่อยออกว่าลูกสะบ้ามีปัญหา
    • ท่าพิเศษ (Skyline View หรือ Merchant View): เป็นท่าที่ถ่ายงัดลูกสะบ้าขึ้นมาดูเหมือน "พระอาทิตย์ขึ้น" ท่านี้จะเห็นชัดเลยว่า ลูกสะบ้าเอียงไหม? ช่องว่างแคบลงไหม? หรือมีหินปูน (กระดูกงอก) เกาะรอบๆ ลูกสะบ้าหรือยัง?

แนวทางการรักษา: กู้คืนรถไฟให้วิ่งตรงราง

ข่าวดีคือ "ส่วนใหญ่ไม่ต้องผ่าตัด" ครับ ถ้ารู้จักดูแลและบริหารให้ถูกจุด

1. ปรับพฤติกรรม (สำคัญที่สุด)

  • เลี่ยงท่านั่งโหด: งดพับเพียบ ขัดสมาธิ นั่งยองๆ คุกเข่า ให้ได้มากที่สุด เปลี่ยนมานั่งเก้าอี้ห้อยขาแทน
  • ถนอมเข่า: หลีกเลี่ยงการขึ้นลงบันไดโดยไม่จำเป็น ถ้าต้องขึ้นให้ก้าวทีละขั้น (เอาขาดีขึ้นก่อน เอาขาเจ็บตาม)

2. การออกกำลังกาย (ยาขนานเอก)

  • เป้าหมายคือ "สร้างกล้ามเนื้อหน้าขา (Quadriceps)" ให้แข็งแรง เพื่อทำหน้าที่เป็น "หมอนรองรับแรงกระแทก" แทนกระดูกที่สึก
  • ท่าบริหารแนะนำ: นั่งเก้าอี้ เหยียดขาตรงเกร็งค้างไว้ 10 วินาที นับ 1-10 แล้วเอาลง ทำวันละ 100-200 ครั้ง (ทำบ่อยๆ ตอนดูทีวีก็ได้ครับ)
  • ข้อควรระวัง: ห้าม ทำท่าสควอท (Squat) ลึกๆ หรือท่า Lunges ในช่วงที่ยังปวด เพราะจะยิ่งบดลูกสะบ้าให้พังเร็วขึ้น

3. การใช้ยาและการรักษาทางการแพทย์

  • ยาแก้ปวดลดอักเสบ: ใช้เฉพาะช่วงที่ปวดมาก
  • ยากลูโคซามีน (Glucosamine): อาจช่วยได้บ้างในรายที่เริ่มเป็นระยะแรกๆ
  • การฉีดน้ำเลี้ยงข้อเทียม (Hyaluronic Acid): ได้ผลดีมากในโรคนี้ครับ เปรียบเหมือนการ "หยอดน้ำมันหล่อลื่น" ลงไปในรางรถไฟ ช่วยให้ลูกสะบ้าวิ่งลื่นขึ้น ลดเสียงกรอบแกรบ ลดปวดได้นาน

4. อุปกรณ์ช่วยพยุง (Brace/Taping)

  • การใช้ผ้ารัดเข่าที่มีรูตรงกลางลูกสะบ้า (Patellar stabilizer) หรือการติดเทป (Taping) ช่วยจัดระเบียบให้ลูกสะบ้าวิ่งตรงร่องขึ้น ลดอาการเจ็บขณะเดินได้

5. การผ่าตัด (ทางเลือกสุดท้าย)

  • จะทำเมื่อข้อเสื่อมรุนแรงมาก หรือกระดูกงอกไปขัดจนงอเข่าไม่ได้
  • อาจเป็นการส่องกล้องไปกรอผิวข้อให้เรียบ (Arthroscopic debridement) หรือการผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อลูกสะบ้า (Patellofemoral Replacement) หรือถ้าเป็นมากอาจต้องเปลี่ยนข้อเข่าเทียมทั้งข้อ

พยากรณ์โรค: จะหายขาดไหม?

  • โรคนี้เป็น "ความเสื่อม" ดังนั้น ผิวข้อที่สึกไปแล้ว ร่างกายสร้างใหม่ไม่ได้เหมือนเดิมครับ
  • แต่! อาการปวดสามารถ "หาย" ได้ และเราสามารถใช้งานเข่าได้ใกล้เคียงปกติ หากเราสร้างกล้ามเนื้อหน้าขาให้แข็งแรงพอที่จะพยุงลูกสะบ้าไว้ และปรับเปลี่ยนท่าทางในชีวิตประจำวัน

สรุป: คำแนะนำจากหมอเก่ง

อาการปวดหน้าเข่า หรือ PF Arthritis เป็นสัญญาณเตือนจากร่างกายว่า "คุณใช้งานฉันหนักเกินไปในท่าที่ไม่ถูกต้อง" ครับ

ถ้าคุณเริ่มมีอาการนั่งรถนานๆ แล้วปวดเข่า หรือเสียวแปล๊บเวลาลงบันได อย่าปล่อยทิ้งไว้จนขาลีบครับ ให้รีบปรับพฤติกรรม และเริ่มบริหารกล้ามเนื้อหน้าขาทันที การวินิจฉัยที่ถูกต้องและการดูแลที่ตรงจุด จะช่วยยืดอายุการใช้งานของเข่า ให้คุณเดินเที่ยววัด ขึ้นบันไดไหว้พระ ได้อย่างมีความสุขไปอีกนานครับ


บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ปวดหน้าเข่า #ลูกสะบ้าเสื่อม #ข้อเข่าเสื่อม #ขึ้นบันไดปวดเข่า #เสียงในเข่า #หมอเก่งกระดูกและข้อ #PFArthritis #Chondromalacia



References (เอกสารอ้างอิง)

  1. Crossley KM, et al. (2016). 2016 Patellofemoral pain consensus statement from the 4th International Patellofemoral Pain Research Retreat. (สรุป: ข้อตกลงร่วมกันของผู้เชี่ยวชาญระดับโลก เกี่ยวกับแนวทางการวินิจฉัยและรักษาอาการปวดลูกสะบ้า เน้นการออกกำลังกาย)
  2. Hinman RS, et al. (2014). Patellofemoral osteoarthritis: diagnosis, burden, and treatment modalities. (สรุป: การทบทวนความรู้เรื่องโรคข้อเสื่อมที่ลูกสะบ้าโดยเฉพาะ แยกจากข้อเข่าเสื่อมทั่วไป และวิธีการรักษาที่ไม่ใช้ยา)
  3. McAlindon TE, et al. (2014). OARSI guidelines for the non-surgical management of knee osteoarthritis. (สรุป: แนวทางมาตรฐานของสมาคมวิจัยโรคข้อเสื่อมสากล ที่แนะนำการลดน้ำหนักและการบริหารกล้ามเนื้อเป็นอันดับแรก)
  4. Dorr h, et al. (2018). Patellofemoral Arthroplasty: Current Concepts and Techniques. (สรุป: ข้อมูลอัปเดตเรื่องการผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อลูกสะบ้า ในกรณีที่การรักษาแบบประคับประคองไม่ได้ผล)
  5. Kobayashi S, et al. (2016). Patellofemoral Joint Arthritis: An Overview. (สรุป: ภาพรวมของโรค ตั้งแต่กลไกการเกิดโรค การตรวจเอกซเรย์ท่าพิเศษ และขั้นตอนการรักษา)

ข้อเข่าเสื่อม VS เกาต์เทียม: คู่หูตัวร้ายที่ชอบมาแพ็กคู่! (ทำไมรักษาเสื่อมแล้วยังปวดจี๊ด?)

 



ข้อเข่าเสื่อม VS เกาต์เทียม: คู่หูตัวร้ายที่ชอบมาแพ็กคู่! (ทำไมรักษาเสื่อมแล้วยังปวดจี๊ด?)


"หมอคะ... ป้าก็กินยาบำรุงข้อตามที่หมอสั่งมาตลอด ทำไมอยู่ดีๆ เมื่อคืนเข่ามันบวมเป่งจนเดินไม่ได้เลยคะ?"

เสียงโอดโอยของ "คุณป้าสมร" วัย 75 ปี ที่ผมนัดติดตามอาการโรคข้อเข่าเสื่อมมาเป็นปีๆ ปกติป้าสมรจะมีอาการปวดรำคาญ ปวดหนึบๆ เวลาเดินเยอะ หรือขึ้นลงบันได แต่วันนี้ภาพที่เห็นต่างไปโดยสิ้นเชิงครับ

เข่าข้างขวาของป้าบวมแดงก่ำ ร้อนจี๋ ผิวหนังตึงเปรี้ยะ แค่ลมพัดผ่านยังสะดุ้ง ป้าสมรเข้าใจว่า "สงสัยข้อเสื่อมมันกำเริบหนักจนกระดูกแตกแน่ๆ"

แต่ความจริงไม่ใช่แบบนั้นครับ... สิ่งที่เกิดขึ้นกับป้าสมรคือภาวะที่หมอเรียกว่า "เคราะห์ซ้ำกรรมซัด" หรือการมาเจอกันของโรคคู่หูที่สนิทกันมาก นั่นคือ "โรคข้อเข่าเสื่อม" และ "โรคเกาต์เทียม"

หลายคนเข้าใจผิด คิดว่าปวดเข่าในคนแก่มีแค่ "ข้อเสื่อม" อย่างเดียว แต่ความจริงแล้ว มีผู้สูงอายุจำนวนมากที่มี "ระเบิดเวลา" (ผลึกเกาต์เทียม) ซ่อนอยู่ในข้อที่กำลังเสื่อม โดยไม่รู้ตัว วันนี้หมอเก่งจะมาเล่าให้ฟังว่า ทำไมสองโรคนี้ถึงชอบมาด้วยกัน และเราจะจัดการอย่างไรให้กลับมาเดินปร๋อได้เหมือนเดิมครับ


ทำไมสองโรคนี้ถึงเป็น "เพื่อนสนิท" กัน?

ให้จินตนาการว่า "ข้อเข่า" ของเราเปรียบเสมือน "บ้าน" ครับ

  1. โรคข้อเข่าเสื่อม (Osteoarthritis - OA): คือภาวะที่บ้านเก่าลงตามกาลเวลา เสาผุ หลังคารั่ว พื้นบ้าน (กระดูกอ่อน) เริ่มขรุขระ สึกกร่อน

  2. โรคเกาต์เทียม (Pseudogout / CPPD): คือภาวะที่มี "ฝุ่นตะกอน" (ผลึกแคลเซียม) ปลิวเข้ามาสะสมในบ้าน

จุดเชื่อมโยงคือ: ฝุ่นตะกอน (ผลึกแคลเซียม) พวกนี้ มัน "ชอบ" บ้านที่ผุพังครับ! จากการศึกษาพบว่า ในข้อเข่าที่เสื่อมสภาพ เนื้อเยื่อและกระดูกอ่อนจะมีการเปลี่ยนแปลงทางเคมี ทำให้ดึงดูดแคลเซียมมาตกตะกอนได้ง่ายกว่าข้อปกติมากๆ ดังนั้น คนที่เป็นข้อเข่าเสื่อมมานาน จึงมีโอกาสสูงมากที่จะพัฒนา "โรคเกาต์เทียม" ซ้อนทับขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว


จับสังเกต: แยกอาการอย่างไร? (โดยไม่ต้องดูตาราง)

แม้จะชอบมาด้วยกัน แต่ลีลาการแสดงอาการของ 2 โรคนี้ ต่างกันเหมือน "เต่า" กับ "กระต่าย" ครับ

1. ข้อเข่าเสื่อม (เต่าผู้เชื่องช้า)

  • จังหวะ: มาแบบเนิบๆ ค่อยเป็นค่อยไป เป็นแรมเดือนแรมปี

  • ความรู้สึก: ปวดตื้อๆ ปวดหนึบๆ ลึกๆ ข้างใน เหมือนปวดเมื่อย

  • ช่วงเวลา: มักปวดเวลา "ใช้งาน" เช่น เดินเยอะ ยืนนาน ขึ้นบันได พอนั่งพักแล้วจะดีขึ้น

  • อาการบวม: ถ้าบวมมักจะบวมไม่มาก บวมแบบเย็นๆ (ไม่แดง ไม่ร้อน)

  • เสียง: เวลาขยับอาจมีเสียงกรอบแกรบเหมือนกระดาษทรายถูกัน

2. เกาต์เทียม (กระต่ายตื่นตูม)

  • จังหวะ: มาแบบ "ตูมเดียว" ฉับพลันทันที (Acute Attack) อาจเกิดขึ้นภายในข้ามคืน

  • ความรู้สึก: ปวดรุนแรงมาก ปวดจี๊ด ทรมานเหมือนมีเข็มทิ่ม หรือโดนไฟลวก แค่ขยับนิดเดียวก็น้ำตาเล็ด

  • ช่วงเวลา: ปวดตลอดเวลา แม้นอนเฉยๆ ก็ปวด กลางคืนมักจะปวดจนตื่น

  • อาการบวม: บวมเป่ง แดงก่ำ และจับดูจะรู้สึก "อุ่นหรือร้อน" ชัดเจน

  • ปัจจัยกระตุ้น: มักเกิดหลังร่างกายอ่อนแอ เช่น เป็นไข้ ท้องเสีย ขาดน้ำ หรือไปผ่าตัดมา


ความอันตรายเมื่อ "สองแรงแข็งขัน"

เมื่อสองโรคนี้มารวมกัน มันคือ "วงจรอุบาทว์" ครับ

  1. ข้อเสื่อมทำให้ผิวข้อขรุขระ -> ล่อให้ผลึกแคลเซียมมาเกาะ

  2. ผลึกแคลเซียมทำให้เกิดการอักเสบระเบิดลง -> ปล่อยสารเคมีมาย่อยสลายกระดูกอ่อนให้พังเร็วกว่าเดิม

  3. ข้อจึงเสื่อมเร็วขึ้นไปอีก -> วนกลับไปข้อ 1

ถ้าเรารักษาแต่ "ข้อเสื่อม" (กินยาบำรุง, ทำกายภาพ) แต่ไม่จัดการ "เกาต์เทียม" ที่กำลังระเบิด อาการปวดจะไม่หาย และข้อจะพังยับเยินเร็วกว่าปกติมากครับ


หมอรู้ได้อย่างไรว่า "ใคร" กำลังเล่นงานคุณ?

เมื่อคุณเดินกะเผลกเข้ามาหาหมอ หมอจะทำ 2 อย่างนี้เพื่อจับตัวการครับ:

  1. เอกซเรย์ (X-ray):

    • เพื่อดูว่า "บ้านพัง" แค่ไหน (ดูระยะข้อเสื่อม)

    • และมองหา "ลายแทงสมบัติ" คือ เงาขาวๆ จางๆ เป็นเส้นขีดในช่องว่างข้อเข่า ซึ่งเป็นสัญลักษณ์เฉพาะของเกาต์เทียม (Chondrocalcinosis)

  2. เจาะน้ำในข้อ (Joint Aspiration): (สำคัญที่สุด!)

    • ถ้าเข่าบวมมาก หมอจะเจาะเอาน้ำออกมาตรวจ ถ้าเป็นข้อเสื่อมธรรมดา น้ำจะสีเหลืองใสๆ หนืดๆ

    • แต่ถ้าเป็นเกาต์เทียมกำเริบ น้ำจะขุ่น หรือมีเม็ดเลือดขาวเยอะ และเมื่อส่องกล้องจะเจอ "ผลึกสี่เหลี่ยม" ตัวการร้ายลอยอยู่


แนวทางการรักษา: ดับไฟก่อน แล้วค่อยซ่อมบ้าน

หัวใจสำคัญของการรักษาภาวะ "แพ็กคู่" นี้คือ ลำดับความสำคัญ ครับ

ขั้นที่ 1: ดับไฟ (รักษาเกาต์เทียมเฉียบพลัน) เมื่อเข่ากำลังบวมแดงร้อน เราต้องหยุดการอักเสบเดี๋ยวนี้!

  • ห้าม: ห้ามไปนวด ห้ามดัดดึง ห้ามเดินเยอะ ห้ามประคบร้อนเด็ดขาด เพราะจะยิ่งทำให้ไฟลาม

  • ต้องทำ:

    • หมออาจจะ เจาะระบายน้ำข้อ เพื่อลดแรงดัน (หายปวดไวมาก)

    • ฉีดยาสเตียรอยด์เข้าข้อ เพื่อดับไฟที่จุดเกิดเหตุ (ได้ผลดีเยี่ยมและปลอดภัยหากทำโดยแพทย์)

    • กินยาแก้ปวดลดอักเสบ (NSAIDs) หรือยาโคลชิซิน (Colchicine) ช่วงสั้นๆ

ขั้นที่ 2: ซ่อมบ้าน (รักษาข้อเข่าเสื่อมระยะยาว) พอไฟดับ อาการบวมแดงหายไป เราค่อยกลับมาดูแลเรื่องโครงสร้าง

  • ลดน้ำหนัก: เพื่อลดภาระการรับน้ำหนักของเสาบ้าน

  • บริหารกล้ามเนื้อหน้าขา: เพื่อสร้างผนังบ้านให้แข็งแรง ช่วยพยุงข้อ

  • การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม: จะทำเมื่อ "บ้านพังเกินเยียวยา" (ข้อเสื่อมระยะสุดท้าย) หรือมีผลึกเกาต์เทียมเกาะจนทำลายข้ออย่างรุนแรงจนยาเอาไม่อยู่แล้ว


สรุป: คำแนะนำจากใจหมอเก่ง

หากคุณพ่อคุณแม่เป็นโรคข้อเข่าเสื่อมอยู่แล้ว วันดีคืนดีเกิด "ปวดแตกแถว" คือ ปวดรุนแรงขึ้นมาทันที เข่าบวมแดงร้อนทั้งที่ไม่ได้หกล้ม ให้สงสัยไว้เลยครับว่า "เกาต์เทียม" อาจจะกำลังมาแจม

อย่ามัวแต่กินยาพารา หรือทายาหม่องแล้วทนเจ็บ เพราะการปล่อยให้เกาต์เทียมระเบิดซ้ำๆ ในข้อที่เสื่อมอยู่แล้ว จะทำให้ข้อเข่าพังเร็วจนกู่ไม่กลับ

รีบมาพบแพทย์ ตรวจให้รู้ แยกโรคให้ชัด แล้วรักษาให้ถูกตัว... "ดับไฟให้ทัน แล้วค่อยซ่อมบ้านให้แข็งแรง" คือเคล็ดลับที่จะช่วยให้ผู้สูงอายุกลับมาเดินได้อย่างมีความสุขอีกครั้งครับ


บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ข้อเข่าเสื่อม #เกาต์เทียม #ปวดเข่าผู้สูงอายุ #เข่าบวม #โรคแพ็กคู่ #หมอเก่งกระดูกและข้อ #CPPD #Osteoarthritis



References (เอกสารอ้างอิง)

  1. Rosenthal AK. (2021). Crystal-associated osteoarthritis. (สรุป: บทความวิชาการที่อธิบายความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างโรคข้อเสื่อมและการสะสมของผลึกในข้อ)

  2. Zhang W, et al. (2011). EULAR recommendations for calcium pyrophosphate deposition. Part I: Terminology and diagnosis. (สรุป: ข้อแนะนำมาตรฐานยุโรป เรื่องการวินิจฉัยโรคเกาต์เทียมและจุดเชื่อมโยงกับข้อเสื่อม)

  3. Abhishek A, Doherty M. (2016). Epidemiology of calcium pyrophosphate crystal arthritis and associated risk factors. (สรุป: การศึกษาปัจจัยเสี่ยงที่พบว่า อายุและโรคข้อเสื่อม คือเพื่อนสนิทที่เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดเกาต์เทียม)

  4. Filippou G, et al. (2020). Ultrasound in the diagnosis of calcium pyrophosphate deposition disease. (สรุป: ประโยชน์ของการใช้อัลตราซาวด์ ที่สามารถเห็นทั้งร่องรอยข้อเสื่อมและผลึกเกาต์เทียมได้ในคราวเดียว)

  5. Neogi T, et al. (2006). The effect of osteoarthritis on the risk of calcium pyrophosphate deposition. (สรุป: งานวิจัยที่ยืนยันว่า ข้อที่มีภาวะเสื่อม มีความเสี่ยงสูงที่จะดึงดูดผลึกแคลเซียมให้มาเกาะ)

วันจันทร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569

เข่าบวม แดง ร้อน... นี่คือ "ข้อเข่าเสื่อมกำเริบ" หรือ "ข้อเข่าติดเชื้อ" กันแน่?

 

เข่าบวม แดง ร้อน... นี่คือ "ข้อเข่าเสื่อมกำเริบ" หรือ "ข้อเข่าติดเชื้อ" กันแน่?

"หมอครับ เมื่อคืนลุงปวดเข่ามาก ขาบวมเป่ง แดงแจ๋เลย จับแล้วร้อนจี๋ ขยับไม่ได้เลยครับ ไข้ก็ขึ้น... ลุงเป็นข้อเข่าเสื่อมอยู่แล้ว สงสัยช่วงนี้เดินเยอะไปหน่อย เดี๋ยวขอกินยาแก้อักเสบกับประคบร้อนก็คงหายใช่ไหมครับ?"

นี่คือคำถามที่ผมเจอบ่อยมาก และเป็นคำถามที่ทำให้ผมต้องรีบวางปากกาแล้วหันมาซักประวัติอย่างละเอียดทันที เพราะอาการ "เข่าบวม แดง ร้อน" เหมือนกัน แต่ "สาเหตุ" อาจจะต่างกันราวฟ้ากับเหว

ทางหนึ่งคือโรคประจำตัวที่คุ้นเคย แต่อีกทางหนึ่งคือ "ระเบิดเวลา" ที่ถ้ามาช้าเพียงไม่กี่วัน อาจหมายถึงการสูญเสียผิวข้อเข่าถาวร หรือเชื้อเข้ากระแสเลือดจนอันตรายถึงชีวิตได้

วันนี้ผม หมอเก่ง จะพามาแยกแยะกันให้ชัดๆ ว่า อาการแบบไหนคือ "น้ำในเข่าจากข้อเสื่อม" และแบบไหนคือ "ข้อเข่าติดเชื้อ" เพื่อให้ทุกคนดูแลตัวเองและคนที่เรารักได้อย่างถูกต้องและทันท่วงทีครับ


เรื่องเล่าจากห้องตรวจ: เมื่อ "ลุงสมชาย" คิดว่าแค่โรคเก่ากำเริบ

มีคนไข้ท่านหนึ่ง ชื่อสมมติว่าคุณลุงสมชาย อายุ 68 ปี เป็นคนไข้เก่าที่รักษากระดูกเข่าเสื่อมกับผมมานาน ปกติลุงแกจะปวดตึงๆ เวลาเดินไกลๆ แต่วันนั้นลุงสมชายถูกลูกสาวเข็นรถเข็นเข้ามา สีหน้าอิดโรย เหงื่อซึม และดูทรมานมาก

"หมอครับ ลุงไปฉีดยาแก้ปวดที่คลินิกแถวบ้านมาเมื่อ 3 วันก่อน พอกลับมาก็ปวดมากขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้เข่าบวมเป่ง งอเข่าไม่ได้เลย ปวดจนนอนไม่หลับมา 2 คืนแล้ว ไข้สูงหนาวสั่นด้วยครับ"

พอผมเปิดดูก็พบว่าเข่าข้างขวาบวมแดงกว่าข้างซ้ายชัดเจน ผิวหนังตึงเปรี๊ยะ จับดูร้อนจี๋ ยิ่งไปกว่านั้นแค่ผมแตะเบาๆ ลุงสมชายก็ร้องโอดโอยแล้ว

กรณีนี้ ไม่ใช่ข้อเข่าเสื่อมธรรมดาแน่ๆ ครับ... หลังจากเจาะดูน้ำในข้อเข่า (ซึ่งหลายคนกลัว แต่จริงๆ สำคัญมาก) ปรากฏว่าน้ำที่ออกมาไม่ใช่สีเหลืองใสเหมือนน้ำเก๊กฮวย แต่เป็น "สีขุ่นข้นคล้ายนมข้นหวาน" ซึ่งนั่นคือ "หนอง" ครับ

ลุงสมชายไม่ได้เป็นแค่ข้อเสื่อม แต่เป็น "ข้อเข่าติดเชื้อ" (Septic Arthritis) ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินทางศัลยกรรมกระดูก เคสนี้ต้องรีบผ่าตัดล้างข้อเข่าด่วน ไม่เช่นนั้นเชื้อโรคจะกินผิวกระดูกอ่อนจนพังหมดภายในเวลาไม่นาน

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า... อาการคล้ายกัน แต่ความรุนแรงต่างกันมหาศาลครับ


ความจริงที่ต้องรู้: ทำไมเข่าถึงบวมน้ำ?

ก่อนจะแยกโรค เราต้องเข้าใจกลไกก่อนว่า "น้ำในเข่า" มาจากไหน

โดยธรรมชาติ ในข้อเข่าของเราจะมีน้ำหล่อเลี้ยงข้อ (Synovial fluid) ปริมาณเล็กน้อย ประมาณ 1-2 ช้อนชา ทำหน้าที่เหมือน "น้ำมันเครื่อง" ช่วยหล่อลื่นให้กระดูกเคลื่อนไหวไม่ติดขัดและให้อาหารแก่กระดูกอ่อน

แต่เมื่อเกิดการอักเสบ ร่างกายจะตอบสนองด้วยการสร้างน้ำออกมามากขึ้น เหมือนเวลาฝุ่นเข้าตาแล้วน้ำตาไหล เพื่อพยายามชะล้างสิ่งสกปรกหรือลดแรงเสียดทาน ทำให้เข่าบวมขึ้นมานั่นเองครับ


เจาะลึก 2 โรคคู่ปรับ: ข้อเข่าเสื่อมที่มีน้ำในข้อ VS ข้อเข่าติดเชื้อ

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ผมขออธิบายแยกทีละโรคแบบละเอียดครับ

1. โรคข้อเข่าเสื่อมที่มีน้ำในข้อ (Knee Osteoarthritis with Effusion)

คืออะไร: เกิดจากความเสื่อมตามวัย หรือการใช้งานหนัก ผิวกระดูกอ่อนสึกหรอ ทำให้เกิดเศษกระดูกเล็กๆ ลอยอยู่ในข้อ หรือเกิดการเสียดสีที่รุนแรงขึ้น เยื่อบุข้อจึงอักเสบและสร้างน้ำออกมามากผิดปกติเพื่อพยายามปกป้องตัวเอง

สาเหตุ:

  • ใช้งานหนัก เดินเยอะ ยืนนาน ขึ้นลงบันไดบ่อย
  • น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น
  • อุบัติเหตุเล็กน้อยกระตุ้นให้โรคเดิมกำเริบ

อาการและอาการแสดง:

  • ปวด: ปวดแบบตึงๆ หน่วงๆ มักปวดมากเวลาขยับหรือลงน้ำหนัก พักแล้วมักจะดีขึ้น
  • บวม: เข่าดูบวมกว่าปกติ แต่ผิวหนังมักจะไม่แดงจัด หรือแดงเพียงเล็กน้อย
  • อุณหภูมิ: จับดูอาจจะอุ่นกว่าข้างปกติเล็กน้อย (Warm) แต่ไม่ถึงกับร้อนจี๋
  • ไข้: ส่วนใหญ่ไม่มีไข้ หรือถ้ามีก็เป็นไข้ต่ำๆ จากความปวด ไม่ใช่ไข้สูงหนาวสั่น
  • การขยับ: ยังพอขยับงอเหยียดได้บ้าง แม้จะติดขัดหรือเจ็บ

การดำเนินโรค: ค่อยเป็นค่อยไป อาการอาจแย่ลงในระดับวันหรือสัปดาห์ ไม่ใช่แย่ลงรวดเร็วในไม่กี่ชั่วโมง

2. โรคข้อเข่าติดเชื้อ (Septic Arthritis)

คืออะไร: ภาวะที่มีเชื้อโรค (ส่วนใหญ่เป็นแบคทีเรีย) หลุดเข้าไปเจริญเติบโตในข้อเข่า เชื้อโรคเหล่านี้จะปล่อยสารพิษออกมาทำลายผิวกระดูกอ่อนอย่างรวดเร็ว เปรียบเสมือน "ปลวกที่รุมกินบ้านไม้" ถ้าปล่อยไว้ บ้าน (ข้อเข่า) จะพังทลาย

สาเหตุ (เชื้อเข้าทางไหน?):

  • ทางเลือด: เชื้อโรคจากส่วนอื่นของร่างกาย (เช่น ปอดอักเสบ ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ฟันผุ) เข้ากระแสเลือดแล้วมาตกตะกอนที่ข้อเข่า
  • ทางตรง: จากบาดแผลเจาะทะลุข้อ หรือ การฉีดยาเข้าข้อที่ไม่สะอาดพอ (พบบ่อยในกรณีฉีดกับหมอเถื่อน หรือการดูแลหลังฉีดไม่ดี)

อาการและอาการแสดง (สัญญาณอันตราย):

  • ปวด: ปวดรุนแรงมาก (Severe pain) ปวดตลอดเวลา แม้กระทั่งนอนเฉยๆ ก็ปวด ขยับนิดเดียวก็สะดุ้ง
  • บวม แดง ร้อน: ข้อเข่าจะบวมเป่ง ผิวหนังรอบๆ จะแดงก่ำและร้อนจี๋อย่างเห็นได้ชัด
  • ไข้: มักมี ไข้สูง หนาวสั่น อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร (อาการของการติดเชื้อในกระแสเลือด)
  • การขยับ: ผู้ป่วยมักจะงอเข่าเล็กน้อยเพื่อลดความดันในข้อ และจะไม่ยอมให้ใครมาขยับขาเลย เพราะเจ็บมาก (Pseudo-paralysis)

แนวทางการตรวจวินิจฉัย (Investigation)

เมื่อมาถึงมือหมอ การซักประวัติและตรวจร่างกายบอกได้ระดับหนึ่ง แต่การ "ฟันธง" ต้องอาศัยการตรวจเพิ่มเติมครับ

  1. การเจาะดูน้ำในข้อเข่า (Arthrocentesis): พระเอกของเรื่อง นี่คือวิธีที่ดีที่สุดในการแยกโรคครับ ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด
    • ถ้าเป็นข้อเสื่อม: น้ำจะเป็นสีเหลืองใส (เหมือนฟางข้าวหรือน้ำเก๊กฮวย) มีความหนืดดี
    • ถ้าเป็นข้อติดเชื้อ: น้ำจะ สีขุ่น เหลืองเข้ม หรือเป็นหนอง (Purulent) ความหนืดต่ำ ไหลเป็นน้ำ
    • น้ำที่เจาะได้ จะถูกส่งไปตรวจแล็บเพื่อนับเม็ดเลือดขาว (Cell count) และเพาะเชื้อ (Culture) เพื่อดูว่าเป็นเชื้อตัวไหน
  2. การตรวจเลือด (Blood Test):
    • ดูปริมาณเม็ดเลือดขาว (WBC) และค่าการอักเสบ (ESR, CRP)
    • ในคนไข้ข้อติดเชื้อ ค่าเหล่านี้จะพุ่งสูงมาก เพื่อบ่งบอกว่าร่างกายกำลังต่อสู้กับเชื้อโรค
  3. เอกซเรย์ (X-ray):
    • ช่วยดูพื้นฐานกระดูกว่าเสื่อมมากน้อยแค่ไหน แต่ในระยะแรกของการติดเชื้อ เอกซเรย์อาจจะยังไม่เห็นความผิดปกติของการทำลายกระดูก
    • ถ้าติดเชื้อรุนแรงมานาน จะเห็นช่องว่างระหว่างข้อแคบลง หรือกระดูกถูกกัดกร่อน
  4. MRI (ในบางกรณี):
    • ใช้เมื่อการวินิจฉัยยังไม่ชัดเจน หรือสงสัยว่ามีหนองซ่อนอยู่ในโพรงกระดูก หรือเนื้อเยื่อรอบๆ

แนวทางการรักษา: คนละทางอย่างสิ้นเชิง

ความสำคัญของการแยกโรคอยู่ที่ตรงนี้ครับ เพราะการรักษาต่างกันอย่างสิ้นเชิง

1. การรักษา "ข้อเข่าเสื่อมที่มีน้ำในข้อ" เป้าหมายคือ ลดการอักเสบ และชะลอความเสื่อม

  • พฤติกรรม: พักการใช้งาน หลีกเลี่ยงการเดินเยอะ ประคบเย็นเพื่อลดบวม (ในระยะเฉียบพลัน)
  • ยา: ยาแก้ปวด ยาลดการอักเสบ (NSAIDs)
  • การเจาะระบายน้ำ: หากน้ำเยอะจนตึงแน่น หมอจะดูดน้ำออกให้ เพื่อลดแรงดัน ทำให้คนไข้สบายขึ้นทันที
  • การฉีดยา: อาจพิจารณาฉีดสเตียรอยด์ (เฉพาะกรณีที่จำเป็นและมั่นใจว่าไม่ติดเชื้อ) หรือฉีดน้ำเลี้ยงข้อเทียมเพื่อเพิ่มการหล่อลื่น
  • กายภาพบำบัด: เมื่อหายปวดแล้ว ต้องบริหารกล้ามเนื้อรอบเข่าให้แข็งแรง

2. การรักษา "ข้อเข่าติดเชื้อ" (ภาวะฉุกเฉิน) เป้าหมายคือ กำจัดเชื้อโรคให้เร็วที่สุด เพื่อรักษาผิวข้อเข่าและชีวิต

  • ห้ามฉีดสเตียรอยด์เด็ดขาด: เพราะจะทำให้เชื้อลุกลาม
  • ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics): ต้องให้ยาฆ่าเชื้อทางหลอดเลือดดำ (ฉีดเข้าเส้น) ทันทีและต่อเนื่อง อย่างน้อย 2-4 สัปดาห์
  • การผ่าตัดล้างข้อ (Arthroscopic Lavage / Debridement): เป็นหัวใจสำคัญ! หมอจะต้องผ่าตัด (ปัจจุบันมักใช้การส่องกล้องแผลเล็ก) เพื่อเข้าไปล้างหนองและเนื้อเยื่อที่ตายแล้วออกให้หมด เหมือนการ "Big Cleaning" บ้าน
  • การระบายหนอง: บางครั้งอาจต้องใส่ท่อระบายเลือดและหนองไว้ชั่วคราว

พยากรณ์โรค: จะกลับมาเดินได้ปกติไหม?

  • กลุ่มข้อเข่าเสื่อม: อาการบวมและปวดมักจะดีขึ้นภายใน 1-2 สัปดาห์หลังได้รับการรักษาที่ถูกต้อง แต่โรคยังคงอยู่ ต้องดูแลต่อเนื่องเพื่อไม่ให้กำเริบซ้ำ
  • กลุ่มข้อเข่าติดเชื้อ:
    • ถ้ารักษาเร็ว (ภายใน 24-48 ชม.): โอกาสหายขาดสูง ผิวข้อเข่าอาจเสียหายเล็กน้อย กลับมาใช้งานได้ใกล้เคียงปกติ
    • ถ้ารักษาช้า: เชื้อโรคจะปล่อยเอนไซม์มาย่อยสลายผิวกระดูกอ่อน ทำให้เกิด "ข้อเข่าเสื่อมรุนแรงตามหลังการติดเชื้อ" (Post-infectious arthritis) เข่าอาจยึดติด ผิดรูป หรือเดินกะเผลกตลอดชีวิต
    • ในรายที่ภูมิต้านทานต่ำ: (เช่น เบาหวาน ไตวาย) เชื้ออาจเข้ากระแสเลือด ทำให้เกิดภาวะช็อกและเสียชีวิตได้

สรุป

อาการปวดเข่า บวม แดง ร้อน ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุหรือคนที่มีโรคประจำตัว

  • ถ้าปวดเมื่อยธรรมดา พักแล้วหาย น้ำแข็งประคบแล้วดีขึ้น -> อาจเป็นแค่ข้อเสื่อมกำเริบ
  • แต่ถ้า ปวดรุนแรง ขยับไม่ได้ ไข้ขึ้นสูง เข่าบวมแดงร้อนจี๋ -> ให้สงสัย "ข้อเข่าติดเชื้อ" ไว้ก่อน

อย่าซื้อยากินเอง อย่าไปนวดทับบริเวณที่บวมแดง และรีบมาโรงพยาบาลให้เร็วที่สุดครับ เพราะสำหรับข้อเข่าติดเชื้อ "เวลา" คือ "ผิวข้อ" ยิ่งช้า ข้อเข่ายิ่งพังครับ

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ปวดเข่า #ข้อเข่าเสื่อม #ข้อเข่าติดเชื้อ #น้ำในเข่า #เข่าบวม #หมอเก่งกระดูกและข้อ #เข่าอักเสบ #ผ่าตัดข้อเข่า


References

  1. American Academy of Orthopaedic Surgeons (AAOS). Septic Arthritis [Internet]. Rosemont (IL): AAOS; 2023 [cited 2024 Jul 18]. (สรุป: ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับโรคข้ออักเสบติดเชื้อ สาเหตุ อาการ และแนวทางการรักษาเร่งด่วน)
  2. Mayo Clinic. Osteoarthritis [Internet]. Rochester (MN): Mayo Foundation for Medical Education and Research; 2023 [cited 2024 Jul 18]. (สรุป: รายละเอียดโรคข้อเสื่อม สาเหตุที่ทำให้เกิดน้ำในข้อ และการดูแลรักษา)
  3. Mathews CJ, Coakley G. Septic arthritis: current diagnostic and therapeutic algorithm. Curr Opin Rheumatol. 2008;20(4):457-62. (สรุป: แนวทางการวินิจฉัยและขั้นตอนการรักษาข้ออักเสบติดเชื้อที่เป็นมาตรฐานปัจจุบัน)
  4. Punzi L, et al. Value of synovial fluid analysis in the diagnosis and treatment of joint diseases. Ann N Y Acad Sci. 2010;1193(1):23-6. (สรุป: ความสำคัญของการเจาะตรวจน้ำในข้อเพื่อแยกโรคระหว่างการอักเสบธรรมดากับการติดเชื้อ)
  5. UpToDate. Septic arthritis in adults. Waltham (MA): UpToDate; 2024 [cited 2024 Jul 18]. (สรุป: ข้อมูลเชิงลึกทางการแพทย์เกี่ยวกับการจัดการโรคข้อติดเชื้อในผู้ใหญ่และการพยากรณ์โรค)

ยืดอายุการใช้งาน "ยางรถยนต์" คู่ใจ ทำอย่างไรให้ข้อเข่าอยู่กับเราไปจนแก่?

 

ยืดอายุการใช้งาน "ยางรถยนต์" คู่ใจ ทำอย่างไรให้ข้อเข่าอยู่กับเราไปจนแก่?

คุณเคยสังเกตไหมครับ? รถยนต์ที่เราขับทุกวัน เรายังต้องคอยเช็คลมยาง สลับยาง หรือเปลี่ยนยางใหม่เมื่อดอกยางหมด แต่กับ "ข้อเข่า" ของเรา ซึ่งเปรียบเสมือนล้อรถที่พาเราเดินไปทุกที่ตลอด 24 ชั่วโมง ตั้งแต่เกิดจนโต เรากลับไม่ค่อยได้ดูแลมันเท่าที่ควร มารู้ตัวอีกทีก็ตอนที่เริ่มได้ยินเสียง "กึกกัก" หรือรู้สึกเจ็บแปล๊บๆ เวลาเดินขึ้นบันไดเสียแล้ว

หลายคนถามหมอว่า "หมอคะ ไม่อยากผ่าเข่า ไม่อยากเจ็บเหมือนคุณยาย ต้องทำยังไง?" วันนี้หมอเก่งมีคำตอบครับ การป้องกันข้อเข่าเสื่อม ไม่ใช่เรื่องของคนแก่ แต่เป็นเรื่องของ "ทุกคน" ที่ยังเดินได้ครับ


เรื่องเล่าจากสวนสาธารณะ: "ป้าแมว" VS "ลุงวิทย์"

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ผมขอยกตัวอย่างคนไข้ขาประจำของผม 2 ท่านครับ

"ป้าแมว" อายุ 55 ปี เป็นแม่บ้านที่ขยันมาก ชอบนั่งซักผ้ากับพื้น นั่งขัดห้องน้ำ นั่งพับเพียบสวดมนต์นานๆ ป้าแมวเริ่มบ่นปวดเข่าตั้งแต่อายุ 50 ต้นๆ กินยาแก้ปวดเป็นกำมือก็ไม่หาย

"ลุงวิทย์" อายุ 60 ปี เกษียณแล้ว ชอบออกกำลังกาย แต่แกชอบวิ่งรอบหมู่บ้านบนพื้นปูนแข็งๆ ใส่รองเท้าผ้าใบคู่เก่าๆ พื้นบางเฉียบ ลุงวิทย์มาหาหมอเพราะเข่าบวมเป่ง เดินกะเผลก

ทั้งสองท่านนี้มีจุดร่วมเดียวกันคือ "ใช้งานเข่าผิดวิธี" โดยไม่รู้ตัวครับ คนหนึ่งทำร้ายเข่าด้วยท่านั่ง อีกคนทำร้ายเข่าด้วยแรงกระแทก


ความจริงของ "ข้อเข่าเสื่อม" (รู้ทันก่อนสาย)

ข้อเข่าเสื่อม (Osteoarthritis) ไม่ใช่โรคติดต่อ แต่เป็นโรคจาก "การใช้งาน" (Wear and Tear) ครับ

ลองจินตนาการถึง "ผิวกระดูกอ่อน" ในข้อเข่า มันเหมือนกับ "ผิวมันปู" ลื่นๆ หรือ "ดอกยางรถยนต์" ที่คอยรองรับแรงกระแทกและทำให้ข้อขยับได้ลื่นไหล เมื่อเราใช้งานมันหนักๆ กระแทกซ้ำๆ หรือบิดมันบ่อยๆ ผิวลื่นๆ นี้ก็จะถลอก สึกหรอ จนกระดูกแข็งๆ ข้างใต้มาเสียดสีกัน เกิดอาการปวด บวม และข้อยึดในที่สุด

ข่าวร้ายคือ: ผิวกระดูกอ่อนนี้ "สร้างทดแทนยากมาก" หรือแทบไม่สร้างใหม่เลย ข่าวดีคือ: เราสามารถ "ชะลอ" การสึกหรอได้ ถ้าเรารู้วิธีถนอมมันตั้งแต่วันนี้ครับ


5 บัญญัติ "ถนอมเข่า"

ถ้าคุณไม่อยากจบลงที่ห้องผ่าตัด นี่คือสิ่งที่คุณต้องเริ่มทำตั้งแต่วันนี้ครับ:

1. คุมน้ำหนัก = ลดภาระแบกหาม

นี่คือ "ยาขนานเอก" ที่ดีที่สุดและถูกที่สุดครับ ความจริงทางวิทยาศาสตร์: น้ำหนักตัวทุกๆ 1 กิโลกรัมที่เพิ่มขึ้น จะทำให้เกิดแรงกดที่ข้อเข่าเพิ่มขึ้น 3-4 กิโลกรัม เวลาเดิน!

  • ถ้าคุณลดน้ำหนักได้ 5 กิโลกรัม = คุณช่วยลดแรงกดทับที่เข่าได้ถึง 20 กิโลกรัม!
  • วิธีปฏิบัติ: ไม่ต้องอดอาหารจนหน้ามืด แต่ให้ลดแป้ง ลดน้ำตาล และของทอด เน้นทานโปรตีนและผัก เพื่อให้น้ำหนักอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน (BMI ปกติ) แค่นี้เข่าคุณก็ยิ้มแล้วครับ

2. เลี่ยงท่าอันตราย (ท่านั่งทำลายเข่า)

คนไทยเรามีวัฒนธรรมการนั่งพื้น ซึ่งเป็นศัตรูตัวฉกาจของข้อเข่าครับ

  • สิ่งที่ต้องเลี่ยง: นั่งพับเพียบ, นั่งขัดสมาธิ, นั่งยองๆ, นั่งคุกเข่า ท่าเหล่านี้จะทำให้แรงดันในข้อเข่าสูงกว่าปกติถึง 5-7 เท่า!
  • สิ่งที่ควรทำ: เปลี่ยนมา "นั่งเก้าอี้" เสมอครับ จะกินข้าว ซักผ้า หรือสวดมนต์ ให้หาเก้าอี้มานั่ง เปลี่ยนจากส้วมซึมเป็นชักโครกแบบนั่งราบ (ถ้าทำไม่ได้ ให้หาเก้าอี้เจาะรูมาครอบ)

3. เสริมสร้าง "กล้ามเนื้อหน้าขา" (Quadriceps)

กล้ามเนื้อหน้าขาที่แข็งแรง เปรียบเสมือน "โช้คอัพ" รถยนต์ชั้นดีครับ มันจะช่วยรับแรงกระแทกแทนข้อเข่า

  • ท่าบริหารง่ายๆ (ทำได้ทุกที่):
    1. นั่งบนเก้าอี้ ให้หลังพิงพนัก
    2. เตะขาขึ้นมาให้ตรง เกร็งหน้าขาค้างไว้ นับ 1-10
    3. ค่อยๆ ผ่อนขาลง
    4. ทำสลับซ้าย-ขวา ข้างละ 20-30 ครั้งต่อวัน ทำบ่อยๆ จนกล้ามเนื้อหน้าขาแข็งโป๊ก รับรองว่าอาการปวดจะลดลง และเข่าจะมั่นคงขึ้นครับ

4. เลือกวิธีออกกำลังกายให้ถูกจริตเข่า

การออกกำลังกายดีต่อสุขภาพ แต่ต้องเลือกให้ถูกครับ

  • หลีกเลี่ยง: การวิ่งบนพื้นแข็งๆ, การกระโดดเชือก, กีฬาที่มีการปะทะ หรือบิดเข่าแรงๆ (เช่น ฟุตบอล บาสเกตบอล สำหรับผู้สูงอายุ)
  • แนะนำ:
    • ว่ายน้ำ / เดินในน้ำ: ดีที่สุด! เพราะน้ำช่วยพยุงน้ำหนักตัว แรงกระแทกเป็นศูนย์
    • ปั่นจักรยาน: ปรับเบาะให้สูงพอดี (ขาเกือบตึงเมื่อถีบสุด) ช่วยให้ข้อเข่าได้ขยับและกล้ามเนื้อแข็งแรงโดยไม่มีแรงกระแทก
    • เดินเร็ว: ใส่รองเท้าดีๆ เดินบนพื้นราบ หรือลู่วิ่งที่นุ่มๆ

5. เลือกรองเท้าที่ "ใจดี" กับเข่า

รองเท้าคือด่านแรกที่รับแรงจากพื้นครับ

  • หลีกเลี่ยงรองเท้าส้นสูงปรี๊ด หรือรองเท้าพื้นแบนแต๊ดแต๋ที่ไม่มีความนุ่ม
  • เลือกรองเท้าที่มีพื้นหนานุ่ม รองรับอุ้งเท้า (Arch support) และมีส้นหนาพอประมาณ เพื่อช่วยกระจายแรงกระแทกเวลาเดิน

ถ้าเริ่มมีอาการแล้ว ต้องทำอย่างไร?

หากคุณเริ่มมีเสียงกึกกัก หรือปวดเมื่อยเวลาอากาศเปลี่ยน อย่าเพิ่งตกใจครับ

  1. พักการใช้งาน: ถ้าเจ็บ ให้หยุดกิจกรรมนั้นทันที
  2. ประคบ: ถ้าปวดบวมแดงร้อน (อักเสบเฉียบพลัน) ให้ประคบเย็น / ถ้าปวดตื้อๆ เรื้อรัง ให้ประคบอุ่น
  3. พบแพทย์: เพื่อตรวจดูความรุนแรง อาจมีการเอกซเรย์ดูระยะของโรค
  4. การรักษา: แพทย์อาจเริ่มจากยาแก้ปวด, ยาบำรุงข้อ (Glucosamine/Diacerein - ผลลัพธ์ขึ้นกับบุคคล), การฉีดน้ำหล่อเลี้ยงข้อเทียม หรือการทำกายภาพบำบัด

บทสรุป

"ข้อเข่า" คืออวัยวะที่ซื่อสัตย์ครับ เขาแบกรับเรามาทั้งชีวิตโดยไม่บ่น การป้องกันข้อเข่าเสื่อม ไม่ได้หมายความว่าห้ามเดินหรือห้ามขยับ แต่หมายถึงการ "ใช้งานอย่างชาญฉลาด"

  • ลดน้ำหนักสักนิด
  • เลิกนั่งยองสักหน่อย
  • หมั่นบริหารหน้าขาบ่อยๆ

เพียงเท่านี้ คุณก็สามารถยืดอายุการใช้งาน "ยางรถยนต์" คู่นี้ ให้พาคุณเดินไปเที่ยวรอบโลก ไปเล่นกับหลาน หรือไปทำกิจกรรมที่คุณรักได้จนถึงวัย 80-90 ปีอย่างมีความสุขครับ

เริ่มดูแลเข่าวันนี้... ก่อนที่เขาจะประท้วงคุณนะครับ!


บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ป้องกันข้อเข่าเสื่อม #ปวดเข่า #ถนอมข้อเข่า #บริหารเข่า #ลดน้ำหนักแก้ปวดเข่า #นั่งยองทำลายเข่า #หมอเก่งกระดูกและข้อ #เข่าเสื่อม


References

  1. American Academy of Orthopaedic Surgeons (AAOS). Management of Osteoarthritis of the Knee (Non-Arthroplasty) Clinical Practice Guideline. Rosemont (IL): AAOS; 2021. (สรุป: แนวทางเวชปฏิบัติล่าสุดจากสมาคมศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์อเมริกา แนะนำการลดน้ำหนักและการออกกำลังกายเป็นหัวใจสำคัญของการรักษาและป้องกัน)
  2. Messier SP, et al. Effects of Intensive Diet and Exercise on Knee Joint Loads, Inflammation, and Clinical Outcomes Among Overweight and Obese Adults With Knee Osteoarthritis: The IDEA Randomized Clinical Trial. JAMA. 2013;310(12):1263-1273. (สรุป: งานวิจัยที่ยืนยันว่าการลดน้ำหนักร่วมกับการออกกำลังกาย ช่วยลดแรงกดที่เข่าและลดการอักเสบได้อย่างมีนัยสำคัญ)
  3. Bannuru RR, et al. OARSI guidelines for the non-surgical management of knee, hip, and polyarticular osteoarthritis. Osteoarthritis Cartilage. 2019;27(11):1578-1606. (สรุป: ข้อแนะนำระดับสากลที่เน้นย้ำเรื่องการให้ความรู้ผู้ป่วยและการปรับพฤติกรรม เป็นด่านแรกของการจัดการโรคข้อเสื่อม)
  4. Centers for Disease Control and Prevention (CDC). Osteoarthritis (OA). 2020. (สรุป: ข้อมูลพื้นฐานจาก CDC ที่ระบุปัจจัยเสี่ยงและแนวทางการป้องกันโรคข้อเสื่อมสำหรับประชาชนทั่วไป)
  5. Fransen M, et al. Exercise for osteoarthritis of the knee. Cochrane Database Syst Rev. 2015. (สรุป: การทบทวนงานวิจัยจำนวนมากที่สรุปว่า การออกกำลังกายเสริมสร้างกล้ามเนื้อขา ช่วยลดปวดและเพิ่มสมรรถภาพการใช้งานของเข่าได้จริง)

วันอาทิตย์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569

ทำไมผู้หญิงวัย 40+ ถึงปวด “หน้าเข่า” เวลาลงบันได? ทั้งที่ยังเดินพื้นราบได้ปกติ? (คำตอบอาจไม่ใช่ข้อเข่าเสื่อมแบบที่คุณคิด)

 

ทำไมผู้หญิงวัย 40+ ถึงปวด “หน้าเข่า” เวลาลงบันได? ทั้งที่ยังเดินพื้นราบได้ปกติ? (คำตอบอาจไม่ใช่ข้อเข่าเสื่อมแบบที่คุณคิด)


เรื่องของคุณน้อย สาววัย 45 กับเสียงกรอบแกรบในเข่า

“หมอคะ เข่าหนูเป็นอะไรไม่รู้ เดินพื้นราบก็ปกติดี เดินช้อปปิ้งได้เป็นชั่วโมง แต่พอก้าวลงบันได หรือนั่งประชุมนานๆ แล้วจะลุกขึ้น มันปวดแปล๊บที่หน้าหัวเข่า เหมือนมีอะไรขัดๆ อยู่ข้างใน แถมบางทีมีเสียงดังกร๊อบ! เหมือนกระดูกลั่นด้วยค่ะ”

นี่คือคำบอกเล่าของ “คุณน้อย” (นามสมมติ) หญิงวัย 45 ปี พนักงานบัญชีที่รักการออกกำลังกายด้วยการเต้นแอโรบิก คุณน้อยกังวลมากว่าตัวเองจะเป็น “ข้อเข่าเสื่อม” จนต้องผ่าตัดเปลี่ยนเข่าหรือเปล่า เพราะเริ่มรู้สึกว่าคุณภาพชีวิตเสียไป จะไปเที่ยวไหนที่มีบันไดก็เริ่มกลัว

พอหมอตรวจร่างกายและซักประวัติอย่างละเอียด ก็พบว่าจริงๆ แล้วคุณน้อยไม่ได้เป็นโรคข้อเข่าเสื่อมแบบที่กระดูกทรุดตัวจนขาโก่ง (Osteoarthritis) ที่เรามักเห็นในผู้สูงอายุมากๆ แต่คุณน้อยกำลังเผชิญกับภาวะที่เรียกว่า “ข้อสะบ้าเสื่อม” (Patellofemoral Arthritis) ซึ่งเป็นภัยเงียบที่พบบ่อยมากในผู้หญิงวัยทำงานจนถึงวัยกลางคนครับ


ความจริงที่หลายคนเข้าใจผิด

หลายคนพอปวดเข่า ก็เหมาว่าเป็น “โรคข้อเข่าเสื่อม” ไปซะหมด แล้วก็พาลจิตตก กลัวต้องผ่าตัด

แต่ความจริงแล้ว “เข่า” ของเราไม่ได้มีแค่ข้อต่อเดียวครับ มันมีห้องหลักๆ คือห้องรับน้ำหนัก (ระหว่างกระดูกต้นขากับหน้าแข้ง) และ “ห้องหน้า” (ข้อต่อระหว่างลูกสะบ้ากับกระดูกต้นขา)

อาการของคุณน้อย และผู้หญิงวัย 40+ จำนวนมาก เกิดจาก “ผิวกระดูกอ่อนหลังลูกสะบ้า” มันเริ่มไม่เรียบ เริ่มนิ่ม หรือเริ่มสึกหรอครับ ไม่ใช่เข่าเสื่อมทั้งข้อ เปรียบเทียบง่ายๆ คือ “รางรถไฟ (ร่องกระดูก) กับล้อรถไฟ (ลูกสะบ้า) มันเริ่มสึก หรือวิ่งไม่ตรงราง” ทำให้เกิดการเสียดสีทุกครั้งที่งอเข่านั่นเองครับ


เจาะลึก: ทำไมต้องเป็น “ผู้หญิงวัยกลางคน”? (Pathogenesis)

ทำไมโรคนี้ถึงรักผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย? เรื่องนี้มีคำอธิบายทางสรีรวิทยาครับ

  1. สะโพกผาย (Wider Pelvis): ธรรมชาติสร้างสรีระผู้หญิงให้มีสะโพกผายกว่าผู้ชาย เพื่อรองรับการตั้งครรภ์ สิ่งนี้ทำให้มุมองศาของกระดูกต้นขาที่วิ่งลงมาหาหัวเข่า (Q-angle) มีความเฉียงมากกว่าผู้ชาย แรงดึงของกล้ามเนื้อหน้าขาจึงมีแนวโน้มที่จะดึงลูกสะบ้าให้ “แฉลบ” ออกไปทางด้านนอกมากกว่าปกติ เกิดการเสียดสีที่รุนแรงขึ้นสะสมเป็นเวลานาน
  2. กล้ามเนื้อไม่สมดุล (Muscle Imbalance): ในชีวิตประจำวัน หรือการออกกำลังกายบางประเภท เรามักจะใช้กล้ามเนื้อต้นขาด้านนอกมากกว่าด้านใน ทำให้กล้ามเนื้อด้านนอกตึงและดึงลูกสะบ้าให้เบี้ยว ส่วนกล้ามเนื้อด้านในที่คอยดึงกลับกลับอ่อนแอ
  3. ความเสื่อมตามวัย (Degeneration): เมื่ออายุเข้าเลข 4 ผิวกระดูกอ่อนที่เคยลื่นเหมือนเจลลี่เคลือบไว้ จะเริ่มแห้ง แตก หรือขรุขระ เหมือนถนนลาดยางที่เป็นหลุมบ่อ เมื่อมีการเสียดสี จึงเกิดอาการปวดและเสียงดัง
  4. รองเท้าส้นสูงและท่านั่ง: การใส่ส้นสูงนานๆ หรือการนั่งงอเข่าเกิน 90 องศา (เช่น นั่งขัดสมาธิ พับเพียบ หรือนั่งยองๆ ซักผ้า) จะเพิ่มแรงกดหลังลูกสะบ้าอย่างมหาศาล ยิ่งกด ยิ่งเสียดสี ยิ่งสึกไวครับ

อาการสัญญาณเตือน: เช็คซิ คุณเข้าข่ายไหม?

ลองสังเกตตัวเองดูนะครับ ว่ามีอาการเหล่านี้หรือไม่:

  • ปวดเฉพาะจุด: มักปวดบริเวณ “หน้าหัวเข่า” หรือ “รอบๆ ลูกสะบ้า” บางคนบอกไม่ถูกว่าปวดตรงไหน รู้แค่ว่าปวดลึกๆ ข้างในหน้าเข่า
  • Theater Sign (อาการโรงหนัง): อันนี้คลาสสิกมากครับ คือนั่งเก้าอี้ทำงานนานๆ หรือนั่งดูหนังในโรงนานๆ พอจะลุกขึ้นปุ๊บ จะปวดขัดที่หน้าเข่าทันที ต้องยืนนิ่งๆ สักพัก หรือขยับขาหน่อยถึงจะเดินต่อได้
  • กลัวบันได: เดินพื้นราบได้สบายมาก แต่พอเจอ “บันไดลง” หรือ “ทางลาดลง” จะเจ็บจี๊ดขึ้นมาทันที (ตอนขึ้นบันไดยังพอทน แต่ตอนลงจะทรมานกว่า เพราะแรงกดที่ลูกสะบ้าสูงกว่าตอนขึ้น)
  • เสียงในเข่า: รู้สึกเหมือนมีทรายอยู่ในเข่า หรือได้ยินเสียง “กรอบแกรบ” เวลาลุกนั่ง
  • เข่าบวม: ในวันที่ใช้งานหนักๆ อาจมีอาการบวมตึงๆ ที่หน้าเข่า

การตรวจวินิจฉัย: หมอรู้อาการนี้ได้อย่างไร?

เมื่อมาหาหมอกระดูกและข้อ หมอจะทำสิ่งเหล่านี้เพื่อให้แน่ใจครับ:

  1. ซักประวัติ: ถามลักษณะการปวด กิจกรรมที่ทำประจำ และประวัติการบาดเจ็บในอดีต
  2. ตรวจร่างกาย (Physical Exam):
    • Patellar Grind Test: หมอจะลองขยับลูกสะบ้าและกดเบาๆ ขณะที่คุณเกร็งขา ถ้าเจ็บหรือมีเสียงครืดคราด แสดงว่าผิวกระดูกอ่อนมีปัญหา
    • ดูแนวขา: ดูว่าขาโก่ง หรือเข่าชิดกันมากเกินไปไหม (Knock knees)
    • ตรวจกล้ามเนื้อ: เช็คความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหน้าขา (Quadriceps) ว่าฝ่อลีบหรือไม่
  3. เอกซเรย์ (X-ray):
    • หมอจะส่งเอกซเรย์ท่าพิเศษที่เรียกว่า Skyline view (ท่าที่ถ่ายให้เห็นร่องลูกสะบ้าโดยเฉพาะ) ท่านี้จะบอกได้ชัดเจนเลยว่า ลูกสะบ้าเอียงไหม ช่องว่างระหว่างกระดูกแคบลงหรือยัง หรือมีหินปูนเกาะที่ขอบลูกสะบ้าหรือไม่
    • ท่าปกติ (ยืน) เพื่อดูว่าข้อเข่าหลักเสื่อมด้วยหรือไม่
  4. MRI (เฉพาะบางราย): ถ้าอาการไม่ชัดเจน หรือสงสัยว่ามีหมอนรองกระดูกฉีกขาดร่วมด้วย อาจจะต้องทำ MRI แต่ส่วนใหญ่แค่ X-ray ก็เพียงพอต่อการวินิจฉัยแล้วครับ

แนวทางการรักษา: ไม่ต้องผ่าตัด ถ้าจัดการถูกวิธี

ข่าวดีคือ โรคข้อสะบ้าเสื่อมส่วนใหญ่ “ไม่ต้องผ่าตัด” ครับ เราสามารถคุมอาการและกลับมาใช้ชีวิตได้ปกติด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการออกกำลังกายเป็นหลัก

1. ปรับพฤติกรรม (Lifestyle Modification)

  • เลี่ยงท่างอเข่า: ลดการนั่งยองๆ นั่งพับเพียบ นั่งขัดสมาธิ หรือการขึ้นลงบันไดโดยไม่จำเป็น
  • นั่งทำงานให้ถูก: ปรับเก้าอี้ให้สูงพอที่เข่าจะงอประมาณ 90 องศา หรือเหยียดออกเล็กน้อย ไม่ดึงเท้าเข้ามาใต้เก้าอี้มากเกินไป และควรลุกเดินยืดเส้นสายทุก 1 ชั่วโมง
  • เลือกรองเท้า: รองเท้าควรนุ่ม รองรับแรงกระแทก และหลีกเลี่ยงส้นสูงถ้าต้องเดินเยอะๆ

2. ยาบรรเทาอาการ (Medication)

  • ในช่วงที่ปวดอักเสบมาก หมออาจให้ยาแก้ปวดลดอักเสบ (NSAIDs) เพื่อลดอาการบวมแดงร้อนในระยะสั้นๆ
  • ยาบำรุงข้อ (Glucosamine / Diacerein): อาจช่วยชะลอความเสื่อมในบางราย แต่ผลลัพธ์แตกต่างกันไปในแต่ละคน ไม่ใช่ยาเทวดาที่กินแล้วหายขาดทันทีนะครับ ต้องใช้ควบคู่กับการกายภาพ

3. การกายภาพบำบัดและออกกำลังกาย (หัวใจสำคัญ!) นี่คือ "ยาขนานเอก" ที่ดีที่สุดครับ เป้าหมายคือ สร้างกล้ามเนื้อหน้าขาด้านใน (VMO) ให้แข็งแรง เพื่อทำหน้าที่เป็น "เชือก" ดึงลูกสะบ้าให้กลับมาวิ่งตรงราง

  • ท่านอนยกขา (Straight Leg Raise): นอนหงาย เหยียดขาตรง เกร็งหน้าขา กระดกปลายเท้าขึ้น แล้วยกขาขึ้นสูงประมาณ 1 ฟุต ค้างไว้ 10 วินาที แล้ววางลง ทำข้างละ 20 ครั้ง วันละ 3-4 รอบ ท่านี้ปลอดภัยต่อเข่าที่สุดครับ
  • ยืดกล้ามเนื้อ: ยืดกล้ามเนื้อต้นขาด้านนอกและเส้นเอ็นข้างขา (IT Band) ที่ตึงรั้ง เพื่อลดแรงดึงลูกสะบ้าให้เบี้ยว

4. การฉีดยา

  • ฉีดน้ำเลี้ยงข้อเทียม (Hyaluronic Acid): เหมือนการเติมจาระบีเข้าไปในข้อ ช่วยลดแรงเสียดทาน ทำให้เข่าลื่นขึ้น เหมาะสำหรับคนที่เป็นระยะเริ่มต้นถึงปานกลาง
  • ฉีดสเตียรอยด์: ใช้เฉพาะกรณีที่มีการอักเสบรุนแรงจริงๆ และบวมมาก ไม่ควรฉีดบ่อยเพราะอาจทำให้กระดูกอ่อนเสียสภาพได้

5. การผ่าตัด (Surgery)

  • จะพิจารณาก็ต่อเมื่อรักษาด้วยวิธีอื่นมา 6 เดือนแล้วไม่ดีขึ้น หรือมีโครงสร้างผิดปกติมาก เช่น ลูกสะบ้าหลุดบ่อย
  • การผ่าตัดอาจเป็นการส่องกล้องเข้าไปแต่งผิวข้อให้เรียบ (Arthroscopic debridement) หรือผ่าตัดจัดแนวลูกสะบ้าใหม่ (Realignment)

พยากรณ์โรค: จะหายขาดไหม? ต้องดูแลตลอดชีวิตหรือเปล่า?

คำถามยอดฮิตคือ "หมอคะ มันจะหายขาดไหม?"

ต้องเรียนตามตรงว่า ความเสื่อมของกระดูกอ่อน (Cartilage) เมื่อเป็นแล้ว ร่างกายซ่อมแซมกลับมาให้เหมือนผิวเด็ก 100% ได้ยากครับ แต่! เราสามารถ "หยุดอาการปวด" และ "ชะลอความเสื่อม" ไม่ให้เป็นมากขึ้นได้

  • ถ้าคุณมีวินัย: ออกกำลังกายบริหารหน้าขาสม่ำเสมอ คุมน้ำหนักตัว อาการปวดมักจะหายไปจนแทบไม่รู้สึก สามารถกลับไปใช้ชีวิต ไปเที่ยว เดินห้างได้ปกติ
  • ถ้าปล่อยทิ้งไว้: หากไม่ดูแล ผิวข้อจะสึกมากขึ้นเรื่อยๆ จนลามไปถึงข้อเข่าหลัก กลายเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมเต็มรูปแบบ ซึ่งตอนนั้นการรักษาก็จะยากและซับซ้อนขึ้น

ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องระวัง

หากปล่อยให้ปวดเรื้อรังโดยไม่รักษา:

  1. กล้ามเนื้อขาฝ่อลีบ: เพราะพอเจ็บ เราก็ไม่อยากใช้ขาข้างนั้น กล้ามเนื้อก็ยิ่งอ่อนแอ เข่าก็ยิ่งรับภาระหนัก เป็นวงจรอุบาทว์
  2. เข่าทรุด/ขาโก่ง: เมื่อโครงสร้างรับน้ำหนักเสียไป แนวขาอาจผิดรูป
  3. ล้มง่าย: ความเจ็บปวดและความไม่มั่นคงของเข่าในผู้สูงอายุ เพิ่มความเสี่ยงต่อการหกล้ม กระดูกสะโพกหักตามมาได้

สรุป

อาการปวดหน้าเข่าในผู้หญิงวัยกลางคน ส่วนใหญ่ไม่ใช่จุดจบที่ต้องผ่าตัด แต่มันคือ "สัญญาณเตือนจากร่างกาย" ที่บอกว่า "กล้ามเนื้อฉันไม่ไหวแล้วนะ ช่วยสร้างความแข็งแรงให้หน่อย" หรือ "เลิกนั่งพับเพียบนานๆ ได้แล้วนะ"

แค่คุณเข้าใจกลไก ปรับพฤติกรรม และเริ่มบริหารกล้ามเนื้อหน้าขาตั้งแต่วันนี้ คุณก็สามารถมีเข่าที่แข็งแรงไว้พาคุณไปเที่ยวรอบโลกได้อีกนานครับ


บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ปวดเข่า #ข้อสะบ้าเสื่อม #ผู้หญิงปวดเข่า #ปวดเข่าลงบันได #หมอเก่งกระดูกและข้อ #เข่าลั่น #บริหารเข่า #PatellofemoralArthritis


References

  1. American Academy of Orthopaedic Surgeons (AAOS). Patellofemoral Arthritis. OrthoInfo. [Internet]. 2024 [cited 2025 Jul 18]. (ข้อมูลภาพรวมเกี่ยวกับโรคข้อสะบ้าเสื่อม อาการ และแนวทางการรักษาจากสมาคมศัลยแพทย์กระดูกและข้ออเมริกา)
  2. Crossley KM, et al. 2016 Patellofemoral pain consensus statement from the 4th International Patellofemoral Pain Research Retreat, Manchester. Part 1: Terminology, definitions, clinical examination, natural history, patellofemoral osteoarthritis and patient-reported outcome measures. Br J Sports Med. 2016;50(14):839-843. (ข้อตกลงร่วมระดับนานาชาติเกี่ยวกับคำจำกัดความ การตรวจร่างกาย และประวัติธรรมชาติของโรคปวดหน้าเข่าและข้อสะบ้าเสื่อม)
  3. Hart HF, et al. The relationship between radiographic and MRI-defined patellofemoral osteoarthritis and pain: a systematic review. Osteoarthritis Cartilage. 2016;24(10):1679-1689. (การทบทวนวรรณกรรมเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างภาพถ่ายรังสี/MRI กับอาการปวดในโรคข้อสะบ้าเสื่อม)
  4. Wyndow N, Collins N, Vicenzino B, Tucker K, Crossley K. Is there a biomechanical link between patellofemoral pain and osteoarthritis? A narrative review. Sports Med. 2016;46(12):1797-1808. (บทความทบทวนความเชื่อมโยงทางชีวกลศาสตร์ระหว่างอาการปวดหน้าเข่าในคนอายุน้อยและการพัฒนาไปสู่ข้อเสื่อมในอนาคต)
  5. Mayo Clinic. Patellofemoral pain syndrome - Symptoms and causes. [Internet]. 2024 [cited 2025 Jul 18]. (ข้อมูลอาการและสาเหตุของกลุ่มอาการปวดหน้าเข่า ซึ่งเป็นระยะก่อนหน้าของข้อสะบ้าเสื่อม)