“ปวดหน้าเข่าตอนขึ้นลงบันได... ไม่ใช่เรื่องของคนแก่ แต่ทำไมผู้หญิงวัย 30 กว่าๆ ถึงเป็นได้?”
คุณจอย อายุ 35 ปี พนักงานออฟฟิศสาวไฟแรงที่ต้องใส่รองเท้าส้นสูงไปทำงานทุกวัน และมักจะเลือกใช้บันไดแทนลิฟต์เพื่อเป็นการออกกำลังกายไปในตัว วันหนึ่งคุณจอยเริ่มสังเกตว่า ทุกครั้งที่ก้าวลงบันได จะรู้สึกปวดจี๊ดที่ด้านหน้าหัวเข่า แถมบางครั้งเวลาลุกจากเก้าอี้หลังจากนั่งทำงานนานๆ ยังมีเสียง "กร๊อบแกร๊บ" ดังออกมาจากในเข่าจนเพื่อนร่วมงานหันมามอง
ตอนแรกคุณจอยคิดว่าเป็นเพราะความเมื่อยล้าธรรมดา แต่พอนานเข้า อาการปวดเริ่มกวนใจแม้กระทั่งตอนลุกขึ้นจากโถส้วม หรือตอนที่พยายามจะสควอท (Squat) ออกกำลังกายตามคลิปในยูทูบ จนคุณจอยเริ่มกังวลว่า "เรายังไม่แก่เลยนะ ทำไมเข่าเราถึงไปไกลขนาดนี้แล้ว?"
เมื่อ "ลูกสะบ้า" ไม่วิ่งตามราง: เปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดๆ
เพื่อให้คุณพี่เข้าใจง่ายๆ ลองนึกภาพตามผมนะครับว่า ข้อเข่าของคนเราไม่ได้มีแค่จุดเดียว แต่มันมีส่วนประกอบสำคัญคือ "กระดูกลูกสะบ้า" ซึ่งเป็นกระดูกรูปสามเหลี่ยมที่แปะอยู่หน้าเข่า
ลองเปรียบเทียบดูนะครับว่า กระดูกลูกสะบ้าเหมือนกับ "รถไฟ" และร่องกระดูกต้นขาเหมือนกับ "รางรถไฟ" เวลาเรางอหรือเหยียดเข่า รถไฟขบวนนี้ต้องวิ่งขึ้นลงตามรางอย่างสมดุล
แต่ถ้าวันหนึ่ง "ล้อ" ของรถไฟเริ่มเอียง หรือ "ราง" เริ่มขรุขระ รถไฟก็จะวิ่งไม่สะดวก เกิดการเบียดและเสียดสีกันจนเกิดความร้อนและความเสียหาย ภาวะที่กระดูกลูกสะบ้าเสียดสีกับร่องกระดูกต้นขาจนกระดูกอ่อนผิวข้อเริ่มสึกหรอนี่แหละครับที่เราเรียกว่า ข้อสะบ้าเสื่อม (Patellofemoral Arthritis)
รู้จักกับโรคข้อสะบ้าเสื่อม (Patellofemoral Arthritis)
โรคข้อสะบ้าเสื่อม คือ ภาวะที่กระดูกอ่อนผิวข้อที่อยู่ด้านหลังลูกสะบ้า และกระดูกอ่อนที่ร่องกระดูกต้นขาเกิดการสึกหรอ อักเสบ และบางลง ทำให้กระดูกแข็งเริ่มเสียดสีกันโดยตรง
โรคคืออะไร: เป็นภาวะเสื่อมเฉพาะจุดในข้อเข่า ซึ่งมักจะเกิดเร็วกว่าข้อเข่าเสื่อมในส่วนหลัก (ส่วนที่รับน้ำหนักตัว)
สาเหตุ: เกิดได้จากการใช้งานที่หนักเกินไป ท่าทางที่ผิดสุขลักษณะ หรือโครงสร้างร่างกายที่ลูกสะบ้าไม่อยู่ในร่องที่เหมาะสม
การเกิดโรค: เมื่อกระดูกอ่อนผิวข้อลดลง ร่างกายจะเกิดปฏิกิริยาอักเสบ ทำให้น้ำในข้อเพิ่มขึ้น หรือมีเสียงดังขณะขยับ และปวดลึกๆ อยู่ข้างใต้ลูกสะบ้า
5 ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ผู้หญิงวัย 35 ปี เป็นโรคนี้
การสวมรองเท้าส้นสูง: การใส่ส้นสูงทำให้จุดศูนย์ถ่วงของร่างกายเปลี่ยนไป เข่าต้องรับแรงกดมากขึ้นอย่างมหาศาลโดยไม่รู้ตัว
น้ำหนักตัว: แม้จะดูไม่พยากรณ์ว่า "อ้วน" แต่การมีน้ำหนักเกินมาตรฐานเพียงเล็กน้อย ก็เพิ่มแรงอัดที่ข้อสะบ้าได้หลายเท่าตัวขณะขึ้นลงบันได
กล้ามเนื้อต้นขาไม่สมดุล: ผู้หญิงมักจะมีกล้ามเนื้อต้นขาด้านนอกที่แข็งแรงกว่าด้านใน ทำให้ลูกสะบ้าถูกดึงให้เอียงออกนอกร่อง (รางรถไฟเบี้ยว)
กิจกรรมที่ต้องงอเข่าเยอะ: เช่น การนั่งพับเพียบ นั่งขัดสมาธิ หรือการเล่นเวทเทรนนิ่งในท่าที่งอเข่าลึกเกินไป
อุบัติเหตุในอดีต: เคยล้มเข่ากระแทกพื้นแรงๆ ทำให้กระดูกอ่อนผิวข้อเสียหายล่วงหน้า
การตรวจวินิจฉัย: มั่นใจได้อย่างไรว่าเป็นข้อสะบ้าเสื่อม?
เมื่อคุณจอยมาพบผม การตรวจจะมีความเฉพาะเจาะจงมากกว่าข้อเข่าเสื่อมทั่วไปครับ
การตรวจร่างกาย: ผมจะทำท่าที่เรียกว่าการกดลูกสะบ้า (Grind Test) เพื่อเช็คดูว่ามีความขรุขระข้างใต้ไหม และเช็คความตึงของเส้นเอ็นรอบเข่า
การเอกซเรย์ท่าพิเศษ (Skyline View): อันนี้สำคัญมากครับ การเอกซเรย์เข่าท่ายืนปกติอาจมองไม่เห็นจุดนี้ ต้องถ่ายจากด้านบนในขณะงอเข่า เพื่อดูช่องว่างระหว่างลูกสะบ้ากับร่องกระดูก (เหมือนดูรถไฟบนรางจากมุมสูง)
การตรวจด้วยอัลตราซาวด์: เพื่อดูการอักเสบของเนื้อเยื่อรอบๆ และดูว่ามีน้ำในข้อหรือไม่
การทำ MRI (Magnetic Resonance Imaging): จะใช้ในกรณีที่คุณจอยปวดมากแต่เอกซเรย์ยังเห็นไม่ชัด เพื่อประเมินความเสียหายของกระดูกอ่อนในระดับมิลลิเมตร
แนวทางการรักษา: กลับมาเดินเหินคล่องตัวอีกครั้ง
คุณจอยและคนไข้ส่วนใหญ่มักจะกังวลว่าจะต้องผ่าตัดไหม ผมยืนยันเลยครับว่า "ส่วนใหญ่ไม่ต้องผ่าตัด"
ปรับพฤติกรรม: ลดการใส่ส้นสูง (เลือกส้นเตี้ยที่มีตัวซัพพอร์ตอุ้งเท้า), เลี่ยงการขึ้นลงบันไดบ่อยๆ และเปลี่ยนท่านั่งจากการพับเพียบมาเป็นนั่งเก้าอี้
กายภาพบำบัด: เน้นการฝึกกล้ามเนื้อต้นขาด้านใน (VMO) เพื่อดึงลูกสะบ้าให้กลับเข้าที่ และการยืดกล้ามเนื้อต้นขาด้านหลัง (Hamstring)
การใช้ยา: ยาลดอักเสบในระยะสั้นเพื่อหยุดวงจรความเจ็บปวด
การฉีดยาเฉพาะจุดโดยใช้เครื่องอัลตราซาวด์: ในวัย 35 ปี ผมมักแนะนำการฉีด "น้ำเลี้ยงข้อเทียม" (Hyaluronic Acid) หรือการฉีดเกล็ดเลือดเข้มข้น (PRP) เพื่อไปซ่อมแซมและหล่อลื่นผิวข้อ ลดการเสียดสีได้ดีมาก
การผ่าตัด: มีไว้อันดับสุดท้ายจริงๆ ครับ เช่น การส่องกล้องเข้าไปตัดแต่งผิวข้อ หรือการปรับแนวกระดูกลูกสะบ้าใหม่
พยากรณ์โรค: จะหายขาดไหม?
โรคนี้ถ้าตรวจเจอเร็วและปรับพฤติกรรมได้ทัน "สามารถอยู่กับมันได้อย่างไม่มีอาการ" ครับ กระดูกอ่อนที่สึกไปอาจไม่กลับมาเต็มร้อย แต่เราสามารถสร้าง "กล้ามเนื้อ" มาเป็นเกราะป้องกันไม่ให้มันเสื่อมต่อได้ และคนไข้ส่วนใหญ่สามารถกลับไปวิ่งหรือออกกำลังกายที่ชอบได้ครับ
ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น
ข้อเข่าเสื่อมทั้งข้อ: หากทิ้งไว้จนสะบ้าพัง แรงกดจะกระจายไปที่ข้อเข่าส่วนอื่นจนเสื่อมตามกันไป
กล้ามเนื้อลีบ: ยิ่งปวด ยิ่งไม่กล้าขยับ ขาก็ยิ่งลีบ ยิ่งลีบเข่าก็ยิ่งพัง เป็นกงเกวียนกำเกวียนครับ
ความเจ็บปวดเรื้อรัง: ส่งผลต่อสุขภาพจิต ทำให้นอนไม่หลับและขาดความมั่นใจในการเข้าสังคม
5 วิธีป้องกันข้อสะบ้าเสื่อม (ฉบับละเอียดสำหรับวัยทำงาน)
บริหารกล้ามเนื้อต้นขา (VMO Exercise): นั่งเหยียดขาตรง เอาหมอนรองใต้เข่า แล้วเกร็งเข่ากดหมอนลงให้ส้นเท้าลอยขึ้นเล็กน้อย ค้างไว้ 10 วินาที ทำบ่อยๆ เพื่อสร้างเกราะให้เข่า
คุมน้ำหนักตัว: ทุกๆ 1 กิโลกรัมที่ลดลง จะลดแรงอัดที่หน้าเข่าได้ถึง 4 กิโลกรัมขณะก้าวเดิน
เลือกใช้รองเท้า: หากต้องใส่ส้นสูง ให้ใส่เฉพาะตอนจำเป็นจริงๆ ในที่ทำงาน ส่วนตอนเดินทางควรใช้รองเท้ากีฬาที่มีพื้นนุ่มและรองรับแรงกระแทก
ท่าออกกำลังกายที่เหมาะสม: เลือกการว่ายน้ำ การเดินในน้ำ หรือการปั่นจักรยานแบบปรับอานให้สูงพอดี จะช่วยรักษาผิวข้อได้ดีกว่าการวิ่งบนพื้นแข็ง
เลี่ยงการงอเข่าเกิน 90 องศา: โดยเฉพาะท่าสควอทที่ก้นต่ำกว่าเข่า หรือการนั่งยองๆ ท่าเหล่านี้มีแรงอัดมหาศาลต่อข้อสะบ้า
Q&A Section
Q: ปวดหน้าเข่า กินคอลลาเจนช่วยได้ไหม? A: คอลลาเจนอาจเป็นตัวเสริมได้บ้างครับ แต่การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุคือ "การสร้างกล้ามเนื้อ" และ "การปรับท่าทาง" สำคัญกว่าการกินอาหารเสริมหลายเท่าครับ
Q: ถ้าปวดมาก ตรวจ MRI เลยดีไหม? A: หมอแนะนำให้ตรวจร่างกายและเอกซเรย์ท่า Skyline ก่อนครับ ถ้าข้อมูลเพียงพอที่จะรักษาได้ก็ไม่จำเป็นต้องเสียเงินทำ MRI ครับ ยกเว้นกรณีสงสัยหมอนรองกระดูกฉีกขาดร่วมด้วย
Q: อายุน้อยแค่ 35 ปี ทำไมหมอบอกว่าเป็นข้อเสื่อม? A: คำว่า "เสื่อม" ในทางการแพทย์หมายถึงการสึกหรอครับ ซึ่งวัยทำงานปัจจุบันใช้งานเข่าหนักและผิดท่ากันเยอะ จึงพบโรคนี้ในคนอายุน้อยเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ครับ
สรุป 5 ประเด็นสำคัญ
ปวดหน้าเข่าเวลาลงบันได คือสัญญาณชัดเจนของข้อสะบ้าเสื่อม
โครงสร้างร่างกายและการใส่ส้นสูง เป็นปัจจัยกระตุ้นสำคัญในผู้หญิง
การเอกซเรย์ท่า Skyline คือกุญแจสำคัญในการวินิจฉัยที่แม่นยำ
การสร้างกล้ามเนื้อต้นขาด้านใน (VMO) คือยาดีที่สุดที่คนไข้ทำเองได้
รักษาได้ด้วยการฉีดยานำทางด้วยอัลตราซาวด์ ลดปวดโดยไม่ต้องผ่าตัด
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ
สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ
Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666
#ปวดเข่า #ข้อสะบ้าเสื่อม #ปวดหน้าเข่า #ขึ้นลงบันไดแล้วปวดเข่า #ข้อเข่าเสื่อมในคนอายุน้อย #เสียงดังในเข่า #ฉีดน้ำเลี้ยงข้อเข่า #ฉีดPRPเข่า #ออกกำลังกายแก้ปวดเข่า #หมอเก่งกระดูกและข้อ #PFarthritis #PatellofemoralArthritis #KneePain #Orthopedics #WomenHealth
Reference List
Wyndele N, Van Der Straeten C, Witvrouw E. Patellofemoral osteoarthritis. J Bone Joint Surg Am. 2022;104(22):2001-2012.*
บทความนี้ทบทวนภาพรวมของข้อสะบ้าเสื่อม ตั้งแต่ว่ามักเริ่มจากกระดูกอ่อนใต้สะบ้าและร่องกระดูกต้นขาเสื่อมก่อนส่วนอื่น อธิบายปัจจัยเสี่ยง เช่น แนวกระดูกสะบ้าผิด (maltracking), dysplasia ของร่องสะบ้า, เข่าพลิกผิดแนว และการบาดเจ็บหรือผ่าตัดเข่ามาก่อน พร้อมทั้งสรุปแนวทางรักษาตั้งแต่ลดน้ำหนัก กายภาพบำบัด การใช้ผ้ารัด/เทป/รองเท้า ไปจนถึงการผ่าตัดแก้แนวสะบ้าหรือเปลี่ยนข้อเฉพาะส่วนหน้าเข่าStefanik JJ, Guermazi A, Roemer FW, et al. Changes in patellofemoral cartilage morphology and knee pain. Arthritis Care Res (Hoboken). 2013;65(6):935-941.
งานวิจัยนี้ใช้ MRI ติดตามการเปลี่ยนแปลงของกระดูกอ่อนข้อสะบ้าในระยะยาว แล้วดูว่ามีความเกี่ยวข้องอย่างไรกับการเกิดหรือแย่ลงของอาการปวดหน้าเข่าในชีวิตจริง เช่น ตอนขึ้นบันได หรือลุกจากเก้าอี้ ผลพบว่าถ้ากระดูกอ่อนใต้สะบ้าเสียหายมากขึ้น ผู้ป่วยมักมีอาการปวดเข่าบ่อยและรุนแรงขึ้นตามไปด้วยHart HF, Stefanik JJ, Wyndele N, et al. The role of the patellofemoral joint in knee osteoarthritis. Osteoarthritis Cartilage. 2017;25(4):437-440.*
บทความสั้นนี้ชี้ให้เห็นว่าข้อสะบ้ามักเป็นจุดเริ่มต้นของข้อเข่าเสื่อมในหลาย ๆ คน โดยพบว่ามีการเสื่อมของกระดูกอ่อนบริเวณข้อสะบ้าก่อนแล้วจึงลามไปยังข้อเข่าด้านใน‑ด้านนอกต่อไป ผู้เขียนเน้นว่าถ้าเราไม่ตรวจและรักษาข้อสะบ้าตั้งแต่เนิ่น ๆ ก็อาจทำให้โรคข้อเข่าเสื่อมทั้งข้อเกิดเร็วขึ้น จึงควรให้ความสำคัญกับการวินิจฉัยและจัดการความผิดปกติของข้อสะบ้าเป็นพิเศษLankhorst NE, Bierma-Zeinstra SMA, van Middelkoop M. Risk factors for patellofemoral pain syndrome: a systematic review. J Orthop Sports Phys Ther. 2012 Feb;42(2):81-94. doi:10.2519/jospt.2012.3803. PMID:22031622.
systematic review นี้รวบรวมงานวิจัยเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงของอาการปวดหน้าเข่าในคนหนุ่มสาวและวัยทำงาน พบว่ากล้ามเนื้อหน้าขาอ่อนแรงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ส่วนตัวเลขอย่าง Q‑angle น้ำหนักตัว หรือส่วนสูงกลับไม่ชัดเท่าไร จึงสรุปว่าการเสริมความแข็งแรงกล้ามเนื้อรอบเข่าและสะโพกอาจช่วยลดโอกาสเกิดปวดหน้าเข่า โดยเฉพาะในผู้หญิงและคนที่ออกกำลังกายลงเข่าบ่อย ๆCrossley KM, Stefanik JJ, Selfe J, et al. 2016 Patellofemoral pain consensus statement from the 4th International Patellofemoral Pain Research Retreat, Manchester. Part 1: terminology, definitions, clinical examination, natural history, patellofemoral osteoarthritis and patient-reported outcome measures. Br J Sports Med. 2016 Jul;50(14):839-843. doi:10.1136/bjsports-2016-096384. PMID:27343241.
เอกสารฉันทามตินี้กำหนดคำจำกัดความของ “ปวดสะบ้า (patellofemoral pain)” วิธีตรวจร่างกายที่เหมาะสม และอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างปวดสะบ้าเรื้อรังกับการเกิดข้อสะบ้าเสื่อมในอนาคต รวมทั้งแนะนำให้ใช้โปรแกรมกายภาพบำบัดแบบครบด้าน เช่น ฝึกกล้ามเนื้อสะโพก‑เข่า การติดเทปพยุงสะบ้า แผ่นรองฝ่าเท้า และการให้ความรู้เรื่องการปรับโหลด เพื่อช่วยลดปวดและป้องกันการทรุดลงของข้อสะบ้าในระยะยาว
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น