วันพุธที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569

ปวดหน้าเข่าตอนขึ้นลงบันได... ไม่ใช่เรื่องของคนแก่ แต่ทำไมผู้หญิงวัย 30 กว่าๆ ถึงเป็นได้?

 



“ปวดหน้าเข่าตอนขึ้นลงบันได... ไม่ใช่เรื่องของคนแก่ แต่ทำไมผู้หญิงวัย 30 กว่าๆ ถึงเป็นได้?”

คุณจอย อายุ 35 ปี พนักงานออฟฟิศสาวไฟแรงที่ต้องใส่รองเท้าส้นสูงไปทำงานทุกวัน และมักจะเลือกใช้บันไดแทนลิฟต์เพื่อเป็นการออกกำลังกายไปในตัว วันหนึ่งคุณจอยเริ่มสังเกตว่า ทุกครั้งที่ก้าวลงบันได จะรู้สึกปวดจี๊ดที่ด้านหน้าหัวเข่า แถมบางครั้งเวลาลุกจากเก้าอี้หลังจากนั่งทำงานนานๆ ยังมีเสียง "กร๊อบแกร๊บ" ดังออกมาจากในเข่าจนเพื่อนร่วมงานหันมามอง

ตอนแรกคุณจอยคิดว่าเป็นเพราะความเมื่อยล้าธรรมดา แต่พอนานเข้า อาการปวดเริ่มกวนใจแม้กระทั่งตอนลุกขึ้นจากโถส้วม หรือตอนที่พยายามจะสควอท (Squat) ออกกำลังกายตามคลิปในยูทูบ จนคุณจอยเริ่มกังวลว่า "เรายังไม่แก่เลยนะ ทำไมเข่าเราถึงไปไกลขนาดนี้แล้ว?"


เมื่อ "ลูกสะบ้า" ไม่วิ่งตามราง: เปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดๆ

เพื่อให้คุณพี่เข้าใจง่ายๆ ลองนึกภาพตามผมนะครับว่า ข้อเข่าของคนเราไม่ได้มีแค่จุดเดียว แต่มันมีส่วนประกอบสำคัญคือ "กระดูกลูกสะบ้า" ซึ่งเป็นกระดูกรูปสามเหลี่ยมที่แปะอยู่หน้าเข่า

ลองเปรียบเทียบดูนะครับว่า กระดูกลูกสะบ้าเหมือนกับ "รถไฟ" และร่องกระดูกต้นขาเหมือนกับ "รางรถไฟ" เวลาเรางอหรือเหยียดเข่า รถไฟขบวนนี้ต้องวิ่งขึ้นลงตามรางอย่างสมดุล

แต่ถ้าวันหนึ่ง "ล้อ" ของรถไฟเริ่มเอียง หรือ "ราง" เริ่มขรุขระ รถไฟก็จะวิ่งไม่สะดวก เกิดการเบียดและเสียดสีกันจนเกิดความร้อนและความเสียหาย ภาวะที่กระดูกลูกสะบ้าเสียดสีกับร่องกระดูกต้นขาจนกระดูกอ่อนผิวข้อเริ่มสึกหรอนี่แหละครับที่เราเรียกว่า ข้อสะบ้าเสื่อม (Patellofemoral Arthritis)


รู้จักกับโรคข้อสะบ้าเสื่อม (Patellofemoral Arthritis)

โรคข้อสะบ้าเสื่อม คือ ภาวะที่กระดูกอ่อนผิวข้อที่อยู่ด้านหลังลูกสะบ้า และกระดูกอ่อนที่ร่องกระดูกต้นขาเกิดการสึกหรอ อักเสบ และบางลง ทำให้กระดูกแข็งเริ่มเสียดสีกันโดยตรง

  • โรคคืออะไร: เป็นภาวะเสื่อมเฉพาะจุดในข้อเข่า ซึ่งมักจะเกิดเร็วกว่าข้อเข่าเสื่อมในส่วนหลัก (ส่วนที่รับน้ำหนักตัว)

  • สาเหตุ: เกิดได้จากการใช้งานที่หนักเกินไป ท่าทางที่ผิดสุขลักษณะ หรือโครงสร้างร่างกายที่ลูกสะบ้าไม่อยู่ในร่องที่เหมาะสม

  • การเกิดโรค: เมื่อกระดูกอ่อนผิวข้อลดลง ร่างกายจะเกิดปฏิกิริยาอักเสบ ทำให้น้ำในข้อเพิ่มขึ้น หรือมีเสียงดังขณะขยับ และปวดลึกๆ อยู่ข้างใต้ลูกสะบ้า


5 ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ผู้หญิงวัย 35 ปี เป็นโรคนี้

  1. การสวมรองเท้าส้นสูง: การใส่ส้นสูงทำให้จุดศูนย์ถ่วงของร่างกายเปลี่ยนไป เข่าต้องรับแรงกดมากขึ้นอย่างมหาศาลโดยไม่รู้ตัว

  2. น้ำหนักตัว: แม้จะดูไม่พยากรณ์ว่า "อ้วน" แต่การมีน้ำหนักเกินมาตรฐานเพียงเล็กน้อย ก็เพิ่มแรงอัดที่ข้อสะบ้าได้หลายเท่าตัวขณะขึ้นลงบันได

  3. กล้ามเนื้อต้นขาไม่สมดุล: ผู้หญิงมักจะมีกล้ามเนื้อต้นขาด้านนอกที่แข็งแรงกว่าด้านใน ทำให้ลูกสะบ้าถูกดึงให้เอียงออกนอกร่อง (รางรถไฟเบี้ยว)

  4. กิจกรรมที่ต้องงอเข่าเยอะ: เช่น การนั่งพับเพียบ นั่งขัดสมาธิ หรือการเล่นเวทเทรนนิ่งในท่าที่งอเข่าลึกเกินไป

  5. อุบัติเหตุในอดีต: เคยล้มเข่ากระแทกพื้นแรงๆ ทำให้กระดูกอ่อนผิวข้อเสียหายล่วงหน้า


การตรวจวินิจฉัย: มั่นใจได้อย่างไรว่าเป็นข้อสะบ้าเสื่อม?

เมื่อคุณจอยมาพบผม การตรวจจะมีความเฉพาะเจาะจงมากกว่าข้อเข่าเสื่อมทั่วไปครับ

  • การตรวจร่างกาย: ผมจะทำท่าที่เรียกว่าการกดลูกสะบ้า (Grind Test) เพื่อเช็คดูว่ามีความขรุขระข้างใต้ไหม และเช็คความตึงของเส้นเอ็นรอบเข่า

  • การเอกซเรย์ท่าพิเศษ (Skyline View): อันนี้สำคัญมากครับ การเอกซเรย์เข่าท่ายืนปกติอาจมองไม่เห็นจุดนี้ ต้องถ่ายจากด้านบนในขณะงอเข่า เพื่อดูช่องว่างระหว่างลูกสะบ้ากับร่องกระดูก (เหมือนดูรถไฟบนรางจากมุมสูง)

  • การตรวจด้วยอัลตราซาวด์: เพื่อดูการอักเสบของเนื้อเยื่อรอบๆ และดูว่ามีน้ำในข้อหรือไม่

  • การทำ MRI (Magnetic Resonance Imaging): จะใช้ในกรณีที่คุณจอยปวดมากแต่เอกซเรย์ยังเห็นไม่ชัด เพื่อประเมินความเสียหายของกระดูกอ่อนในระดับมิลลิเมตร


แนวทางการรักษา: กลับมาเดินเหินคล่องตัวอีกครั้ง

คุณจอยและคนไข้ส่วนใหญ่มักจะกังวลว่าจะต้องผ่าตัดไหม ผมยืนยันเลยครับว่า "ส่วนใหญ่ไม่ต้องผ่าตัด"

  1. ปรับพฤติกรรม: ลดการใส่ส้นสูง (เลือกส้นเตี้ยที่มีตัวซัพพอร์ตอุ้งเท้า), เลี่ยงการขึ้นลงบันไดบ่อยๆ และเปลี่ยนท่านั่งจากการพับเพียบมาเป็นนั่งเก้าอี้

  2. กายภาพบำบัด: เน้นการฝึกกล้ามเนื้อต้นขาด้านใน (VMO) เพื่อดึงลูกสะบ้าให้กลับเข้าที่ และการยืดกล้ามเนื้อต้นขาด้านหลัง (Hamstring)

  3. การใช้ยา: ยาลดอักเสบในระยะสั้นเพื่อหยุดวงจรความเจ็บปวด

  4. การฉีดยาเฉพาะจุดโดยใช้เครื่องอัลตราซาวด์: ในวัย 35 ปี ผมมักแนะนำการฉีด "น้ำเลี้ยงข้อเทียม" (Hyaluronic Acid) หรือการฉีดเกล็ดเลือดเข้มข้น (PRP) เพื่อไปซ่อมแซมและหล่อลื่นผิวข้อ ลดการเสียดสีได้ดีมาก

  5. การผ่าตัด: มีไว้อันดับสุดท้ายจริงๆ ครับ เช่น การส่องกล้องเข้าไปตัดแต่งผิวข้อ หรือการปรับแนวกระดูกลูกสะบ้าใหม่


พยากรณ์โรค: จะหายขาดไหม?

โรคนี้ถ้าตรวจเจอเร็วและปรับพฤติกรรมได้ทัน "สามารถอยู่กับมันได้อย่างไม่มีอาการ" ครับ กระดูกอ่อนที่สึกไปอาจไม่กลับมาเต็มร้อย แต่เราสามารถสร้าง "กล้ามเนื้อ" มาเป็นเกราะป้องกันไม่ให้มันเสื่อมต่อได้ และคนไข้ส่วนใหญ่สามารถกลับไปวิ่งหรือออกกำลังกายที่ชอบได้ครับ


ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น

  • ข้อเข่าเสื่อมทั้งข้อ: หากทิ้งไว้จนสะบ้าพัง แรงกดจะกระจายไปที่ข้อเข่าส่วนอื่นจนเสื่อมตามกันไป

  • กล้ามเนื้อลีบ: ยิ่งปวด ยิ่งไม่กล้าขยับ ขาก็ยิ่งลีบ ยิ่งลีบเข่าก็ยิ่งพัง เป็นกงเกวียนกำเกวียนครับ

  • ความเจ็บปวดเรื้อรัง: ส่งผลต่อสุขภาพจิต ทำให้นอนไม่หลับและขาดความมั่นใจในการเข้าสังคม


5 วิธีป้องกันข้อสะบ้าเสื่อม (ฉบับละเอียดสำหรับวัยทำงาน)

  1. บริหารกล้ามเนื้อต้นขา (VMO Exercise): นั่งเหยียดขาตรง เอาหมอนรองใต้เข่า แล้วเกร็งเข่ากดหมอนลงให้ส้นเท้าลอยขึ้นเล็กน้อย ค้างไว้ 10 วินาที ทำบ่อยๆ เพื่อสร้างเกราะให้เข่า

  2. คุมน้ำหนักตัว: ทุกๆ 1 กิโลกรัมที่ลดลง จะลดแรงอัดที่หน้าเข่าได้ถึง 4 กิโลกรัมขณะก้าวเดิน

  3. เลือกใช้รองเท้า: หากต้องใส่ส้นสูง ให้ใส่เฉพาะตอนจำเป็นจริงๆ ในที่ทำงาน ส่วนตอนเดินทางควรใช้รองเท้ากีฬาที่มีพื้นนุ่มและรองรับแรงกระแทก

  4. ท่าออกกำลังกายที่เหมาะสม: เลือกการว่ายน้ำ การเดินในน้ำ หรือการปั่นจักรยานแบบปรับอานให้สูงพอดี จะช่วยรักษาผิวข้อได้ดีกว่าการวิ่งบนพื้นแข็ง

  5. เลี่ยงการงอเข่าเกิน 90 องศา: โดยเฉพาะท่าสควอทที่ก้นต่ำกว่าเข่า หรือการนั่งยองๆ ท่าเหล่านี้มีแรงอัดมหาศาลต่อข้อสะบ้า


Q&A Section

Q: ปวดหน้าเข่า กินคอลลาเจนช่วยได้ไหม? A: คอลลาเจนอาจเป็นตัวเสริมได้บ้างครับ แต่การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุคือ "การสร้างกล้ามเนื้อ" และ "การปรับท่าทาง" สำคัญกว่าการกินอาหารเสริมหลายเท่าครับ

Q: ถ้าปวดมาก ตรวจ MRI เลยดีไหม? A: หมอแนะนำให้ตรวจร่างกายและเอกซเรย์ท่า Skyline ก่อนครับ ถ้าข้อมูลเพียงพอที่จะรักษาได้ก็ไม่จำเป็นต้องเสียเงินทำ MRI ครับ ยกเว้นกรณีสงสัยหมอนรองกระดูกฉีกขาดร่วมด้วย

Q: อายุน้อยแค่ 35 ปี ทำไมหมอบอกว่าเป็นข้อเสื่อม? A: คำว่า "เสื่อม" ในทางการแพทย์หมายถึงการสึกหรอครับ ซึ่งวัยทำงานปัจจุบันใช้งานเข่าหนักและผิดท่ากันเยอะ จึงพบโรคนี้ในคนอายุน้อยเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ครับ


สรุป 5 ประเด็นสำคัญ

  • ปวดหน้าเข่าเวลาลงบันได คือสัญญาณชัดเจนของข้อสะบ้าเสื่อม

  • โครงสร้างร่างกายและการใส่ส้นสูง เป็นปัจจัยกระตุ้นสำคัญในผู้หญิง

  • การเอกซเรย์ท่า Skyline คือกุญแจสำคัญในการวินิจฉัยที่แม่นยำ

  • การสร้างกล้ามเนื้อต้นขาด้านใน (VMO) คือยาดีที่สุดที่คนไข้ทำเองได้

  • รักษาได้ด้วยการฉีดยานำทางด้วยอัลตราซาวด์ ลดปวดโดยไม่ต้องผ่าตัด


บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ

สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ

Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ปวดเข่า #ข้อสะบ้าเสื่อม #ปวดหน้าเข่า #ขึ้นลงบันไดแล้วปวดเข่า #ข้อเข่าเสื่อมในคนอายุน้อย #เสียงดังในเข่า #ฉีดน้ำเลี้ยงข้อเข่า #ฉีดPRPเข่า #ออกกำลังกายแก้ปวดเข่า #หมอเก่งกระดูกและข้อ #PFarthritis #PatellofemoralArthritis #KneePain #Orthopedics #WomenHealth

Reference List

  1. Wyndele N, Van Der Straeten C, Witvrouw E. Patellofemoral osteoarthritis. J Bone Joint Surg Am. 2022;104(22):2001-2012.*
    บทความนี้ทบทวนภาพรวมของข้อสะบ้าเสื่อม ตั้งแต่ว่ามักเริ่มจากกระดูกอ่อนใต้สะบ้าและร่องกระดูกต้นขาเสื่อมก่อนส่วนอื่น อธิบายปัจจัยเสี่ยง เช่น แนวกระดูกสะบ้าผิด (maltracking), dysplasia ของร่องสะบ้า, เข่าพลิกผิดแนว และการบาดเจ็บหรือผ่าตัดเข่ามาก่อน พร้อมทั้งสรุปแนวทางรักษาตั้งแต่ลดน้ำหนัก กายภาพบำบัด การใช้ผ้ารัด/เทป/รองเท้า ไปจนถึงการผ่าตัดแก้แนวสะบ้าหรือเปลี่ยนข้อเฉพาะส่วนหน้าเข่า

  2. Stefanik JJ, Guermazi A, Roemer FW, et al. Changes in patellofemoral cartilage morphology and knee pain. Arthritis Care Res (Hoboken). 2013;65(6):935-941.
    งานวิจัยนี้ใช้ MRI ติดตามการเปลี่ยนแปลงของกระดูกอ่อนข้อสะบ้าในระยะยาว แล้วดูว่ามีความเกี่ยวข้องอย่างไรกับการเกิดหรือแย่ลงของอาการปวดหน้าเข่าในชีวิตจริง เช่น ตอนขึ้นบันได หรือลุกจากเก้าอี้ ผลพบว่าถ้ากระดูกอ่อนใต้สะบ้าเสียหายมากขึ้น ผู้ป่วยมักมีอาการปวดเข่าบ่อยและรุนแรงขึ้นตามไปด้วย

  3. Hart HF, Stefanik JJ, Wyndele N, et al. The role of the patellofemoral joint in knee osteoarthritis. Osteoarthritis Cartilage. 2017;25(4):437-440.*
    บทความสั้นนี้ชี้ให้เห็นว่าข้อสะบ้ามักเป็นจุดเริ่มต้นของข้อเข่าเสื่อมในหลาย ๆ คน โดยพบว่ามีการเสื่อมของกระดูกอ่อนบริเวณข้อสะบ้าก่อนแล้วจึงลามไปยังข้อเข่าด้านใน‑ด้านนอกต่อไป ผู้เขียนเน้นว่าถ้าเราไม่ตรวจและรักษาข้อสะบ้าตั้งแต่เนิ่น ๆ ก็อาจทำให้โรคข้อเข่าเสื่อมทั้งข้อเกิดเร็วขึ้น จึงควรให้ความสำคัญกับการวินิจฉัยและจัดการความผิดปกติของข้อสะบ้าเป็นพิเศษ

  4. Lankhorst NE, Bierma-Zeinstra SMA, van Middelkoop M. Risk factors for patellofemoral pain syndrome: a systematic review. J Orthop Sports Phys Ther. 2012 Feb;42(2):81-94. doi:10.2519/jospt.2012.3803. PMID:22031622.
    systematic review นี้รวบรวมงานวิจัยเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงของอาการปวดหน้าเข่าในคนหนุ่มสาวและวัยทำงาน พบว่ากล้ามเนื้อหน้าขาอ่อนแรงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ส่วนตัวเลขอย่าง Q‑angle น้ำหนักตัว หรือส่วนสูงกลับไม่ชัดเท่าไร จึงสรุปว่าการเสริมความแข็งแรงกล้ามเนื้อรอบเข่าและสะโพกอาจช่วยลดโอกาสเกิดปวดหน้าเข่า โดยเฉพาะในผู้หญิงและคนที่ออกกำลังกายลงเข่าบ่อย ๆ

  5. Crossley KM, Stefanik JJ, Selfe J, et al. 2016 Patellofemoral pain consensus statement from the 4th International Patellofemoral Pain Research Retreat, Manchester. Part 1: terminology, definitions, clinical examination, natural history, patellofemoral osteoarthritis and patient-reported outcome measures. Br J Sports Med. 2016 Jul;50(14):839-843. doi:10.1136/bjsports-2016-096384. PMID:27343241.
    เอกสารฉันทามตินี้กำหนดคำจำกัดความของ “ปวดสะบ้า (patellofemoral pain)” วิธีตรวจร่างกายที่เหมาะสม และอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างปวดสะบ้าเรื้อรังกับการเกิดข้อสะบ้าเสื่อมในอนาคต รวมทั้งแนะนำให้ใช้โปรแกรมกายภาพบำบัดแบบครบด้าน เช่น ฝึกกล้ามเนื้อสะโพก‑เข่า การติดเทปพยุงสะบ้า แผ่นรองฝ่าเท้า และการให้ความรู้เรื่องการปรับโหลด เพื่อช่วยลดปวดและป้องกันการทรุดลงของข้อสะบ้าในระยะยาว

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น